หน่วยที่ 1 -...

Post on 21-Sep-2020

3 Views

Category:

Documents

0 Downloads

Preview:

Click to see full reader

TRANSCRIPT

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 1

หนวยท 1

ธรรมชาตการคดของมนษยกบสมองทงสองซก

อ.อกนษฐ ศรภธร

การดาเนนชวตของมนษยในยคแหงการกาวกระโดด การพฒนาทางดานวทยาศาสตรและ

เทคโนโลยเจรญกาวหนาอยางยงยวด เพยงเสยววนาทประดษฐกรรมอนทนสมยทเกดจากความ

ชาญฉลาดของมนษยชาตเพมขนอยางรวดเรว ทาใหโลก สงคมและสงแวดลอมเปลยนแปลงไป

สงผลกระทบโดยตรงกบมวลมนษยทตองตกเปนฝายวงตามกระแสของความเจรญกาวหนานน

เมอรปแบบการดาเนนชวตประจาวนเปลยนแปลงไป มนษยจาเปนตองเลอกและปรบเปลยน

รปแบบการรบขอมลขาวสารและประดษฐกรรมตางๆ ใหเหมาะสม ภายใตเงอนไขขอบงคบของ

สภาวการณดงกลาว มนษยจาเปนตองไดรบการพฒนาทางความคดใหมากขน ทงนเนองจาก

บคคลทมความสามารถทางการคดพจารณาไตรตรอง สามารถแกปญหาและตดสนใจไดอยาง

ถกตองสมเหตสมผลเทานน จงจะดารงชวตในสงคมไดอยางมความสข การศกษาเพอทาความ

เขาใจเกยวกบธรรมชาตการคดของมนษย เพอพฒนาความสามารถในดานน จงเปนสงจาเปนเพราะ

สามารถเรยนรไดอยางไมสนสดและสงทตองทาความเขาใจเปนอนดบแรก คอ สมองทเปนอวยวะ

สวนหนงทสาคญของรางกาย เพราะสมองเปนศนยรวมของใยประสาทจากอวยวะตางๆ

เปรยบเสมอนศนยประสานงาน (Associative center) เพอทาหนาทควบคมการทางานของอวยวะ

ตางๆ ในรางกายรวมถงความคดและความจา หนาทสาคญของสมองม 3 ขนตอน ซงประกอบดวย

ขนตอนแรกคอ การรบรขอมลจากภายนอกทเรยกวาสงเราจาก 3 สภาวการณ คอ สงเราทเปน

ปญหา สงเราทเปนความตองการและสงเราทชวนสงสย จากนนกเขาสขนตอนทสองคอ การ

ตความจากสงเราเพอพจารณา กลนกรอง เพอใชเปนขอมล ประกอบการตดสนใจ ซงเกดจาก การ

ประมวลประสบการณเดม การเรยนรทผานมาในชวตของแตละบคคล และขนตอนสดทายคอ การ

สงการไปยงอวยวะในสวนตางๆ ของรางกายเพอตอบสนองตอสงเรานน

ธรรมชาตการคดของมนษย

การคดเกดขนตลอดเวลาตราบใดทสมองของคนเรายงทางานเปนปกต จนกลายเปนความ

เคยชนททาใหเราเกดความรสกวาเราไมไดคดเรองใดเลย ทาใหเกดความเขาใจทผดๆ วาคนเราจะ

คดกตอเมอตงใจคดเรองใดเรองหนงอยางจรงจงเทานน อาจกลาวไดวา เราคดตลอดเวลาและไม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 2

สามารถหามใหหยดคดไดนนเอง ซงสอดคลองกบแนวคดของ ศาสตราจารย ดร. เกรยงศกด

เจรญวงศศกด กลาววา การคดเปนเรองปกตทเกดขนในชวตประจาวน คนทกคนตองคดหากเรา

ตองการไดผลลพธทดทสด ในสงทตองการตดสนใจดงนน จงไมมคนปกตคนใดอยไดโดยไมคด

ธรรมชาตของการคดหรอภาพนกเกยวกบการคดของแตละบคคล ซงมความแตกตางกน

และมความคดเหนเกยวกบธรรมชาตของการคดดงตอไปน (อรพรรณ พรสมา , 2543 : 3-4)

• เปนกระบวนการของสมองทตอบโตตอสงเรา

• เปนสงทจบตองไมได แตแสดงใหผอนรบรได

• มความหลากหลายทงเปาหมายและวธการคด

• เปนกจกรรมเพอสงเสรมการพฒนาสมองทแทรกอยในทกกจกรรมของชวต

ชาต แจมนช (2546 : 2-6) กลาววา ธรรมชาตของการคด คอ เรองของการคดโดยทวไป

จะมธรรมชาตของตนเองดงตอไปน

• เปนกระบวนการทางสมองทเกดขนเกอบตลอดเวลา

• เปนกระบวนการทมความตอเนองเปนลาดบขนตอน

• มจดมงหมาย มวธการและขนตอนการคด

• เปนความสามารถทางสมองทปรากฏไดในลกษณะของพฤตกรรมทกาหนด

อาจกลาวไดวา ธรรมชาตของการคดของมนษยเปนกลไกทางสมองทเกดขนอยางตอเนอง

ตลอดเวลา เราไมสามารถหามไมใหสมองพกหรอหยดการทางานได เชนเดยวกบทเราไมสามารถ

หามไมใหคดได ดงนนการคดจงมอทธพลตอการดาเนนชวตของมนษยทกคน เพราะการคดเปน

จดเรมตนของการกระทา เพอทาใหการคดนนเปนรปธรรมมากขน ผลของการคดทาใหเกด

พฤตกรรมการแสดงออกของแตละบคคลเปนสงเดยวทสามารถบอกไดวาบคคลนนกาลงคดอะไร

อยในขณะนน

ความหมายของการคด

พจนานกรมฉบบราชบณฑตยสถาน พ.ศ. 2525 ไดอธบายความหมาย การคด ไววา

การคด หมายถง ทาใหปรากฏเปนรปหรอประกอบใหเปนรปหรอเปนเรองขนในใจ

ใครครวญ ไตรตรอง เชน เรองนยากจงคดไมออก คาดคะเน เชน คดวาเชานฝนอาจตก คานวณ

เชน คดในใจ มง จงใจ ตงใจ เชน อยาคดรายเขาเลย นก เชน คดละอาย

ดวอ ( Dewey , 1933 อางถงใน ทศนา แขมมณและคณะ , 2540) กลาวไววา การคดม

ลกษณะตอเนองเปนกระแสและการคดไมใชการรบรดวยประสาทสมผสเพยงอยางเดยว

ฮวการด ( Hilgard , 1962 อางถงใน ปราโมทย จนทรเรอง , 2536) ไดใหความหมายของ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 3

