งานนำเสนอ bandura (ใหม่)

Post on 13-Jun-2015

7.258 Views

Category:

Documents

2 Downloads

Preview:

Click to see full reader

DESCRIPTION

วิชา บุคลิกภาพและการปรับตัว

TRANSCRIPT

ประวตของ

Albert Bandura (1962 - 1986) นกจตวทยาชาวอเมรกน เปนผพฒนาทฤษฎนขนจากการศกษาคนควาของตนเอง เดมใชชอวา"ทฤษฎการเรยนรทางสงคม" (Social Learning Theory) ตอมาเขาไดเปลยนชอทฤษฎเพอความเหมาะสมเปน "ทฤษฎปญญาสงคม"

ท ฤ ษ ฎ ป ญญ า ส ง ค ม เ น น ห ล ก ก า ร เ ร ย น ร โ ด ย ก า ร ส ง เ ก ต (Observational Learning) เกดจากการทบคคลสงเกตการกระท าของผอนแลวพยายามเลยนแบบพฤตกรรมนน ซงเปนการเรยนรท เกดขนในสภาพแวดลอมทางสงคมเราสามารถพบไดในชวต ประจ าวน เชน การออกเสยง การขบรถยนต การเลนกฬาประเภทตางๆ เปนตน

ความคดพนฐานของทฤษฎการเรยนรทางสงคมเชงพทธปญญา

1. บนดราไดใหความส าคญของการปฏสมพนธของอนทรยและสงแวดลอม และถอวาการเรยนรกเปนผลของปฏสมพนธระหวางผเรยนและสงแวดลอม โดยผเรยนและสงแวดลอมมอทธพลตอกนและกน

B

EPB = พฤตกรรม (Behavior)

P = ปญญาและองคประกอบสวนบคคล (Cognitive and other Personal Factors)

E = สภาพแวดลอม (Environmental Events)

2. บนดราไดใหความแตกตางของการเรยนร (Learning) และการกระท า (Performance) ถอวาความแตกตางนส าคญมาก เพราะคนอาจจะเรยนรอะไรหลายอยางแตไมกระท า

สรปวาพฤตกรรมของมนษยอาจจะแบงออกไดเปน 3 ประเภท2.1 พฤตกรรมสนองตอบทเกดจากการเรยนร ผซงแสดงออกหรอกระท าสม าเสมอ2.2 พฤตกรรมทเรยนรแตไมเคยแสดงออกหรอกระท า2.3 พฤตกรรมทไมเคยแสดงออกทางการกระท า เพราะไมเคยเรยนรจรง ๆ

3. บนดราไมเชอวาพฤตกรรมทเกดขนจะคงตวอยเสมอ ทงนเพราะสงแวดลอมเปลยนแปลงอยเสมอ และทงสงแวดลอมและพฤตกรรมมอทธพลซงกนและกน

ตวอยางเชน เดกทมพฤตกรรมกาวราวกคาดหวงวาผอนจะแสดงพฤตกรรมกาวราวตอตนดวย ความหวงนกสงเสรมใหเดกแสดงพฤตกรรมกาวราว และผลพวงกคอวาเดกอน (แมวาจะไมกาวราว) กจะแสดงพฤตกรรมตอบสนองแบบกาวราวดวย และเปนเหตใหเดกทมพฤตกรรมกาวราวยงแสดงพฤตกรรมกาวราวมากยงขน ซงเปนการยาความคาดหวงของตน บนดรา

สรปวา “เดกทมพฤตกรรมกาวราวจะสรางบรรยากาศกาวราวรอบ ๆ ตว จงทาใหเดกอนทมพฤตกรรมออนโยนไมกาวราวแสดงพฤตกรรมตอบสนองกาวราว เพราะเปนการแสดงพฤตกรรมตอสงแวดลอมทกาวราว”

ขนของการเรยนรโดยการสงเกตหรอเลยนแบบ ตามแผนผงการเรยนรทแบงออกเปน 2 ขน อาจจะแสดงดวยแผนผงดงตอไปน

แผนผงท 1 ขนของการเรยนรโดยการเลยนแบบขนการรบมาซงการเรยนร ประกอบดวยสวนประกอบทส าคญเปนล าดบ 3 ล าดบ ดงแสดงในแผนผงท 2

แผนผงท 2 สวนประกอบของการเรยนรขนกบการรบมาซงการเรยนร

แผนผงท 3 กระบวนการในการเรยนรโดยการสงเกต

ขนของการเรยนรโดยการสงเกตหรอเลยนแบบ ตามแผนผง

1.ขนใหความสนใจ (Attention Phase) ถาไมมขนตอนน การเรยนรอาจจะไมเกดขน เปนขนตอน ทผเรยนใหความสนใจตอตวแบบ (Modeling) ความสามารถ ความมชอเสยง และคณลกษณะเดนของตวแบบจะเปนสงดงดดใหผเรยนสนใจ

2.ขนจ า (Retention Phase) เมอผเรยนสนใจพฤตกรรมของตวแบบ จะบนทกสงทสงเกตไดไวในระบบความจ าของตนเอง ซงมกจะจดจ าไวเปนจนตภาพเกยวกบขนตอนการแสดงพฤตกรรม

