1. 2. 3. วงศ์บุญมา -...

Post on 01-Nov-2019

3 Views

Category:

Documents

0 Downloads

Preview:

Click to see full reader

TRANSCRIPT

บทคดยอ

ชอโครงงาน อฐบลอคปทางเดนจากขเลอย

ชอผท าโครงงาน 1.นางธตยา แกวเมองมา

2. นางสาวอรวรรณ มานนไชย

3.นางสาวบษบง วงศบญมา

4.นางสาววไลลกษณ บญปนเชอ

อาจารยทปรกษา อาจารยกลยา หอมด

ระยะเวลาการศกษา 10-13 กรกฎาคม 2555

ประสทธภาพความคงทนของอฐบลอกจากขเลอยมาผสมดนเหนยวกบขเลอยผสมปนและทรายโดยไดท าสวนผสมจ านวน 2 สตร ดงน สตรท1น าขเลอยมาผสมกบดนเหนยว สตรท2 น าขเลอยผสมปนและทรายโดยน าทง2สตรมาใสแมพมพทเตรยมไวตากแดดใหแหงประมาณ 3 วนแลวน ามาทดสอบประสทธภาพความแขงแรง

กตตกรรมประกาศ

โครงงานเรองการท าอฐบลอคปทางเดนจากขเลอย ทส าเรจลลวงไปไดดวยดกเพราะไดรบการชวยเหลอจากอาจารยกลยา หอมด และคณะศนยวทยาศาสตรเพอการศกษาล าปาง ทใหค าปรกษาและใหค าแนะน าตลอดเวลาของการด าเนนงานจนท าใหโครงงานบรรลตามวตถประสงคทไดก าหนดไว

คณะผจดท าขอขอบพระคณทานทใหความชวยเหลอในเรองตางๆ และหวงเปนอยางยงวาโครงงานการท าอฐบลอคปทางเดนจากขเลอยเรองน จะเกดประโยชนตอวงการศกษาตอไป

คณะผจดท า กรกฎาคม 2555

สารบญ

เรอง หนา บทคดยอ ก กตตกรรมประกาศ ข สารบญ ค

สารบญตาราง ง บทท 1 บทน า 1

1.1 ทมาและความส าคญของโครงงาน 1 1.2 วตถประสงค 1 1.3 สมมตฐาน 1 1.4 ตวแปรทศกษา 1 1.5 ขอบเขตการศกษา 1 1.6 ประโยชนทคาดวาจะไดรบ 2 1.7 นยามปฏบตการ 2

บทท 2 เอกสารทเกยวของ 3 2.1 กระดาษหนงสอพมพ 3

2.2 การศกษาคณภาพของ Paper Marche 3 2.3 ปนปลาสเตอร 4

บทท 3 วธด าเนนการ 5 3.1 วสดอปกรณ 5 3.2 วธด าเนนการ 6

บทท 4 ผลการศกษา 7 บทท 5 สรปผล อภปรายผลและขอเสนอแนะ 12

5.1 สรปผลการศกษา 12 5.2 อภปรายผล 12 5.3 ขอเสนอแนะ 13

บรรณานกรม 14 ภาคผนวก 15

สารบญตาราง เรอง หนา ตารางท 4.1 จ านวนและรอยละของขอมลทวไป 7 ตารางท 4.2 เปรยบเทยบจ านวนและคาเฉลยความคดเหนของกลมตวอยางทมตอ 8 คณภาพของชนงานดานความสวยงาม ของ Paper Marche 2 สตร ตารางท 4.3 การเปรยบเทยบคณภาพของชนงานดานความแขงแรงของ 9 การศกษาคณภาพของ Paper Marche 2 สตร ตารางท 4.4 การเปรยบเทยบประสทธภาพการดดซบน า ของการศกษาคณภาพ 10 ของ Paper Marche 2 สตร ตารางท 4.5 การเปรยบเทยบคณภาพชนงานดานการทนไฟ ของการศกษาคณภาพ 11 ของ Paper Marche 2 สตร