การคดไววา เปนพฤตกรรมทเกดขนในสมอง โดยมกระบวนการใชสญลกษณแทนสงของหรอ

สถานการณตางๆ หรอเปนกระบวนการทเปนภาพหรอสญลกษณของสงของหรอสถานการณตางๆ

ใหปรากฏขนในการคดหรอจตใจ

ไบเออร (1987) ไดใหความหมายของการคดไววา การคด คอการคนหาความหมาย ผทคด

คอ ผทกาลงคนหาความหมายของอะไรบางอยาง นนคอกาลงใชสตปญญาของตน ทาความเขาใจ

กบการนาความรใหมทได

ปราโมทย จนทรเรอง (2536) ไดใหความหมายของการคดไววา การคด คอ พฤตกรรม

ภายในทเกดขนจากกระบวนการทางานของสมอง ทาใหมการรวบรวมและจดระบบขอมล รวมทง

ประสบการณ ทาใหเกดเปนรปเปนรางหรอมโนภาพทเปนเรองราวในใจและพดหรอแสดงออกมา

ทศนา แขมมณและคณะ (2540) ไดใหความหมายของการคดไวในหนงสอ การคดและ

การสอนเพอพฒนากระบวนการคดไววา การคดเปนกระบวนการทางสมองม 2 ลกษณะใหญ ๆ

คอ การคดอยางมจดมงหมายกบการคดไปเรอย ๆ อยางไมมจดมงหมาย การคดอยางมจดมงหมายเปน

กระบวนการทางสมองทเกดขนเมอมสงเราทเปนปญหาหรอความตองการมากระทบทาใหจตและสมอง

นาขอมลหรอความรทมอยมาหาวธการทมประสทธภาพ เพอทาใหปญหาหรอความตองการนนลดนอย

ลงไปหรอหมดไป

เกรยงศกด เจรญวงศศกด (2545) ไดใหความหมายของการคดไววา การคด หมายถง

กจกรรมทางความคดทมวตถประสงคเฉพาะเจาะจง เรารวาเรากาลงคดเพอจดประสงคใดบางอยาง

และสามารถควบคมใหคดจนบรรลเปาหมายได

คาหมาน คนไค (2545) ไดใหความหมายของการคดไววา การคด หมายถง กรยาทแสดง

ดวยสมอง อาจจะเกดขนจากการรบรหรอไมกได เรองทคดอาจเปนทงเรองในอดต ปจจบนและ

อนาคต

ชาต แจมนช (2546) ไดใหความหมายของการคดไววา การคด หมายถง การคดเปน

กระบวนการทางานของสมองโดยใชประสบการณมาสมพนธกบสงเราและขอมลหรอสงแวดลอม

เพอแกปญหา แสวงหาคาตอบ ตดสนใจ หรอสรางสรรคสงใหม

จากความหมายของการคดขางตน พอสรปไดวา การคดเปนกระบวนการรบรของสมอง

แลวทาใหเกดเปนรปหรอเรองราวขนใน ภาพความคด เรองราวดงกลาวอาจเปนเรองทเกดขนแลว

ในอดต เรองทกาลงเกดในปจจบนหรอเรองทเปนอนาคต โดยมการปฏสมพนธกนระหวาง

ประสบการณเดมและสงเรานน ๆ การคดมหลายลกษณะดวยกน แตละลกษณะนนจะมจดมงหมาย

และวธการคดทแตกตางกนเพอใหบรรลจดมงหมายของการคดอนไดแก คาตอบ วธการแกปญหา

เพอใชประกอบการตดสนใจ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 4

สาเหตของการคด

สาเหตททาใหเกดการคด มมากมายหลายสาเหต เมอเปรยบเทยบกบสถานการณในชวต

ประจาวนแลวนน อาจกลาวไดวา สาเหตของการคดนนเกดจาก ความตองการทางกายภาพของ

คนเราไมวาจะเปนความหว ความกระหายและการดารงชวตใหอยรอดกระตนใหคด นอกจากนยง

มสาเหตมาจากความสงสย ปญหาทเราตองการคนหาคาตอบตลอดจนความตองการสงแปลกใหม

ซงอาจรวมถงความตองการการเปลยนแปลงในชวต เนอหาทจะนาเสนอตอไปนเปนสาเหตของ

การคดทเกดจาก สงเรา

สงเรา คอ ทกสงทกอยางทเปนตวกระตนผานประสาทสมผสทงหา ทาใหบคคลเกดความ

สนใจทจะรบร เปนสอทนาไปสสาเหตของการคด อาจเปนสงทมชวตหรอไมมชวตทปรากฏอยใน

สภาพทวๆ ไป ธรวฒน นาคะบตรและคณะ ไดแบงสงเราออกเปน 3 สภาวการณ คอ สงเราทเปน

ปญหา สงเราทเปนความตองการและสงเราทชวนสงสย

สงเราทเปนปญหา คอ เปนสภาวการณทมากระทบในรปแบบของ คาถาม เหตการณหรอ

สถานการณตาง ๆ ทบคคลยงไมสามารถแกไขไดโดยทนททนใด เปนสภาพทยงไมมทางเลอกหรอ

แนวทางการแกไข อยในสภาวะทตองการการตดสนใจ บคคลจาเปนตองเรยนรถงแนวทางและ

วธการแกไขปญหาดวยเหตผลทเหมาะสมทสด สงผลให บคคลจาเปนตองคด หาแนวทางและ

วธการททาใหปญหาเหลานนเบาบางลงหรอหมดไป สงเราทเปนปญหานถาบคคลไมคดหาวธการ

แกไขปลอยใหลวงเลยผานไปกบวนเวลากไมสามารถแกปญหานนได

สงเราทเปนความตองการ คอ สงเราทเปนความตองการพนฐานของการอยรอดของชวต

ประกอบดวยความตองการทางกายและความตองการทางจตและสงคม ทงหมดทกลาวมาลวนเปน

ความตองการในสงทดขน เชน การมสภาพความเปนอยทดขน มหนาทการงานทมนคง เปนท

ยอมรบของคนในสงคม หรอแยกเปนความตองการยอยๆ ในแตละสถานการณในชวตประจาวน

เชน การไดงานมากขนภายในเวลาเทาเดม การมรายไดมากขน มขอผดพลาดในการทางานนอยลง

และมความปลอดภยในชวตและทรพยสนมากขนเปนตน สงเราทเปนความตองการนกระตนให

บคคลตองการการคด เพอใหความตองการนนหมดไปหรอประสบความสาเรจในสงทมงหวง

นนเอง บคคลมความตองการแตกตางกน ถามแคความตองการแตไมคดกไมมผลใดๆ

สงเราทชวนสงสย คอ สงททาใหบคคลรสกแปลกใจ ประหลาดใจ ลงเลไมปกใจเชอโดย

ทนททนใด เปนสงแปลกใหมทมากระตนใหเกดความสงสย อยากรอยากเหน ตองการคาตอบ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 5

บคคลตองการการคด เพอตอบขอสงสยและเพอทาใหตนเองยอมรบในสงนนๆ เชนเดยวกบ

สงเราทเปนปญหา ถาบคคลเกดความสงสยและไมคดหาวธการทจะทาใหความสงสยนนหมดไปก

ไมสามารถตอบขอสงสยนนๆ ได จากสาเหตของการคดขางตนอาจกลาวโดยสรปไดวา สาเหตของการคดนนมมากมาย

หลายสาเหต อาท ความตองการทางกายภาพซงเปนความตองการขนพนฐานภายในของแตละ

บคคล ความอยากรอยากเหน ขอสงสย ปญหาทตองการหาคาตอบ ตลอดจนความอยรอดของชวต

กระตนใหคนเราคดผานประสาทสมผสทง 5 นอกจากนสงทสาคญทสดทเปนสาเหตหรอกระตน

ใหเกดการคดคอ สงเรา แบงได 3 สภาวะ สงเราทเปนปญหา เราจาเปนตองคดเพราะถาไมคดกไม

สามารถแกปญหานนได สงเราทเปนความตองการ ความตองการดงกลาวอาจแคอยากม อยากได

อยากเปนแตไมคดกได แตถาอยากไดในสงทตองการจงตองการการคดเพอหาวธไดมาในสงท

ตองการ และสงเราสดทาย คอ สงเราทเปนขอสงสย แคความสงสยแตอาจไมตองการหาคาตอบก

ได แตถาตองการหาคาตอบซงกตองการการคด เพอใหมาซงคาตอบนนๆ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 6

ผลของการคด

ผลของการคด คอ สงทไดจากกระบวนการประมวลผลของสมอง ประกอบดวย คาตอบ

วธการหรอแนวทางการปฏบตเพอนาไปใชในการแกปญหา ปจจยสนบสนนการตดสนใจ การ

คาดการณสงทจะเกดขนในอนาคต การเพมพนสตปญญาและความเขาใจทสามารถอธบายและให

เหตผลได ทาใหเกดองคความรใหม แนวความคดใหมๆ สงทสรางสรรคและมประสทธภาพ เพอ

ทาใหปญหา ความตองการและความสงสยนนหมดไป ดงแผนภมตอไปน

แผนภมท 1.1 แสดงกระบวนการคดของมนษย

ความตองการ ชวนสงสย

ปญหา

สงเรา

คาตอบ วธการแกไขปญหา

ขนตอนปฏบตงาน ขอตดสนใจ

ความเขาใจ การคาดการณในอนาคต

องคความรใหม ๆ และสงทสรางสรรค

จต (ใสใจ) สมอง (คด)

ผลของการคด

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 7

คณคาของการคด

การคด ทาใหสามารถตอบคาถามบางประการได

การคด ทาใหไดวธการทมประสทธภาพในการแกปญหาหรอลดความตองการ

ซงดกวาวธการทปลอยไปตามธรรมชาต (เปนไปตามการสม) หรอวธลองผดลองถก

การคดทมคณภาพ จะใหผลของการคดทมประสทธภาพ ชวยใหลดเวลาในการแกปญหา

ลดการใชทรพยากรในการแกปญหา และชวยใหการดาเนนชวตเปนไปอยางถกตอง

การคดทด ชวยใหมการดาเนนชวตทด ถกตองและมคณคา

อปสรรคของการคด

โดยทวไปขณะทเรากาลงคดเพอจดมงหมายในเรองใดเรองหนง มกจะมอปสรรคหรอขอ

ขดแยงททาใหการคดนนไมเปนไปตามจดมงหมายทตงเอาไว ซงอาจมสาเหตมาจากตวผคดเองหรอ

สภาพแวดลอมตางๆ เพอทาใหการคดนนบรรลจดมงหมายดงทตงไว ควรพจารณาอปสรรค

ตอไปน ดงน (ณรงค มนเศรษฐวทย , 2540 อางถงใน สวทย มลคา , 2547 : 142 - 143 )

1. สภาพแวดลอมทไมเอออานวยตอการคด

โดยเฉพาะสภาพแวดลอมททาใหเสยสมาธ เชน สถานทมผคนพลกพลาน ใกล

แหลงกาเนดเสยงดง ทาใหเกดการหนเหความสนใจไปยงทดงกลาว ในเรองของสภาพอากาศกมผล

ไมวาจะรอนหรอเยนเ กนไป ลวนมผลตอการคดทงสน ดงนนการจดสภาพแวดลอมหรอสราง

บรรยากาศทเหมาะสมจงเปนสงสาคญททาใหการคดนนบรรลตามจดประสงคทตองการ

2. สขภาพรางกายและจตใจ

หากเรามสขภาพรางกายไมด อาจทาใหจตใจหงดหงดเปนกงวล และในทางกลบกนถาเรา

มสภาพจตใจทออนแอยอมสงผลทาใหสภาพรางกายออนแอตามไดเชนเดยวกน จากทกลาวมา

ขางตนลวนเปนอปสรรคตอการคดทาใหการคดหยอนประสทธภาพลง รางกายทแขงแรงยอม

สงผลตอสภาพจตใจทเขมแขง รางกายและจตใจ ถาสามารถผสานรวมเปนหนงเดยวไดจะสงผลให

การกระทาใดๆ ของบคคลเตมเปยมไปดวยประสทธภาพ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 8

3. ขาดประสบการณทเปนพนฐานของการคด

การคดหากตองการใหมโนภาพมความชดเจนกระจางชด ตองมประสบการณเกยวกบเรอง

ทคดมากอน จะชวยใหเหนภาพทชดเจนขน ถาไมเคยพบเหนมากอนกจะทาใหเกดอปสรรคคอนก

ไมออก ประสบการณจงมความจาเปนและมประโยชนตอการเรยนรอยางมาก

4. มอคตเขาครอบงา

การคดของบคคลในบางครงจะมความลาเอยงสวนตวเขามาเกยวของ ความลาเอยงจะทา

ใหบคคลไมคดถงหลกของเหตและผล ตดสนใจตามอารมณ ความรสกนกคดของตนเอง เชน การ

แสดงความคดเหนเกยวกบเรองของการเมอง ถาชอบกจะสนบสนนแตถาไมชอบกจะตอตาน

ดงนนจงกลาวไดวาอคตเปนอปสรรคตอการคด การขจดอคตดงกลาวตองพยายามฝกใหมจตใจท

เปนกลาง

5. การเรงรดใหคดภายในเวลาทจากด

สาหรบบางคนทไมเคยฝกทกษะการคดมากอน การเรงรดใหคดโดยใชเวลาเปนตวจากด

ในบางครงอาจทาใหเกดความรสกวาเครยดเกนไป ทาใหรสกเบอหนาย คดไมออก ซงทาใหไดผล

ของการคดไมดเทาทควร

6. ความลมเหลวในการคดทสะสมมาเปนเวลานาน

บคคลทเปนเชนน มสาเหตมาจากการคดไมออก ไมเคยคดแกปญหาได จงทาใหเกด

ความรสกทอแทใจ อาจทาใหตกรอบการคดวาถาคดตอไปกคงจะลมเหลวหรอคดไมออกเชนเคย

และถายงคดกยงคดไมออกเปนเชนนบอยครงเขา จะทาใหเกดอคตตอการคดอาจเลกคดไปใน

ทสด

7. ขาดกาลงใจ

ผทคดไมออกมกเกดความทอแท สงสาคญประการหนง คอ ขาดกาลงใจจากผใกลชด เมอ

เลาปญหาใหฟงมกจะเฉยไมใหขอคดเหนหรอขอเสนอแนะ ทาใหหมดกาลงใจไมอยากคดอก

ตอไป

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 9

สมอง

สมองชนนอกมสเทาเรยกวา เกรย แมตเตอร (Gray matter) สมองชนนเปนศนยรวมของเซลล

ประสาทและแอกซอน (Axon) ชนดทไมมเยอหม สมองชนในมสขาวเรยกวา ไวท แมตเตอร

(White matter) เปนสวนของใยประสาททงอกออกมาจากเซลลประสาท รปรางของสมองจะแบง

ออกเปน 2 ซกเหมอนอวยวะสวนอนๆ ของรางกายทมทงซกซายและซกขวา มนาหนกประมาณ 2 ½

- 3 ปอนด 1 หรอประมาณ 1.1 – 1.3 กโลกรม ซงประกอบดวยเซลลสมองประมาณรอยลาน

ลานเซลล 2 ดงรปท 1.1 แสดงการเจรญเตบโตของเซลลสมอง เรมจาก สองอาทตยหลงจากการ

ปฏสนธจนเปนเซลลสมองของผใหญ

รปท 1.1 แสดงการเจรญเตบโตของ

เซลลสมอง

ทมา : (พชรวลย เกตแกนจนทร

อางใน สภาสถาบนราชภฏ ,

ม.ป.ป. : 6.)