ขนตอนการเรยนรโดยการสงเกต มทงหมด 4 อยางคอ

3.ขนแสดงพฤตกรรมเหมอนตวอยาง (Reproduction Phase) เปนข นตอนทผ เ รยนลองแสดงพฤตกรรมตามตวแบบ ซงจะสงผลใหมการตรวจสอบการเรยนรทไดจดจ าไว

4.ขนจงใจ (Motivation Phase) ขนตอนนเปนขนแสดงผลของการกระท า (Consequence) จากการแสดงพฤตกรรมตามตวแบบ ถาผลทตวแบบเคยไดรบ (Vicarious Consequence) เปนไปในทางบวก (Vicarious Reinforcement) กจะจงใจใหผเรยนอยากแสดงพฤตกรรมตามแบบ ถาเปนไปในทางลบ (Vicarious Punishment)

ผเรยนกมกจะงดเวนการแสดงพฤตกรรมนนๆ

ขนตอนการเรยนรโดยการสงเกต มทงหมด 4 อยางคอ

1) ท าใหเกดพฤตกรรมใหม ๆ เชน ดตวอยาง การเตนร า แลวสามารถกระท าตามได หรอตวอยางทกษะตาง ๆ เ ชน การปฏบตงานในหองทดลอง การดตวแบบ ทดจะกอใหเกดการเรยนรทมประสทธภาพ

2) เปนตวกระตนพฤตกรรม ทสามารถกระท าไดแลว เชน ทกษะการพด ถาไดดตวอยางบคคลทพดเกงกจะท าใหมความสามารถในการเรองการพดไดดดวย

ผลทไดรบจากการเรยนร

3) การเพมหรอลดการไตรตรองในการแสดงพฤตกรรม พฤตกรรมทไมดบางอยางถาตวแบบซงเปนผทเดนหรอบคคลทส าคญเปนผกระท า จะท าใหเกดการท าตามอยาง

4) การดงความสนใจตอสงตางๆ ทเกยวของกบเรองนนๆ เพราะโดยปกตแลว การสงเกตผอนเราจะไมสงเกตเพยงแคการกระท าเทานน แตจะสงเกตสงแวดลอมตาง ๆ ทเกยวของดวย

5) การเราอารมณ การสงเกตพฤตกรรมของผอนอาจกอใหเกดการมอารมณรวมดวย

ผลทไดรบจากการเรยนร

ขอบเขตและการน าไปใช

Bandura เชอวาพฤตกรรมหลายชนดทคนแสดงออก เปนพฤตกรรมไดมาจากการสงเกต และการแสดงเปนตนแบบของคนอน

การเปนโมเดลม 3 ลกษณะคอ

1. โมเดลมชวตบคคลจรงๆ แสดงพฤตกรรมบางชนด2. โมเดลสญลกษณบคคลหรอตวละครแสดงในภาพยนตร โทรทศน

หนงสอ หรอสออนๆ3. การเรยนการสอนผานวจนะพรรณนาหลกความประพฤตโดยไมม

ตวอยางของมนษยจรงและ สญลกษณใดๆ

พฤตกรรมทสามารถเรยนรผานโมเดล

1. ความกาวราว : ผลการศกษาวจยพบวาเดกจะมพฤตกรรมกาวราว ยงขนเมอไดดโมเดลของความกาวราวรนแรง2. หลกศลธรรม : พฤตกรรมดานศลธรรม และจตส านกดานศลธรรม หลากหลายไดรบอทธพลจากการสงเกตและการเปน แบบอยางทด

เงอนไขจ าเปนทสงผลกระทบใหเกดโมเดล

1. ความตงใจ2. ความทรงจ า3. การแสดงออกทางรางกาย4. แรงจงใจ

ผลกระทบของการเปนโมเดลตอพฤตกรรม

1.การเปนโมเดลสอนพฤตกรรมใหมๆ2. การเปนโมเดลมอทธพลตอความถการแสดงพฤตกรรมทเรยนรมากอน3. การเปนโมเดลอาจกระตนพฤตกรรมตองหามทมอยแลว4. การเปนโมเดลชวยเพมความถการแสดงพฤตกรรมทคลายคลงกน

คณลกษณะของโมเดลทมประสทธผล

1. โมเดลทมสมรรถภาพ2. โมเดลทมอ านาจและบารม3. โมเดลทแสดงพฤตกรรมก ากงวาเหมาะสม4. พฤตกรรมของโมเดทสอดคลองกบเหตการณของผสงเกต

ตวอยาง

เราเรยนรหลายสงหลายอยางผานโฆษณาทว โฆษณามกจะชน าวาการดมเครองดมบางอยาง หรอใชยาสระผมบางยหอท าใหเราเปนทสนอกสนใจจากคนรอบขาง และมกจะมคนสวยๆหรอหลอๆเขามาหา ขนอยกบกระบวนการตางๆทเกยวของ เชนความสนใจหรอแรงจงใจ เราอาจเลยนแบบพฤตกรรมทอยในโฆษณา และซอสนคาทเขาโฆษณากนไปตามระเบยบ

รปภาพ ประกอบ พฤตกรรมการเลยนแบบ

top related