บทท 1 บทน า

1.1ทมาและความส าคญ

จากทอ าเภอแมทะเปนอ าเภอทมชอเสยงทางดานการแกะสลกจากไมซงแตละครงจะเหลอเศษขเลอยไมซงไมไดน ามาใชประโยชนอะไรและท าใหเกดผลเสยทางสภาวะแวดลอมภายในชมชนซงในแตละวนขเลอยสวนใหญจะถกท าลายโดยวธการเผาหรอทงขยะ ท าใหเกดมลภาวะเปนพษและเปนตวการหนงทท าใหเกดภาวะโลกรอน

เพอเปนแนวทางหนงในการน าขเลอยกลบมาใชใหเกดประโยชน จงไดจดท าโครงงาน อฐบลอคปทางเดนจากขเลอย เพอชวยลดปญหาทเกดจากขเลอยเหลอใชในชมชน โดยการน าขเลอย มาประดษฐเปนอฐบลอคปทางเดน สามารถน ามาตกแตง ปทางเดน และสามารถจ าหนายเพมรายไดเปนอาชพเสรม

1.2 วตถประสงค

เพอเปรยบเทยบประสทธภาพความคงทนของอฐบลอกจากขเลอยมาผสมดนเหนยว

กบขเลอยผสมปนและทราย

1.3 สมมตฐาน

อฐบลอกจากขเลอยผสมปนและทรายจะคงทนกวาอฐบลอกจากขเลอยทผสมดนเหนยว

1.4 ตวแปร

1.4.1 ตวแปรตน -อฐบลอคทท าจากขเลอยผสมดนเหนยวและอฐบลอกทท าจากขเลอยผสมปนและทราย

1.4.2 ตวแปรตาม - ความคงทนของอฐบลอก

1.4.3 ตวแปรความคบ-ปรมาณของขเลอย , ปรมาณของดนเหนยว ,ปรมาณของปน ,ปรมาณของทราย,ปรมาณของน า,อณหภม,ระยะเวลาของการตาก,วธการทดสอบความแขงแรง

1.5 ขอบเขตการศกษา

1.5.1 สงทศกษา

ขเลอยไมสก ดนเหนยว ปน ทรายหยาบ

1.5.2 ระยะเวลา 10 – 13 กรกฎาคม 2555

1.5.3 สถานท สานกงาน กศน. อ าเภอแมทะ จงหวดล าปาง

1.6 ประโยชนทคาดวาจะไดรบ

1.6.1 ท าใหทราบสตรการท าความคงทนของอฐบลอกทคงทนแขงแรง

1.6.2 สามารถน าวสดทเหลอใชกลบมาใชประโยชนได

1.6.3 สามารถน าเอาวตถทมในทองถนมาใชใหเกดประโยชน

1.6.4 ลดงบประมาณในการจดซอ

1.7 นยามปฎบตการ

1.7.1 อฐบลอคจากขเลอยผสมดนเหนยว หมายถง การน าดนเหนยวมาผสมกบขเลอยไมและน าผสมอตราสวนเทาๆกนแลวน ามาเทลงแมพมพ

บทท 2 เอกสารทเกยวของ

ในการศกษาโครงงานเรองอฐบลอคปทางเดนจากขเลอยคณะผศกษาไดคนควารวบขอมลจากเอกสารทเกยวของและจากเวบไซตบนเครอขายอนเตอรเนตโดยขอน าเสนอตามล าดบดงน

2.1 ปรดา พมพขาวข า (ม.ป.ป.:เวบไซต)ไดท าการศกษาเกยวกบคณสมบตของดนเหนยวกลาววาในบรรดาวตถดบทงหลายทใชในการผลตผลตภณฑเซรามก โดยเฉพาะหตถกรรพนบาน อาท หมอ ไห กระถาง อฐ นน ดนเหนยวเปนวตถดบทมความส าคญอยางยง ดนเหนยว เปนดนทเกดจากตะกอนทพดพามาทบถมกน ธรรมชาตของดนเหนยว จะประกอบดวยแรเคโอลไนต (kaolinite) เปนสวนใหญ โดยแรเคโอลไนตทพบในดนเหนยว มกมผลกทไมสมบรณและมขนาดเลก นอกจากนยงพบแรดนชนดอนๆ อาท มอนมอรลโลไนต (monmorillonite) อลไลต (illite) ควอรทซ (quartz) แรไมกา (mica) แรเหลกออกไซด (iron oxide) รวมทงมกมสารอนทรยปะปนอยเสมอ ดนเหนยวมสตางๆ เกดจากการมแรธาตชนดตางๆ ในปรมาณทแตกตางกน อาท สด า เทา ครม และน าตาล ดนเหนยวทมสเทาหรอด านน จะมอนทรยวตถปนมาก สวนดนเหนยวสครมหรอน าตาล มาจากแรเหลกทปะปนอย