--------------------------------------------------------- 1 กลยา กาญจนาภรณ. “พฤตกรรมมนษยและการพฒนาตน” หนา 28 , 2542. 2 พชรวลย เกตแกนจนทร. “การบรหารสมอง” หนา 2 , 2542.

สมอง (Brain) เปนชอเรยกสวนทอย

ภายในกะโหลกศรษะมลกษณะนมๆ หยนๆ เปน

ลกคลน เปนทรวมประสาทใหเกดความรสก ฯลฯ

อธบายไวในพจนานกรมฉบบราชบณฑตยสถาน

พ.ศ.2525 (2531 : 785) สมองเปนสวนทมขนาด

ใหญทสดในระบบประสาทสวนกลางทประกอบ

สมองและไขสนหลง แบงออกเปน 2 ชน คอ ทมา : http://www.alz.org/brain/images/00a.jpg

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 10

การทางานของสมองทง 2 ซก

ถงแมวาสมองจะมสวนประกอบทซบซอนมากมาย สมองแตละสวนตางกมหนาทแตกตาง

กนออกไปแตการทางานของสมองทง 2 ซก มความเชอมโยงสมพนธกน การศกษาคนควาเพอ

เรยนรเกยวกบการทางานของสมองไมใชเรองยากเกนความสามารถของมนษย มนกการศกษาและ

นกวทยาศาสตรหลายตอหลายทานทมความสนใจและทาการศกษาในเรองน อาทเชน

โรเจอร สเปอรร ( Roger Sperry ) ผเชยวชาญดานประสาทวทยา (Neurobiologist)

จากสถาบนเทคโนโลยแหงแคลฟอรเนย เจาของรางวลโนเบลในป ค .ศ.1981 ไดศกษาระบบและ

โครงสรางการทางานของสมอง โดยการทดลองกบคนไขทแกนเชอมสมองสองซก (Corpus

collosum) ไดรบบาดเจบภายหลงการผาตด ปรากฏวาสมองทงสองซกเรยนรแยกกนอยางเปน

เอกเทศ ทาใหเขาคนพบความแตกตางในการทางานระหวางสมองซกซายและสมองซกขวา

( อางใน เกรยงศกด เจรญวงศศกด. 2545 : 11 )

การทางานของสมองซกซาย

สมองซกซาย มการทางานเกยวของกบความสามารถดานสตปญญา ความร ความจา

การใชเหตผล การคดวเคราะห ทกษะการคานวณเกยวกบตวเลข ทกษะทางดานวทยาศาสตร

การใชภาษาทงการพด การอาน การเขยน การควบคมพฤตกรรมการแสดงออก รวมถงการฟง

การมองเหน ควบคมการทางานของอวยวะทางซกขวาของรางกาย อาจกลาวไดวาสมองซกซาย

มลกษณะการทางานทางดานวทยาศาสตรเปนสวนใหญ

จากทกลาวมาขางตน เราใชสมองซกซายทาหนาทในการวเคราะห แยกแยะเพอ

ทาการศกษาสวนยอยๆ ทประกอบกนเปนสวนรวมทงหมด มประสทธภาพในการวเคราะหขอมล

ดานภาษา ไมวาจะเปนการพด การฟง การอานหรอการเขยน ความสามารถในการคดอยางเปน

ระบบเปนขนตอน ความเปนเหตเปนผลในเชงตรรกวทยา ความสามารถในการคดคานวณและการ

จดจาขอมลตางๆ บคคลทใชสมองซกซายมากกวาซกขวา จะเปนบคคลทมลกษณะการคดอยางเปน

ระบบเปนขนตอน รจกคดวเคราะหแยกแยะเปนลาดบขนจากจดหนงไปยงจดหนง รวมถงการ

แกปญหาอยางมขนตอน มเปาหมายในการคดและการปฏบต มความสามารถในการจดจาโดย

สามารถเรยงลาดบเหตการณไดอยางตอเนอง มความสามารถในการใชภาษาไดกระชบตรงประเดน

ไมออมคอม บคคลทไดรบการพฒนาหรอสงเสรมเฉพาะสมองซกซายเพยงดานเดยว จะสงผลตอ

วถการดาเนนชวต อาจเปนบคคลทฉลาดแตใชความฉลาดไปในทางทเอารดเอาเปรยบผอน เพราะ

จนตนาการไมออกวาคนทถกเอาเปรยบมความรสกอยางไร ทาใหสงคมเตมไปดวยการแขงขนและ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 11

เอาชนะ เหนแตประโยชนสวนตว ไมรจกคาวาแพ ไรซงคณธรรม และในทางตรงขาม ถาขณะท

สมองซกซายกาลงเจรญเตบโตแตไมไดรบการพฒนาสงเสรมหรอเกดปญหาในชวงนน จนทาให

สมองซกซายไมเจรญเตบโต ความสามารถทางดานวทยาศาสตร ความร ความจากจะถกกดทบ

ทาใหเกดจดดอยในดานน

การทางานของสมองซกขวา

สมองซกขวา มการทางาน เกยวของกบการจนตนาการ ความคดสรางสรรค อภปรชญา

อารมณ จตใตสานก การคดทมลกษณะเปนภาพโดยรวมหรอการคดสงเคราะห ความสามารถ

ทางดานดนตร ศลปะและควบคมการทางานของอวยวะทางซกซายของรางกาย อาจกลาวไดวา

สมองซกขวามลกษณะการทางานในดานศลปะเปนสวนใหญ

สมองซกขวาทาหนาทรวบรวมสวนยอยๆ เขาดวยกนเปนการมองภาพรวมทงหมดหรอจะ

กลาวไดวา เปนการสงเคราะหนนเอง มจนตนาการ ความคดรเรมสรางสรรค สมองซกขวายง

ควบคมดานอารมณ มการตอบสนองตอเสยงดนตรและศลปะ บคคลทใชสมองซกขวามากกวาซก

ซาย จะเปนบคคลทชอบจนตนาการ ชอบการเปลยนแปลงไมจาเจ รกอสระ ชอบเสยงดนตรและ

มความถนดทางดานศลปะ แตมขดจากดในเรองของภาษาคอชอบพดจาออมคอมไมตรงประเดนแต

เปนคนเจาบทเจากลอน บคคลทไดรบการสงเสรมพฒนาเฉพาะสมองซกขวาเพยงดานเดยว จะม

แนวโนมทจะเปนศลปนหรอนกแสดง มจตใจทดงาม มคณธรรมจรยธรรม เหนคณคาของตนเอง

และผอน เขาใจความรสกของบคคลรอบขาง เลอนลอยและไมรจกการทามาหากน เพราะไมชอบ

การคดคานวณหรอการกระทาทเปนระบบขนตอน ถาสงคมใดมบคคลประเภทนมากๆ อาจทาให

สงคมนนไมมการพฒนา เพราะพอใจในสงทมอย ในทางตรงกนขามถาขณะทสมองซกขวากาลง

เจรญเตบโต แตไมไดรบการพฒนาสงเสรมหรอเกดปญหาในชวงนน อาจสงผลใหบคคลมจดดอย

ดานจนตนาการ ความคดรเรมสรางสรรค

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 12

ทมา : http://photos3.flickr.com/3975200_b34337dacb.jpg

แผนภมท 1.2 แสดงการทางานทเกยวของของสมองซกซายและสมองซกขวา

แมหนาทการทางานของสมอง 2 ซกจะมความแตกตางกน แตกไมไดหมายความวาสมอง

แตละซกแบงแยกกนทาหนาทโดยไมสามารถประสานสมพนธกนในการทางาน1

จากการคนพบของ โรเจอร สเปอรร ไดทาการทดลองกบคนไข ทาใหเราทราบถงระบบ

การทางานทแตกตางของสมองซกซายและสมองซกขวาและการทดลองของเอลเบรต ( Elbert) และ

คณะ ทาการศกษาโดยการถายภาพสมองดวยระบบแมเหลก พบวานกไวโอลนและนกดนตร

ประเภทสาย จะมสมองสวนททาหนาทเกยวกบประสาทสมผสของนวมอขางซายใหญกวาคนปกต

(ศนสนย ฉตรคปต , 2542 : 108) จากการศกษาและการคนพบขางตน ทาใหงายตอการคนควาเพอ

พฒนาศกยภาพของสมองในแตละซก แตการทางานของสมองจรงๆ แลวมความสลบซบซอนมาก

โดยเฉพาะในคนปกตการทางานของสมองทงสองซกจะเชอมโยงสมพนธกนทงการใชเหตผล

การวเคราะหของสมองซกซายและจนตนาการสรางสรรค การสงเคราะหของสมองซกขวา จะม

การทางานของสมองทงสองซกจะสลบไปมาเพอใหการพฒนาสมองมความสมดลบคคลควร พฒนา

สงเสรมสมองทงสองซกควบคกนไป เพอการพฒนาคณภาพชวตสามารถดารงอยในสงคมยคแหง

การกาวกระโดดไดอยางเปนปกตสข ลองพจารณาสถานการณทเปนตวอยางดงตอไปน

------------------------------------------------------ 1 สมศกด สนธระเวชญ . “Mind Mapping กบคณภาพการศกษา” , หนา 15 , 2543.

สมองซกซาย

สมองซกขวา

สตปญญา ความร ความจา ๏

การใชเหตผล ๏

ทกษะการคานวณ ๏

ทกษะทางวทยาศาสตร ๏

การใชภาษา ๏

ควบคมการทางาน ๏

ของอวยวะรางกาย

ซกขวา

การวเคราะห ๏

๏ จนตนาการ

๏ ความคดสรางสรรค

๏ อภปรชญา

๏ อารมณ

๏ จตใตสานก

๏ ดนตร ศลปะ

๏ ควบคมการทางาน

ของอวยวะรางกาย

ซกซาย

๏ การสงเคราะห

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 13

สถานการณท 1 ใหนกศกษาคดถงดอกกหลาบ 1 ดอก

เรมจากการทางานของสมองซก ขวา จะสรางภาพดอกกหลาบผดขนมาในภาพความคด

1 ดอกทนทหลงจากทเสรจสนคาสง เปนภาพรวมของดอกกหลาบทมองเหนทงดอกทก

องคประกอบ และไมถงเสยววนาทตอมา การทางานของสมองซก ซายจะเรมวเคราะห แยกแยะ

กหลาบดอกนนวามสอะไร ประกอบดวยกลบดอก ใบ กง ลาตนและหนาม เปนตน

สถานการณท 2 การชมการแสดงดนตร ขณะทกาลงมการบรรเลง

การทางานของสมองซกขวา

- เกดอารมณคลอยตามเสยงดนตร เพลดเพลนมความสข

- เกดจนตนาการเปนภาพในความคด เปนตน

การทางานของสมองซกซาย

- วเคราะหแยกแยะเสยงเครองดนตรแตละชนด

- จดจาทวงทานอง เปนตน

สถานการณท 3 ขณะอานหนงสอนวนยาย

การทางานของสมองซกขวา

- จนตนาการเปนภาพในความคดไดแก ตวละคร สงของและสถานท

- อารมณตวละคร

- อารมณคลอยตาม เปนตน

การทางานของสมองซกซาย

- วเคราะหโครงสรางของประโยคความถกตองตามหลกไวยากรณ

- ลาดบเหตการณกอนหลง

- จดจาประโยคหรอคา เปนตน

สถานการณท 4 การเจยวไข

การทางานของสมองซกขวา

- ภาพไขเจยวรอน ๆ บนจาน

- จนตนาการถงความหอมของไขเจยว

- จนตนาการถงความอรอยหรอรดชาดของไขเจยว เปนตน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 14

การทางานของสมองซกซาย

- คานวณการใสเครองปรง เชน ปรมาณนาปลา

- ความรอนของนามน

- เวลาขณะเจยว เปนตน

ปจจยทเกยวของกบการพฒนาศกยภาพของสมอง

สมองเปนอวยวะทมความมหศจรรย จากศกยภาพทไรขดจากดของสมองอาจกลาวไดวา

แทบจะไมมสงใดในโลกใบนทสมองของมนษยไมสามารถคดและทาไมได แตตองยอมรบในขอ

หนงทวา ศกยภาพของสมองของแตละบคคลมความแตกตางกน ขนอยกบการไดรบการฝกพฒนา

และสงเสรมความสามารถทางสมองมากนอยเพยงใด หลายคนมความเขาใจวาการพฒนาศกยภาพ

ของสมองสามารถพฒนาไดเฉพาะวยเดกและวยรน ซงเปนชวงอายทสมองมการเจรญเตบโตมาก

ทสด แตแททจรงแลวการพฒนาศกยภาพของสมองสามารถพฒนาไดในทกวย แมแตในวยชราถา

ไดรบการพฒนาความสามารถทางสมองอยตลอดเวลา ประสทธภาพของสมองกไมไดลดหยอนไป

ตามวยเลยแมแตนอย อาจกลาวไดวาสมองสามารถพฒนาไดโดยไมมวยสนสด เมอเราทราบถง

ความแตกตางของสมองในแตละสวนแลว การใชสมองไดเตมศกยภาพจะตองสงเสรมและพฒนา

และใชควบคกนไปทง 2 ซก ไมใชใชเพยงซกใดซกหนง เชน ไอนสไตน นกวยาศาสตรเอกของโลก

หลายคนเขาใจวาบคคลคนนคงไดรบการพฒนาและสงเสรมเฉพาะสมองซกซายเพยงดานเดยว

แตจากการศกษาประวตของไอนสไตน ขณะเรยนสอบตกวชาคณตศาสตรแตทาคะแนนสงในวชา

ดนตรและศลปะ และคงไมสามารถคนพบสตรการสรางระเบดปรมาณไดถาไมมความคด

สรางสรรคอนฉบพลนของสมองซกขวา เปนตน

ปจจยทมสวนในการพฒนาศกยภาพของสมองประกอบดวย 8 ปจจยดงตอไปน

1. พนธกรรม

2. สงแวดลอม

3. อาหาร

4. นา

5. การหายใจ

6. ดนตร

7. คลายความเครยด

8. การบรหารสมอง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 15

1. พนธกรรม

จากการคนพบสารทเรยกวา ดเอนเอ ( DNA) ของนกวทยาศาสตร 3 ทาน จากมหาวทยาลย

รอกกเฟลเลอร ไดแก ศาสตราจารยแมคลน แมคคาท ( McLyne McCarty) ศาสตราจารยอาเวอร

(Avery) และศาสตราจารยแมคคลาวด ( Macleod) ทาใหทราบถงหนาทของดเอนเอ เปนสารเคมท

เปนหนวยพนฐานของพนธกรรมหรอยน เปนปจจยภายในทเดกไดรบการถายทอดจากผเปนพอ

และแม เชอกนวาเมอพอและแมฉลาดจะสงผลไปยงรนลก ลกจะมฉลาดเหมอนผเปนพอและแม

เพราะไดรบอทธพลจากพนธกรรม

มหลกฐานการศกษา คแฝดทถกแยกไปเลยงในครอบครวทแตกตางกน สถานทตางกน

เมอโตขนพบวาทงคมสตปญญาใกลเคยงกน มอปนสย ความถนด ความสามารถในดานเดยวกน ซง

เปนหลกฐานสนบสนนวาพนธกรรมมผลตอการพฒนาของสมอง (สภาสถาบนราชภฏ , ม.ม.ป. : 9)

2. สงแวดลอม

เปนปจจยภายนอกทมผลตอการพฒนาสมองของมนษย จากการศกษาคนควาของนกวจย

หลายทานทาใหเราทราบวา สงแวดลอมมอทธพลทาใหสมองเกดการพฒนาและเปลยนแปลงได

มผลตอความเฉลยวฉลาด ประสทธภาพของพฤตกรรมและการสรางเซลลประสาทในสมอง

(นยพนจ คชภกด อางในโปรแกรมวชาคณตศาสตร สถาบนราชภฏสวนดสต , ม.ป.ป. : 5)

งานวจยเกยวกบอทธพลของสงแวดลอมตอการพฒนาสมองในชวงแรกจะใชสตวในการ

ทดลอง โดยแบงหนออกเปน 3 กลม

กลมแรก เลยงในกรงมาตรฐานทวไป

กลมทสอง เลยงในกรงเลกๆ

กลมทสาม เลยงในกรงทมของเลน

เมอเลยงไดระยะเวลาหนง พบวา กลมทสามซงเปนกลมทไดรบการกระตนจากของเลน

นาหนกของสมองจะมากกวากลมทไมไดรบการกระตน ไมใชเพราะจานวนเซลลประสาทเพมขน

แตเซลลประสาทมการสรางเสนใยประสาทออกมามากมายและมขนาดใหญขนประมาณ

20 เปอรเซนต และยงพบวาการเปลยนแปลงของสงแวดลอมยงสามารถกระตนใหเกดการ

เปลยนแปลงของจดเชอมตอของเซลลประสาท ซงจะมผลตอพฤตกรรมโดยเฉพาะเรองการเรยนร

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 16

คอลลน เบลคมอร ( Collin Blackemore) นกวทยาศาสตรชาวองกฤษ ไดทาการวจยเพอ

ตองการทราบวาสงเราหรอตวกระตนมผลตอการกาหนดวงจรประสาทไดแคไหน ทาการทดลอง

โดยเอาลกแมวทเกดใหมๆ ทมาจากครอกเดยวกน 3-4 ตว ซงไมมความแตกตางทางพนธกรรม

กลมทหนง เอาไปเลยงในหองทเอาสขาวกบสดาทาใหเปนแถบสในแนวระนาบนอน และ

เลยงในหองปกตทมอปกรณทกอยางเชน มภาพ มของเลน อาหาร ฯลฯ

กลมทสอง เลยงในหองทมสภาพแวดลอมไมแตกตางจากหองแรก แตทาสหองดวยสขาว

ดาในแนวตงเทานน สวนคานและอะไรทเปนขอบในแนวนอนจะถกลบไมใหเหน

ฉะนน กลมทหนง เมอแมวมองไปทางไหนจะเหนขอบอยางเดยว คอเหนแตสงทมแต

แนวนอนทงหมด และกลมทสอง จะเหนภาพในแนวตงขาวดาเหมอนมองแตเสาเทานนไมเหน

ขอบเลย

พอเลยงแมวทงสองกลมตงแตแรกเกด ไดประมาณ 50 วน แลวเอาลกแมวมาเดนบนโตะ

ตามสภาพแวดลอมภายนอก โดยปลอยใหเดนไปเดนมาพบวา

แมวกลมทหนง ถาเดนไปเจอเสาหรอวตถทวางในแนวตงขวางอย แมวจะเดนชนเหมอน

มองไมเหน แตเมอเดนมาถงขอบโตะมนจะหยด เพราะรวาเปนขอบโตะจะไมเดนตกลงไป

แมวกลมทสอง ถาเดนไปเจอเสาหรอวตถทวางในแนวตงขวางอย แมวจะเดนออม แตพอ

เดนมาถงขอบโตะแมวจะเดนตกโตะลงไปเหมอนไมเคยมองเหนมากอน

3. อาหาร

จากความเชอของคนสมยกอนเชอวา อาหารทรบประทานเขาไปในแตละมอนน เพอนาไป

ใชเปนพลงงานในการดาเนนชวตในแตละวนและเปนปจจยภายนอกททาใหรางกายเจรญเตบโต

เทานน แตในปจจบนไดมผสนใจศกษาเกยวกบเทคโนโลยการอาหาร ศกษาเกยวกบสารอาหาร

เพอใชในการสงเสรมพฒนาทงรางกายและสมอง อาหารประเภทใดรบประทานเขาไปแลวทาใหม

สขภาพด ไมเกดโทษตอรางกาย ทาใหฉลาด เปนตน

การขาดสารอาหารนอกจากจะมผลตอการเจรญเตบโตของรางกายแลวยงมผลตอการ

พฒนาสมองดวย เดกทเปนโรคขาดสารอาหารทาใหเซลลประสาททกาลงเจรญเตบโตจะไมไดรบ

สารอาหาร ทาใหเซลลสมองไมสามารถแตกกงกานออกไปทาใหหยดการเจรญเตบโต อาจทาให

เดกคนนนพการทางสมองได

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 17

(ก) เซลลสมองของเดกปกต (ข) เซลลสมองของเดกทขาดสารอาหาร

รปท 1.2 แสดงการเปรยบเทยบเซลลสมองของเดกปกตและเดกขาดสารอาหาร

ทมา : (นยพนจ คชภกด , 2534 : 28)