ดนเหนยวมสมบตเดนในการน ามาขนรปคอ มความเหนยว และเมอแหงมความแขงแรงสง ท าใหผลตภณฑหลงแหงมความแขงแรง แตอยางไรกตาม เมอแหง ดนเหนยวมกมการหดตวสง ซงเปนสาเหตหนงทท าใหผลตภณฑมการแตกราว ดงนนจงไมนยมใชเนอดนเหนยวลวนๆ ในการขนรปผลตภณฑ แตตองมการผสมวสดทไมมความเหนยว อาท ดนเชอ หรอทราย เพอลดการดงตวและหดตว ซงจะชวยลดปญหาการแตกราว เนองจากการหดตวของดนได ดนเหนยวหลายชนด มชวงอณหภมทจะเปลยนไปเปนเนอแกวกวาง ซงจะเปนประโยชน คอ ชวยปรบปรงเนอผลตภณฑหลงการเผาใหดขน ในการใชประโยชนจากดนเหนยวนน นอกจากใชเปนเนอดนปนส าหรบ

หตถกรรมพนบานแลว ยงนยมน ามาใชผสมกบดนขาว เพอเพมความเหนยว หรอชวยใหน าดนมการไหลตวดขน

ในปจจบนประเทศไทยมแหลงดนเหนยวอยหลายแหลง ทไดน ามาใชประโยชนในอตสาหกรรมเซรามก อาท ทจงหวดสราษฎรธาน ปราจนบร ล าปาง เชยงใหม นอกเหนอจากน ดนเหนยวทมอยในแหลงพนบานทวไป อยางไรกตาม แมวาดนเหนยวจะมอยในหลายพนทกตาม การน าดนเหนยวจากแหลงตางๆ มาใชกควรใชอยางมคณคา และใชใหเกดประโยชนสงสด เพราะเมอดนเหนยวหมดไปแลวกจะตองใชเวลานานเปนรอยลานป กวาทจะมการทบถมเพอใหเกดทดแทนใหมได

2.1 รศ.ดร.อทธสนทร นนทกจ (2551 : เวบไซต)กลาวถง ขเลอยวา 1. แหลงก าเนด : จากโรงเลอยตางๆ มความแตกตางกนตามชนดของไม 2. คณสมบตทางเคมและฟสกส - pH 4.2-6 มความแปรปรวนมากขนอยกบชนดของไมและอายของขเลอย - คณสมบตในการอมน าดมาก จนอาจมากเกนไปจนมปญหาเกยวกบการระบายอากาศ - คณสมบตในการแลกเปลยนประจมคาสงเมอขเลอยผานขบวนการสลายตว - ความหนาแนนรวมเมอแหงต า - ขนาดเสนผาศนยกลางทใช - ความพรนสง - ความคงทนของโครงสราง สามารถสลายตวได 3. ลกษณะการน าไปใช : ใชทาปยหมกและใชเปนวสดปลก โดยปกตกอนน ามาใชเปนวสดปลกจะปลอยใหขเลอยสลายตวกอนประมาณ 6 เดอน 4. อายการใชงาน 2-3 ครง 5. ราคาถกมาก 6. ขอด - น าหนกเบางายตอการน ามาใช - ความสามารถในการอมน าดมาก - ราคาถก 7. ขอเสย - ตองเสยเวลาในการปลอยใหสลายตวนาน - มความแปรปรวนในดานองคประกอบมาก - มการสลายตวหลงจากน ามาใชและเกดการอดตวแนน - ยากในการกาจดโรคและแมลง