4. นา

โดยปกตเราควรดมนาบรสทธวนละ 6 - 8 แกว เซลลสมองจะสามารถทาหนาทอยางม

ประสทธภาพในระดบสงไดถารางกายไดรบนาในปรมาณทเพยงพอ ทาใหเกดสมาธและสงผลให

เกดความสามารถทางดานความจา

5. การหายใจ

สมองตองใชกาซออกซเจน ( O2) ประมาณ 40 – 50 เปอรเซนต (สมศกด สนธระเวชญ ,

2543 : 12) ของจงหวะการหายใจเขา การหายใจตามแบบทถกตอง คอ หายใจเขาใหลกจนม

ความรสกวามอากาศอยเตมปอด กอนทจะหายใจออกควรกลนหายใจไวชวคร แลวคอยๆ หายใจ

ออกอยางชาๆ และสมาเสมอเปนจงหวะทแนนอน การหายใจแบบจงหวะทถกตองจะชวยทาใหเกด

สมาธ สมองไดรบออกซเจนอยางเตมทจะเกดความรสกปลอดโปรง สงผลใหสมองทางานไดอยาง

มประสทธภาพมากขน

6. ดนตร

เสยงดนตรมอทธพลตออารมณ ความรสกของมนษย เปนสงทกระตนใหเกดการรบรและ

การทางาน ของสมองทงสองซกใหสอดคลองสมพนธกน จงหวะของดนตรมมากมายหลายจงหวะ

แตละจงหวะมผลตออารมณ ความรสกและระบบการทางานของรางกาย เชน บางจงหวะทาใหเกด

ความรสกผอนคลายสบายใจ ลดความดนภายในรางกายและชวยลดความตงเครยด เชนดนตรทม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 18

จงหวะชาๆ ระดบเสยงคอนขางตา สวนดนตรทมจงหวะเรว ระดบเสยงสงๆ จะสงผลใหหวใจเตน

เรวขน เกดความรสกตนตว สาหรบคนททางานหนกและตองใชสมองคดเปนสวนมาก ดนตรม

สวนชวยใหทางานไดมากขนเพราะดนตรชวยใหระบบการทางานของรางกายเปนปกต ดงตาราง

ตอไปน

ตารางท 1.1 การเปรยบเทยบอทธพลของเสยงดนตรตอระบบการทางานของรางกาย

ขณะทางานทตองใชสมองคด

ไมมเสยงดนตรชวย มเสยงดนตรชวย

1. ชพจรและการสบฉดโลหตสงขน

2. คลนสมองขนสง

3. กลามเนอตรงเครยด

1. ชพจรและการสบฉดโลหตลดลง

2. คลนสมองลดระดบลง

3. กลามเนอผอนคลาย

ทมา (สมศกด สนธระเวชญ , 2543 , หนา 23)

จากตารางขางตนทาใหทราบวา เสยงดนตรชวยใหระบบการทางานของรางกายเปนปกต

และยงชวยใหการทางานมประสทธภาพและไดงานมากขน เสยงดนตรดงกลาวจะตองเปน

เสยงดนตรทมคณภาพหรออาจกลาวไดวาเปนเพลงทมคณภาพกได เพลงคณภาพเปนมลกษณะ

อยางไรนน พอจะสรปไดดงน เพลงทประกอบดวยจงหวะ ทานอง ความหนกเบาและการ

ประสานเสยง เมอฟงแลวทาใหเกดความกลมกลนในอารมณ ทาใหเกดจนตนาการกวางไกลและ

การความลกซงทางความคด เพลงคณภาพจะชวยกระตนใหสมองหลงสาร เอนโดรฟน

(Endorphin) ซงเปนสารแหงความสข สงผลตอการทางานในระบบตางๆ ของรางกาย ชวยลด

ความเครยดทงทางรางกายและจตใจ

นอกจากนเสยงดนตรหรอเสยงเพลงยงชวยกระตนการพฒนาสมองในชวงวยเดก เดกท

ไดรบการกระตนหรอสงเสรม โดยการใหฟงเพลงหรอเลนดนตรจะทาใหเกดผลตอพฤตกรรมใน

ทางบวก คอ เดกจะมสมาธมากขนซงเปนประโยชนโดยเฉพาะกจกรรมทเกยวของกบการเรยนร

ประเภทของดนตรทสงผลตอพฤตกรรมทางดานบวกเชน เพลงบรรเลงโดยโมสารด ชวยกระตน

ทาใหเกดความมนใจ ดนตรของไซคอฟสก ชวยสงเสรมความสมพนธ ซมโฟนหมายเลข 3 ของ

สกอตทลซมด ซมเบอรไนด ดรม จะชวยสงเสรมจนตนาการและเพลงบรรเลงของชเบรตและ

เปยโนทรโอ ชวยเสรมสรางความมสมาธ เปนตน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 19

7. คลายความเครยด

ความเครยดทาใหเกดความเสอมทางจต เปนสงกระตนใหสมองหลงสาร อดรนาลน

(Adrenalin) หรอสารแหงความทกขนนเอง ถารางกายมปรมาณสารชนดนมากจะไปกระตนการ

ทางานของอวยวะตางๆ ของรางกายใหเกดภาวะทผดปกต ไดแก ระบบการยอยอาหาร การขบถาย

ระบบหายใจ ความดนโลหตสง สมรรถภาพทางเพศลดลงและทาใหการตดสนใจผดพลาดได

การผอนคลายความเครยดจงจาเปนอยางยงในสภาวะของสงคมปจจบนทเตมไปดวย

สภาวการณทนามาซงความเครยด การคลายความเครยดนอกจากจะทาใหสมองปลอดโปรงแลวยง

ชวยใหระบบการทางานตางๆ ของรางกายเปนปกต วธการคลายความเครยดมมากมายหลายวธ

แลวแตความพงพอใจ และวธทงายและประหยดทสดคอ การพกผอนใหเพยงพอ การออกกาลง

กายหรอการหวเราะและรองเพลงเปนตน

8. การบรหารสมอง

สมองของคนเราจะทางานตลอดเวลาไมมการหยดพก แนวคดทจะพฒนาสมองเพอการใช

สมองไดอยางเตมศกยภาพนน จงไมลมทจะบรหารสมอง เชนเดยวกบทเราออกกาลงเพอ

วตถประสงค คอ ใหรางกายแขงแรง การบรหารสมองเปนการเชอมโยงระหวางการเคลอนไหว

ของรางกายกบการทางานของสมองโดยอาศยหลกการทางานของสมองทงสองซกคอ สมองซกซาย

ควบคมการทางานของอวยวะในรางกายซกขวา และสมองซกขวาควบคมการทางานของอวยวะใน

รางกายซกซาย การเคลอนไหวของรางกายในทาตอไปน จะเปนการเคลอนไหวขามจดกงกลางของ

รางกายทาใหสมองทางานอยางไดผลมากขน เชน ทาเดนสวนสนาม การกาวเขยง การวง ฯลฯ

ชวยปรบปรงพฤตกรรมการเรยนร ทาใหจตใจสงบ เชอมนและมประสทธภาพในการทางานมากขน

จากขอมลของสมองขางตนอาจกลาวโดยสรปไดวา สมองเปนอวยวะทสาคญมากตอชวต

ของคนเรา แบงออกเปนสองซกเหมอนอวยวะสวนอนของรางกายทมทงซกซายและซกขวา สมอง

ซกซายทาหนาทเกยวกบการใหเหตผล ความสามารถทางวทยาศาสตรรวมถงความจาและการคด

วเคราะห สวนสมองซกขวาทาหนาทเกยวกบอารมณและจนตนาการสรางสรรคและการคด

สงเคราะหเปนภาพรวม สมองทงสองซกถงแมจะทาหนาทแตกตางกนแตกทางานสมพนธควบค

กนตลอดเวลา ปจจยทสงผลตอการพฒนาสมองมหลายปจจย ปจจยทโดดเดนไดแก พนธกรรม

สงแวดลอมและอาหารเปนตน ธรรมชาตของการคดเปนกลไกทางสมองทเกดขนตอเนองเกอบ

ตลอดเวลาเพราะเราไมสามารถหามไมใหคดได สาเหตททาใหเกดการคด คอ สงเรา ไดแก สงเราท

เปน ปญหา สงเราทเป นความตองการ และสงเราทชวนสงสย ผลของการคดเปนสงทไดจาก

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 20

กระบวนการประมวลผลของสมองเพอทาใหปญหา ความตองการ และความสงสยนนลดลงหรอ

หมดไป สมองของคนเราสามารถพฒนาไดตลอดชวต ปจจยหลกทสาคญในการพฒนาสมองคอ

พนธกรรม อาหารและสงแวดลอม นอกจากนยงมปจจยอนๆ อก อาท นา การหายใจ ดนตร

การคลายความเครยดและการบรหารสมอง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 21

แบบฝกหด

ใหนกศกษาตอบคาถามดงตอไปน

1. จงอธบายหนาททเกยวของของสมองซกซายและสมองซกขวามาพอสงเขป

2. ถาสมองทง 2 ซกไดรบการพฒนาไมเทากน จะมผลตอการดาเนนชวตของบคคลนน

อยางไร

3. จงยกตวอยางเหตการณในชวตประจาวน ทแสดงถงการเชอมโยงสมพนธกนระหวาง

สมองทงสองซก

4. ปจจยทเกยวของกบการพฒนาศกยภาพของสมองประกอบดวยปจจยใดบาง

5. จงอธบายธรรมชาตและสาเหตของการคดเปนอยางไรมาพอสงเขป

6. อปสรรคของการคดประกอบดวยอะไรบางจงอธบายพอสงเขป

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 22

หนวยท 2

ลกษณะการคด

ทกษะการคด คอ ความสามรถในการคดทเปนพนฐานของการคดระดบสง ทกษะของการ

คดมมากมายหลายทกษะ เชน การจาแนก การแยกแยะ การขยายความ การสรป การคดรเรมเปนตน

ลกษณะการคด คอรปแบบของการคดทประกอบดวยทกษะการคดหลาย ๆ ทกษะ

ลกษณะการคดแตละลกษณะประกอบดวย ทกษะการคดทแตกตางกน ทาใหจดมงหมายของการ

คดแตกตางกนไป ลกษณะการคดไดแก การคดกวาง การคดละเอยดลกซง การคดไกลเปนตน

ลกษณะการคดทสาคญ และใชเปนประจาในชวตประจาวน ไดแก

1. การคดคลองและหลากหลาย เปนความสามารถทจะคดในเรองใดเรองหนงหรอใน

สถานการณใดสถานการณหนง ไดผลการคดจานวนมาก รวดเรว ตรงประเดน และมความหลากหลาย

สามารถแตกแยกเปนหลายแขนง หลายกลม หลายทกษะ หลายประเภทหรอหลายรปแบบ

2. การคดวเคราะหและคดผสมผสาน

การคดวเคราะห เปนการแบงหรอแยกแยะสงทนาสนใจหรอสงทตองการศกษาออกเปน

สวนยอย ๆ หรอออกเปนแงมมตาง ๆ แลวทาการศกษาสวนยอย ๆ นนอยางลกซง การวเคราะหจะทา

ใหเกดความเขาใจหรอความรเกยวกบสงทสนใจ หรอสงทตองการศกษาไดมากขนและสามารถคนพบ

สงตาง ๆ เกยวกบเรองนนไดงายขน

การคดผสมผสาน เปนการรวมความรยอย หรอผลจากการวเคราะหใหเปนขอมลใหม

ขอสรปใหมหรอสงประดษฐใหม เพอนาไปใชประโยชนในรปแบบใหมไดมากขน

3. การคดรเรม เปนการคดทไดผลการคดทมความแปลกใหมแตกตางไปจากความคดของ

คนทว ๆ ไป มลกษณะหรอมมมองไมเหมอนผอน เปนการนาความรเดมมาดดแปลงใหเปน

ความคดใหมซงไมซ ากบใคร

4. การคดละเอยดชดเจน เปนการคดทใหผลของการคดทมรายละเอยดทงสวนทเปนหลก

ของเรองทคดและสวนทเปนองคประกอบยอยของหลกทคด รวมถงการคดทชดเจน โดยสามารถ

อธบายเรองทตนเองคด หรอยกตวอยางทสอดคลองกบเรองทตนเองคดได และกรณการคด

การฝกทกษะการคดและลกษณะการคดตาง ๆ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 23

เกยวกบการปฏบตจะสามารถบอกขนตอนการปฏบตได

5. การคดอยางมเหตผล เปนการคดทอางองหลกฐานมาสนบสนนเพอใหไดขอสรปท

ถกตอง โดยสามารถอางองหลกฐานและอธบายหรอบอกความสมพนธระหวางหลกฐานทอางกบ

ขอสรปได

6. การคดกวางและรอบคอบ เปนการคดทครอบคลมถงสงทเกยวของกบเรองทคดในทก

ดานทกแงทกมมทเกยวของกบเรองนน ไมคดเฉพาะเรองทมาเกยวของกบตวเองหรอเรองทเปน

ผลประโยชนของตนเอง

7. การคดไกล เปนการคดถงสงทจะเกดขนในอนาคต ซงอาจเปนผลทเกดขนจากการ

กระทาในปจจบนหรอเปนจดประสงคหรอจดมงหมายทตองการใหเกดขนในอนาคต

8. การคดลกซง เปนการคดททาใหเกดความเขาใจอยางถกตองและลกซงเกยวกบเรองทคด

โดยสามารถเขาใจสภาพตาง ๆ ทซบซอน ทงในภาพรวมและสวนประกอบยอยของเรองทคดได

9. การคดด คดถกทาง เปนการคดทตรงจดมงหมาย คดในแงทดทเปนประโยชนตอ

ตนเอง ตอสวนรวม ทงในระยะสนและระยะยาว

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 24

ความหมาย

J’

อ.ขนษฐา เจรญพานช

การคดคลอง (Fluency) เปนความสามารถทจะคดในเรองใดเรองหนง หรอในสถานการณใด

สถานการณหนงไดผลการคดจานวนมาก ในเวลาทรวดเรว และคดไดถกตองตรงประเดน

การคดหลากหลาย ( Flexibility) เปนความสามารถทจะคดในเรองใดเรองหนง หรอใน

สถานการณใดสถานการณหนงใหไดผลการคดทมความหลากหลาย สามารถแตกแยกเปนหลายแขนง

หลายกลม หลายประเภท หลายลกษณะหรอหลายรปแบบ

ตวอยาง ใหบอกประโยชนของกอนอฐมาใหมากทสดภายในเวลา 2 นาท

คาตอบ

สรางบาน สรางกาแพง สรางผนงตก สรางกระทอม กอเปนทปลกตนไม สรางเสา

ใชแทนคอนตอกตะป ใชตอกไมลงดน ใชทบกระดาษกนลมพด ใชทบผากนลมพด ใชขวางไลสนข

ใชขวางไลสตว ใชใสโถนาเพอเพมระดบนา ใชประดบในตปลา ใชทาลวดลายประดบบาน ทบ

เปนกอนเลกๆปลกตนกลวยไม ใชรองวตถใหสงขน ใชในงานศลปะ ใชถวงแทนตมนาหนก

จะเหนวามคาตอบ 20 คาตอบ ถามคาตอบมากแสดงวาคาตอบมาจากความคดคลองมาก

สวนในคาตอบนถาจาแนกประเภทคาตอบจะไดหลายประเภท เชน ใชในการกอสราง ใชแทน

คอน ใชทาททบวตถ ใชเปนอาวธ ใชในงานศลปะ เปนตน ถาคาตอบมหลายประเภทมากขน

แสดงวาคาตอบมาจากความคดหลากหลายมากขน

การฝกลกษณะการคด

ตอนท 2.1 การคดคลองและการคดหลากหลาย

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 25

แผนภมการคดคลองและคดหลากหลาย

การพฒนาการคดคลองและคดหลากหลาย

การพฒนาใหมความคดคลองและคดหลากหลาย สามารถพฒนาไดหลายรปแบบ เชน

1. ใชคาถามกระตนใหคด แลวใหจดกลมเพอดความหลากหลายในการคด

ตวอยาง : คาถามหรอสถานการณเพอฝกการคดคลองและคดหลากหลาย ไดแก

1. ใหนกศกษาบอกชอดอกไมมาใหมากทสดภายในเวลา 2 นาท

2. ใหนกศกษาบอกชอประเทศในโลกนมาใหมากทสดภายในเวลา 3 นาท

3. ใหนกศกษาบอกคาทขนตนดวย “ แม ” มาใหมากทสด ภายในเวลา 3 นาท

4. ใหนกศกษาบอกคาศพทภาษาองกฤษทขนตนดวยตว “B” มาใหมากทสดภายในเวลา 3 นาท

3 4

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 26

5. ใหนกศกษาเขยนวธทาทจะไดมาซงคาตอบคอ 15 ใหไดมากทสด

6. นกศกษาสามารถนาผาขาวมามาใชทาประโยชนอะไรไดบาง

2. ใหคดจากภาพ/ปายโฆษณา/บทเพลง แลวใหจดกลมเพอดความหลากหลายในการคด

ตวอยาง : การคดจากภาพ : นกศกษาดภาพนแลวนกถงอะไรบาง เขยนมาใหมากทสด

(สานกงานคณะกรรมการการศกษาขนพนฐาน,2548)

อาจไดคาตอบ

ตนไม กงไม ใบไม พมไม นก รงนก ลกนก นกอาปาก หว อดอยาก รอคอย วาเหว

ความรก ลกนกถกพอแมทง พอแมนกไปหาอาหาร แมนกถกจบไปเลยง แมนกเปนหวงลก เดกคด

จะจบลกนก พนองสองคนแอบดลกนก นองบอกใหพจบนก ลกนกนารก

จากนนใหนกศกษาจดกลมคาทคดไว เชน

กลมท 1 เกยวกบตนไม : ตนไม กงไม ใบไม พมไม

กลมท 2 เกยวกบนก : นก รงนก ลกนก นกอาปาก ลกนกถกพอแมทง พอแมนกไปหา

อาหาร

แมนกถกจบไปเลยง

กลมท 3 เกยวกบความรสก : หว อดอยาก รอคอย วาเหว ความรก แมนกเปนหวงลก ลกนก

นารก

กลมท 4 เกยวกบคน : เดกคดจะจบลกนก พนองสองคนแอบดลกนก นองบอกใหพจบนก

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 27

จากความคดทเขยนไดอาจจดกลมไดมากหรอนอยกวา 4 กลม ขนอยกบคาตอบทคดได การ

จดกลมไดมากแสดงถงการคดไดหลากหลายและยงเปนพนฐานไปสการคดรเรมสรางสรรคอกดวย

ตวอยาง : ใหนกศกษาใชลายเสนทกาหนดให เปนโครงสรางตอเตมภาพใหไดจานวนมาก

ทสดและใหไดคาตอบหลายประเภท

คาตอบ

จะเหนไดวาการพฒนาการคดคลอง สามารถปฏบตได ควบคกนไปกบการคด หลากหลาย

โดยการตงปญหาหรอสถานการณทเปนปญหา แลวฝกตอบใหไดคาตอบมากทสดในเวลาทจากด

และคาตอบนนตองอยในประเดนของคาถาม จากนนใหจดกลมเพอดความหลากหลายในการคด

หรอจะใชการคดใหหลากหลายกอน แลวตามดวยคาตอบทเปนรายละเอยด จะชวยให เกดการคด

คลองมากขน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 28

คณคาของการคดคลองและคดหลากหลาย

การคดคลองและคดหลากหลาย เปนกระบวนการพนฐานในการทจะไดความคดทดท

เหมาะสม เพราะทาใหไดความคดจานวนมากทแตกตางกน ทาใหมตวเลอกหรอทางเลอกซงเปน

ความคดทดทเหมาะสมมากขน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 29

ความหมาย

อ.ภคศภร กาญจนกล

การวเคราะห ( Analysis) หมายถง การจาแนก แยกแยะ องคประกอบของสงใดสงหนง

ออกเปนสวนๆ เพอคนหาวามองคประกอบยอยๆอะไรบาง ทามาจากอะไร ประกอบขนมาได

อยางไร และมความเชอมโยงสมพนธกนอยางไร

การคดวเคราะห ( Analytical Thinking) หมายถง ความสามารถในการจาแนก แยะแยะ

องคประกอบตางๆ ของสงใดสงหนง ซงอาจจะเปนวตถ สงของ เรองราวหรอเหตการณและหา

ความเชอมโยงใหสมพนธกนในเชงเหตผลระหวางองคประกอบเหลานน เพอใหไดขอเทจจรง

ความร ความเขาใจ หรอสงสาคญของสงทกาหนดให

การวเคราะหจงเปนการสาวลกลงไปในทกๆ แงทกๆ มมของเรองทสนใจ และหากศกษา

ในเรองทสนใจนน ศกษาไดมาก ไดลกเทาไร กจะเกดความรความเขาใจมากขนเทานน

เปาหมายการคดเคราะห คอ การแยกแยะเรองทคดออกใหเหนแตละดานครบทกดาน

ไมใชจบเอาแงใดแงหนงหรอบางมม และประเมนคณคา ประเมนความดชวได

แผนภมของการคดวเคราะห

สวนยอย 1......ศกษาอยางลกซง

สวนยอย 2......ศกษาอยางลกซง

สวนยอย 3......ศกษาอยางลกซง

สวนยอย 4......ศกษาอยางลกซง

................................