2.2 ผลตภณฑจากขเลอย(2549 : เวบไซต) ผลตภณฑจากขเลอย หมายถง ผลตภณฑททาหรอประดษฐขนโดยการน าขเลอยมาผสมกบกาวในสดสวนทเหมาะสม อาจเตมวสดอนเพอชวยการยดเกาะ เชน ใยสา ฟางขาว ลงในสวนผสมดวยกได แลวนามาขนรปเปนผลตภณฑตางๆ ตงทงไวใหแหงจนแขงตว นยมน ามาท าเปนตกตารปสตว ดอกไม ตนไม อาจผสมสลงในวสดหรอตกแตงสเพอความสวยงาม และอาจประกอบดวยวสดอนหรอใชวสดอนชวยในการทา เชน ลวด ไม

2.3 ขเลอย หมายถง ผงไมทเกดจากการตดไมดวยเลอยหรอเกดจากการขดไมดวยกระดาษทรายหรอเครองขดโดยอาจน าไปบดใหละเอยดกอนน าไปทาเปนผลตภณฑ

บทท 3 วธด าเนนการ

3.1 วสด อปกรณ

1.ไมท าแมแบบขนาด 21 * 30 เซนตเมตร จ านวน 2 อน

2.ตะปขนาด 1นวครง จ านวน 2 ขด

3.คอน จ านวน 1 อน

4.ตาชง จ านวน 1 เครอง

5.บกเกอรขนาด 600 ml จ านวน 2 ใบ

6.ขเลอย จ านวน 5 กโลกรม

7.ปนซเมนต จ านวน 2 กโลกรม

8.ทรายหยาบ จ านวน 4 กโลกรม

9.ดนเหนยว จ านวน 8 กโลกรม

10.น าเปลา จ านวน 240 มลลลตร

11.ถงน าพลาสตก จ านวน 1 ใบ

12.เกยง จ านวน 1 อน

13.กระดาษหนงสอพมพ จ านวน 2 ฉบบ

3.2 วธการด าเนนการการศกษาเรองอฐบลอคปทางเดนจากขเลอยไดด าเนนการทดลองดงน สตรท 1.

1.1.ตกขเลอยตวงดวยตาชง จ านวน 1 กโลกรมแลวน าดนเหนยวจ านวน 3 กโลกรมเตมน าเปลา จ านวน 120 มลลลตร

1.2.คนสวนผสมจากขอ 1 ใหเขากน

1.3.น าพมพมาวางบนกระดาษหนงสอพมพ เทสวนผสมทงหมดลงไปในแมพมพแลวตากแดด

1.4.บนทกผลการทดลองโดยน ากอนหนหนกประมาณ 1 กโลกรมวางทบอฐบลอคเพอทดสอบความแขงแรง

สตรท 2.

1.1.ตกขเลอยตวงดวยตาชง จ านวน 1 กโลกรม แลวน าทรายจ านวน 2 กโลกรมผสมกบปนซเมนตจ านวน 1 กโลกรมรวม 3 กโลกรมใสรวมไป และเตมน าเปลา จ านวน 120 มลลลตร

1.2.คนสวนผสมจากขอ 1 ใหเขากน

1.3.น าพมพมาวางบนกระดาษหนงสอพมพ เทสวนผสมทงหมดลงไปในแมพมพแลวตากแดด

1.4.บนทกผลการทดลองโดยน ากอนหนหนกประมาณ 1 กโลกรมวางทบอฐบลอคเพอทดสอบความแขงแรง

บทท 4

ผลการศกษา

ตอนท 1 จากการทดลองอฐบลอคปทางเดนจากขเลอยผลปรากฏดงน ตารางการ เปรยบเทยบคณภาพของชนงานดานความแขงแรงของ อฐบลอกปทางเดนจากขเลอย2 สตร เมอท าการทบและน ากอนหนหนก 1 กโลกรมวางทบชนงาน