การฝกลกษณะการคด

ตอนท 2.2 การคดวเคราะหและการคดผสมผสาน

สงทสนใจ

หรอ

สงทศกษา แยกแยะ

พจารณา

เปรยบเทยบ

หาความ

สมพนธ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 30

การพฒนาการคดวเคราะห

สรรพสงทเกดขนมานนยอมมทมาทไปอยางมเหตมผล และมองคประกอบยอยๆซอนอย

ซงอาจจะสอดคลองหรอตรงกนขามกบทปรากฏกได การทจะเขาใจสภาพทแทจรงของสรรพสงได

จงจาเปนตองมทกษะการวเคราะหเปนอยางด

การฝกคดวเคราะห ม 2 ขนตอนคอ หดแบงหรอแยกแย ะสงทสนใจ หรอสงทตองการ

ศกษา เชน วตถสงของ สตว บคคล เหตการณ ปรากฏการณ ฯลฯ และทาการศกษาสวนยอยทแบง

หรอแยกแยะออกมานนอยางลกซง ซงมรายละเอยด ดงน

ขนท 1 กาหนดสงทสนใจหรอสงทตองการศกษาขน แลวหดแบงหรอแยกแย ะสงนน

ออกเปนสวนยอย ๆ ซงสามารถทาไดหลายวธเชน

วธท 1 วเคราะหแบบแยกสวนดานรปธรรม คอแบงหรอแยกแยะสงตาง ๆ เปน

สวนยอย ๆ ตามสภาพทมองเหน ได เชน

รถยนต แบงเปนสวนยอย ๆ ไดดงน

ตวถง ประต กระโปรงหนา กระโปรงหลง เครองยนต

เครองปรบอากาศ หมอนา พวงมาลย ลอ เบรค

โคมไฟหนา กนชน เปนตน

บาน แบงเปนสวนยอย ๆ ไดดงน

หลงคา ประต หนาตาง ฝาผนง เพดาน พน บนได เปนตน

วธท 2 วเคราะหแบบแยกสวนดานนามธรรม คอแบงหรอแยกแยะสงตาง ๆ เปน

สวนยอย ๆ ตามสภาพทเปนความรสกนกคด เชน

รถยนต แบงเปนสวนยอย ๆ ไดดงน

ความสวยงาม ความปลอดภย ความสะดวกสบาย คณภาพ

ความเรว ความเหมาะสม ความแขงแรง ความคงทนถาวร เปนตน

บาน แบงเปนสวนยอย ๆ ไดดงน

ความสวยงาม ความอบอน ความเปนบาน ความปลอดภย

ความสะดวกสบาย ความกลมกลน ความสมพนธของสมาชกใน

บาน บรรยากาศในบาน เปนตน

วธท 3 วเคราะหปรากฏการณ คอแบงหรอแยกแยะสาเหตยอย ๆ ของปรากฏการณ

ทสนใจ เชน

การเจรญเตบโตของตนไม มาจากปจจยตาง ๆ เชน พนธ ความสมบรณ

ของเมลด ดน นา แสงแดด อากาศ การบารงรกษา เปนตน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 31

วธท 4 วเคราะหผลของปรากฏการณ คอแบงหรอแยกแยะผลทเกดขนจาก

ปรากฏการณทสนใจ เชน

นกเรยนทชอบหนเทยวกลางคน จะมผลเกดตามมาคอใชจายเงนทองมากขน

ผลการเรยนตกตาลง สขภาพไมด ทาใหพอแมเปนทกข

วธท5 วเคราะหสถานการณ คอ การแยกยะสถานการณ เหตการณ ทเปนขาวสาร

ทนาสนใจ โดยใช หลก 5W 1H ; WHO WHAT WHERE WHEN WHY HOW

• What (อะไร) ปญหาหรอสาเหตทเกดขน

- เกดอะไรขนบาง

- มอะไรเกยวของกบเหตการณน

- หลกฐานทสาคญทสด คออะไร

- สาเหตททาใหเกดเหตการณน คออะไร

• Where (ทไหน) สถานทหรอตาแหนงทเกดเหต

- เรองนเกดขนทไหน

- เหตการณนนาจะเกดขนทใดมากทสด

• When (เมอไร) เวลาทเหตการณนนไดเกดขน หรอจะเกดขน

- เหตการณนนนาจะเกดขนเมอไร

- เวลาใดบางทสถานการณเชนนจะเกดได

• Why (ทาไม) สาเหตหรอมลเหตททาใหเกดขน

- เหตใดตองเปนคนน เปนเวลาน เปนสถานทน

- เพราะเหตใดเหตการณนจงเกดขน

- ทาไมจงเกดเรองน

•Who (ใคร) บคคลสาคญเปนตวประกอบหรอเปนผเกยวของทจะไดรบผลกระทบ

ทงดานบวกและดานลบ

- ใครอยในเหตการณบาง

- ใครนาจะเกยวของกบเหตการณนบาง

-ใครนาจะเปนคนททาใหสถานการณนเกดมากทสด

-เหตการณทเกดขนใครไดประโยชน ใครเสยประโยชน

• How (อยางไร) รายละเอยดทเกดขนแลวหรอกาลงจะเกดขนวามความเปนไปได

ในลกษณะใด

- เขาทาสงนไดอยางไร

- ลาดบเหตการณนดวาเกดขนไดอยางไรบาง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 32

- เหตการณนเกดขนไดอยางไร

- มหลกในการพจารณาคนดอยางไรบาง

• นอกจากการใชเทคนค 5W 1H โดยการตงคาถามในลกษณะอนได เชน

1. คาถามเกยวกบจานวน

เชน เหตการณทเกดขนมผเกยวของจานวนกคน

2. คาถามเชงเงอนไข

เชน ถา......จะเกด......

ถาเหตการณนเกดขนเมอ 5 ปทแลวใครจะเปนผไดประโยชนและใครจะเปนผเสยประโยชน

3. เกยวกบการจดลาดบความสาคญ

เชน ใครเปนคนสาคญทสดของเรอง ประเดนใดเปนประเดนหลก และประเดนใด

เปนประเดนรอง

4. คาถามเชงเปรยบเทยบ

เชน ระหวาง...กบ...สงใดสาคญกวา

ระหวางความตายกบการพรากจากความรก สงใดสาคญกวา

วธท 6 วเคราะหขนตอน คอแบงเปนขนตอน เชน

กระบวนการผลต แบงเปน สงนาเขาหรอวตถดบ (input) กระบวนการผลต

(process) และผลผลต (output)

วธท 7 วเคราะหเชอมโยงสมพนธ

เปนการคดถงความเกยวของระหวางบคคล สงของ ปรากฏการณ หรอเหตการณ

ในลกษณะตางๆกน ตามสภาพความเปนจรง เชน เมอเหนหม คนสวนใหญจะนกถงอะไรบาง หรอ

มอะไรบางทเขามาเกยวของกบหม เปนตน

วธท8 วเคราะหเหตผล

เปนการคดหาความสมพนธทเปนเหตผลของบคคลหรอสงของ เชน นกศกษาม

นองกาลงศกษาชน ม.2 ภาคเรยนแรกผลการสอบไดคะแนนเฉลย 3.60 แตผลการเรยนภาคเรยนท

2 ไดคะแนนเฉลย 2.00 เทานน ใหนกศกษาคดวเคราะหหาเหตผลวา เปนเพราะเหตไร

ขนท 2 ศกษาสวนยอย ๆ อยางลกซง ไดแก การศกษารายละเอยดของแตละสวนยอย เพอ

เกดความเขาใจอยางลกซง หรอ การนาสวนยอยตาง ๆ มาเปรยบเทยบ หรอหาความสมพนธของ

สวนยอยตาง ๆ โดยเปรยบเทยบในแงมมตาง ๆ เชน เปนคณ - เปนโทษ เหต – ผล เปนบวก - เปน

ลบ ด - ไมด ควร - ไมควร ถก - ผด จดเดน - จดดอย ขอเทจจรง - ความคดเหน ขอเทจจรง -

ความรสก ฯลฯ เพอใหเหนความแตกตาง ความเปนเหตเปนผล ซงชวยใหเกดความรความเขาใจใน

เรองทวเคราะหอยางลกซง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 33

ความหมาย

ตวอยาง

เมอตองการจะซอรถยนต จาเปนตองมความรเกยวกบรถยนตคนทจะซออยางลกซง โดย

แยกแยะสวนตาง ๆ ของรถยนต ทงสวนทมองเหนไดกบสวนยอยตามสภาพความรสก เชน ตวถง

ประต เครองยนต หมอนา พวงมาลย ฯลฯ ความสวยงาม ความปลอดภย คณภาพ ความเรว

ความเหมาะสม ฯลฯ และศกษาสวนยอยตาง ๆ เชน ศกษาเกยวกบตวถง เครองปรบอากาศ หมอ

นา พวงมาลย ความปลอดภย ความสวยงาม ฯลฯ เปนตน จากนนจงนาไปเปรยบเทยบในแงมม

ตาง ๆ เมอศกษาเสรจทกสวนแลว เราจะมความรเกยวกบรถยนตนนอยางลกซง สามารถนาไป

เปรยบเทยบกบรถยนตคนอน ๆ เพอเปนขอมลมาชวยในการตดสนใจในการซอรถไดเปนอยางด

การคดผสมผสาน(การสงเคราะห) เปนการรวมสวนประกอบหรอความรยอย หรอผลจาก

การวเคราะหใหเปนขอมลใหม ขอสรปใหม กระบวนการใหม หรอสงประดษฐใหม เพอนาไปใช

ประโยชนในรปแบบใหมไดมากขน

แผนภมของการคดผสมผสาน

ความรยอย 1

ความรยอย 2

ความรยอย …..