สตรการท า อฐบลอคปทางเดนจากขเลอย2 สตร

ความทนตอสภาพแวดลอม อฐบลอคปทางเดนจากขเลอย

สตรท1 ขเลอยผสมดนเหนยว 3 กก. กบน า 120 มลลตร

-ชนงานมลกษณะเกาะตวยดตดกนแนนไมแตกราวงาย

สตรท2 ขเลอยผสมทรายกบปซเมนต 3 กก. กบน า 120 มลลตร

-ชนงานแตกราวงายไมยดเกาะ

จากตาราง พบวาดานความแขงแรงของชนงาน โดยท าการทดลองทบและน ากอนหนหนก 1กโลกรมมาวางทบชนงานทง 2 สตร ผลปรากฏวา ชนงานสตร1 มลกษณะยบตวลงเพยงเลกนอยและแตกหกคอนขางยากเพราะดนเหนยวมความยดหยนอยางเหนไดชด ชนงานสตร2 มลกษณะแตกหกและราวไดงายจงสรปไดวาชนงานสตร 1 มความแขงแรงมากกวาชนงานสตร 2

บทท 5 สรปผลการศกษา อภปรายผลและขอเสนอแนะ

5.1 สรปผลการศกษา ดานความแขงแรงของชนงาน โดยท าการทดลองทบและน ากอนหนหนก 1กโลกรมมาวางทบชนงานทง 2 สตร ผลปรากฏวา ชนงานสตร1 มลกษณะยบตวลงเพยงเลกนอยและแตกหกคอนขางยากเพราะดนเหนยวมความยดหยนอยางเหนไดชด ชนงานสตร2 มลกษณะแตกหกและราวไดงายจงสรปไดวาชนงานสตร 1 มความแขงแรงมากกวาชนงานสตร 2 5.2 อภปรายผล ดานความแขงแรงของชนงาน สตร1 มความแขงแรงของชนงานมากกวาเพราะมสวนผสมของดนเหนยวซงมความยดหยนมากกวาจงแตกหกคอนขางยากกวา ชนงานสตร2 ประกอบกบการยดเกาะตวกบขเลอยจงแขงแรงและไมราวมากกวา ชนงานสตร2

5.3 ขอเสนอแนะ 1. ควรทดลองปรบสวนผสมของวสดทใชในอตราสวนทแตกตางกน 2. ควรน าชนงานไปไวในท ทมแดดจด 3. ควรท าการทดลองโดยน าชนงานทผสมขเลอยกบดนเหนยวไปเผาจะท าใหชนงานแหงสนทเรวกวา

บรรณานกรม

ภาคผนวก

วสด-อปกรณ

ไมท าบลอกแมพมพ

เลอยส าหรบเลอยไม

ตะปส าหรบตอกบลอกแมแบบ

คอนส าหรบตแมแบบ

ขเลอยไมสก

ดนเหนยว

ปนซเมนต

ทรายหยาบ

บกเกอร

ตาชง

ท าการตแมแบบท าพมพหลอ

ท าการทดลองสตรท1

ดนเหนยว 3 กโลกรม ขเลอย 1 กโลกรม น า 120 มลลลตรผสมใหเขากน

ท าการทดลองสตรท2

ปนซเมนต 1 กโลกรม ทรายหยาบ 2 กโลกรมขเลอย 1 กโลกรม น า 120 มลลลตรผสมใหเขากน

น าสวนผสมทคนเขากนดแลวเทลงแบบพมพทเตรยมไวตากแดดใหแหง

ชนงานทส าเรจและผานการทดสอบความแขงแรง

โครงงาน

เรองอฐบลอคปทางเดนจากขเลอย

จดท าโดย

1.นางธตยา แกวเมองมา

2. นางสาวอรวรรณ มานนไชย

3.นางสาวบษบง วงศบญมา

4.นางสาววไลลกษณ บญปนเชอ

ศนยการศกษานอกระบบและการศกษาตามอธยาศยอ าเภอแมทะ

ส านกงานสงเสรมการศกษานอกระบบและการศกษาตามอธยาศยจงหวดล าปาง

โครงงาน

เรองอฐบลอคปทางเดนจากขเลอย

จดท าโดย

1.นางธตยา แกวเมองมา

2. นางสาวอรวรรณ มานนไชย

3.นางสาวบษบง วงศบญมา

4.นางสาววไลลกษณ บญปนเชอ

อาจารยทปรกษา

อาจารยกลยา หอมด

ศนยการศกษานอกระบบและการศกษาตามอธยาศยอ าเภอแมทะ

ส านกงานสงเสรมการศกษานอกระบบและการศกษาตามอธยาศยจงหวดล าปาง

top related