ความรยอย 3

ความรใหม

ขอสรป

สงประดษฐใหม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 34

การพฒนาการคดผสมผสาน

การฝกคดผสมผสาน สามารถทาไดหลายแบบ เชน

1. ฝกนาความรยอย ๆ มาผสมผสาน ทาใหไดแนวคดใหม สงประดษฐใหม กระบวนการ

ใหม ซงม 2 ลกษณะ คอ

1.1 ผสมแลวไมสามารถเหนสวนประกอบยอย จะรวมเปนเนอเดยวกน เชน

ทองแดง นาก นาแกง นาหวาน ยานา ยาเมด เปนตน

1.2 ผสมผสาน(ผสาน/ประสาน/เชอมตอ) แลวยงเหนสวนประกอบยอยๆปรากฏ

อย เชน อาหารประเภทยา สลด หรอพวกนวตกรรมตางๆ

การผสมผสาน

โทรศพท โปรเจคเตอร

Projector Cell Phone : มอถอตดโปรเจคเตอร

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 35

การผสมผสาน

โทรศพท สงสาร จดหมาย สมยโบราณ

Mobile script : หนาจอระบบ สมผสทสามารถดงเขา-ออก

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 36

การผสมผสาน

นาฬกาขอมอสมารท

โทรศพท นาฬกาขอมอ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 37

ปจจยเสรม

2. ฝกนาความรยอย ๆ มาผสมกบขอมลดานตาง ๆ เชน ขอมลดานสงคม ขอมลดานสงแวดลอม

ทาใหไดขอสรปในการดาเนนการทเหมาะสม ถกตองมากขน เชน

- เกษตรตามแนวทฤษฎใหมของพระบาทสมเดจพระเจาอยหว

- โรงงานไฟฟาจากพลงงานขยะ

- สรปผลการประชมสมมนา

การเปนนกคดวเคราะหทดตองเปนคนชางสงเกต ชางสงสยและ ชอบซกถาม เปนนก

สะสมขอมลคอศกษาคนควาตลอดเวลา การเปนนกสงเคราะหทด ตองเปนผทชอบสงใหมๆไม

ชอบความจาเจ ชอบความชดเจน ชอบเชอมโยงเหตและผล และมความเพยรสง

คณคาของการคดวเคราะหและการคดผสมผสาน

การคดวเคราะหและการคดผสมผสาน มประโยชนดงน

1. ทาใหไดความร ความเขาในเรองทสนใจ หรอเรองทตองการศกษาไดลกซง ครอบคลมมากขน

2. ทาใหมการศกษาและการคนพบสงใหม ๆ ไดงายขน

3. ไดความรใหม ขอสรปใหม หรอสงประดษฐใหม

4. เปนการนาความร และขอมลตาง ๆ มาประกอบในการคด ทาใหสามารถตดสนใจ

ดาเนนการตาง ๆไดอยางถกตอง และเหมาะสมมากขน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 38

แผนภมของการคดรเรม

ความหมาย

อ.ขนษฐา เจรญพานช

การคดรเรม ( Originality) เปนการคดทใหผลของการคด ทมความแปลกใหมแตกตางไป

จากความคดของคนทว ๆ ไป มลกษณะหรอมมมองไมเหมอนผอน เปนการนาความรเดมมา

ดดแปลงใหเปนความคดใหมซงไมซ ากบใคร

จนตนาการ การคดออกนอกกรอบ

การคดปกต

การคดปรบปรง

ความคดรเรม สงทมอยเดม

การมมมมอง ใหดขน

ทหลากหลาย

การผสมผสาน

การสรางทางเลอก ความคด

ทหลากหลาย

จนตนาการ เปนความสามารถของสมองในการสรางภาพของความคดใหเปนสงของ เปน

สถานท เปนความรสก เปนเหตการณ สมมต ทงทสามารถเปนไปไดจรงหรอไมสามารถเปนจรงก

ได ซงรปแบบของการจนตนาการสวนใหญแบงไดเปน 2 ประเภทคอ

การฝกลกษณะการคด

ตอนท 2.3 การคดรเรม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 39

1. จนตนาการเสร หมายถง การสรางภาพของความคดไดอยางอสระตามทใจปรารถนา

ตวอยางเชน

- ถานกศกษามแกวสารพดนกทสามารถนกคดเอาอะไรกไดตามใจปรารถนาอยางไมม

ขอจากด นกศกษาคดอยากไดสงใดบาง

- ถานกศกษาแปลงรางได นกศกษาคดอยากเปนอะไร เพราะเหตใด

2. จนตนาการภายใตขอบเขต หมายถง การสรางภาพของความคด ไดอยางอสระแตตองอย

ภายในกรอบหรอเงอนไขทกาหนดให

ตวอยางเชน

- ถานกศกษาสามารถขอพรนางฟาไดเพยง 3 ขอเทานนนกศกษาคดอยากขอสงใดบาง

- สมมตวานกศกษากาลงเดนทางเขาไปในสมองของตนเอง นกศกษาจะทาอะไร เพราะอะไร

- ถานกศกษาเปนยางรถยนต ลองคดดวาเมอนกศกษากลายเปนสวนหนงของลอรถ แลวกวงลง

เนนเขาไป ลองรสกถงหน การเลยวแรงๆ และการสนสะเทอน ฯลฯ

การมมมมองหลากหลาย เปนความสามารถของสมองทจะมองเหน หรอคดเกยวกบสงท

คดออกมาในรปแบบตาง ๆ ไดเปนจานวนมาก ตวอยางเชน

รปนมองเปนอะไรไดบาง

- รปสามเหลยมอยบนสเหลยม

- รปซองจดหมายทเปดหนาซอง

- รปบาน

- รปดนสอแทงสน

- รปสเหลยมทถกตดมมออกสองมม

- รปสเหลยมคางหม 2 รปประกบกน

- รปสามเหลยม 6 ชนมาประกอบกน

จากภาพใหนกศกษาพจารณาวามลกศรกอน และชไปทางทศใดบาง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 40

การสรางทางเลอก ทหลากหลาย เปนความสามารถของสมองในการหาคาตอบหรอหา

แนวทาง ในการแกไขเมอพบปญหาโดยสามารถหาคาตอบหรอแนวทางแกไขไดจานวนมาก

ตวอยางเชน

คาตอบของสภาพปญหา “โรงเรยนไมมคร” ไดแก

- ใหนกเรยนโตสอนนกเรยนเลก

- ใชเทคโนโลยสารสนเทศ

- ใหพอ-แม ผปกครองมาชวยกนสอน

- ใหคนในทองถนมาชวยสอน

- ยมครมาจากโรงเรยนขางเคยง

- ฝกใหนกเรยนเรยนดวยตนเอง

- ใชสอการสอนทเรยนดวยตนเอง

- ยายนกเรยนไปเรยนทโรงเรยนใกลเคยง

- โรงเรยนทกโรงควรเปนโรงเรยนทไมมคร เพราะทกคนตองเรยนรหมด จงมแตผเรยน

การผสมผสานความคด เปนการรวมความรยอย ๆ มาเปนความรใหม (ตามรายละเอยด

ในตอนท 2 การคดวเคราะหและคดผสมผสาน)

การคดปรบปรงสงทมอยเดมใหดขน เปนการวเคราะหสงทมอยในปจจบนเชน สงของ

แนวความคด การปฏบต กระบวนการตาง ๆ เปนตน แลวนามาคดตามลาดบดงน

1. สงนมจดประสงคอะไร

2. สงนมรปแบบหรอลกษณะอยางไร และตรงไหนเปนจดเดน – จดสาคญ

3. หาเหตผลวารปแบบหรอลกษณะทสาคญตอบสนองวตถประสงคไดอยางไร และ

ตรงไหนเปนสวนสาคญ

4. พจารณา ดดแปลง ปรบปรง ตรวจสอบ หาสงทดแทน เพอใหบรรลจดประสงคไดด

ขน มประสทธภาพมากขน

ตวอยาง “การจดกจกรรมรบนองใหม”

1. จดประสงค : เพอสรางความรก ความสามคค ของนกศกษาใน มหาวทยาลย และให

ความอบอนกบนองใหม

2. รปแบบฯ : รนพบงคบรนนองใหทาตามคาสง มการปายสบนรางกายของรนนอง

3. เหตผลฯ : การทถกกลนแกลงจะทาใหรนนองรกกน และสามารถจดจารนพไดด ซง

ตอไปจะทาใหเกดความรกและความสามคค

4. การตรวจสอบฯ และปรบปรง : ...............................................................................

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 41

การคดออกนอกกรอบการคดปกต เปนการคดเกยวกบปญหาทไมใชปญหาปกตหรอเปน

การคดออกนอกขอบเขตของปญหา หรอเปนการคดออกนอกระบบวธการคดหรอกระบวนการคด

แบบเดม

ตวอยาง ปญหา “ ใหลากเสนตรงไมเกน 4 เสนทตอกนใหผานจด 9 จดทกาหนดให ”

ตามปกตเมอพบปญหาคนทวไป มกคดลากเสนทอยในกรอบของจดทง 9 (คดในกรอบของ

ปญหา) ซงไมสามารถลากได ตองลากเสนตรงออกนอกกรอบปญหา จงสามารถแกปญหาได

คาตอบ

การพฒนาความคดรเรม

การพฒนาใหมความคดรเรมมากขน สามารถพฒนาไดหลายรปแบบ การพฒนาโดยฝกการ

คดเกยวกบปจจยทชวยใหเกดความคดรเรม เปนรปแบบหนงของการฝกพฒนา ตวอยางการฝก เชน

1. ฝกการจนตนาการ โดยตงคาถามเกยวกบสงของ สถานท หรอเหตการณแปลก ๆ แลว

จนตนาการคาตอบทประหลาด ๆ มหศจรรยหลาย ๆ คาตอบ ซงคาถามกระตนจนตนาการมกขนตน

ดวยคาวา จะเกดอะไรขน ถา.... (what if ........)

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 42

ตวอยาง : คาถามเพอฝกจนตนาการ ไดแก

1. จะเกดอะไรขน ถาโลกนมกลางคนเพยงอยางเดยว

2. ถามนษยพบเทวดา จะพดคยกนวาอยางไร

3. อก 10 ปขางหนา โทรศพทนาจะมรปรางและลกษณะการใชเปนอยางไร

4. ถาทานพบกบนายกรฐมนตรโดยบงเอญ ทานจะพดอะไรกบทานนายกฯ

5. จะเกดอะไรขน ถายงกดมนษยแลวเปนโรคเอดสได

2. ฝกใหมมมมองหลากหลาย โดยกาหนดรปรางสงของ สถานการณ เหตการณใน

รปแบบตาง ๆ แลวพยายามตอบหรอบอกใหได คาตอบทเกยวของกบสงนนใหมากทสดใ นแงมม

แปลกใหม ไมซ าแบบเดมๆ

ตวอยาง : คาถามหรอสถานการณทฝกใหแสดงมมมองทหลากหลาย มดงน

1. มองรปนเปนรปอะไรไดบาง

2. มองรปนเปนรปอะไรไดบาง

3. ทาไมตองมการโกงการเลอกตง

4. ทาไมชาวนาจงยากจน

5. อาจารยใหการบานมากทกวน มผลดอยางไรบาง

6. สวนใหญคนทาดจะไดด คนทาชวจะไดชว ใหนกศกษาเขยนเรองใหมทคนทาด

ไดชว คนทาชวไดด

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 43

3. ฝกหาทางเลอกหลากหลาย โดยกาหนดเหตการณหรอสถานการณทเปนปญหาแลว

พยายามบอกคาตอบหรอแนวทางแกไขปญหาทเปนไปไดใหมากทสดใหแปลกทสดเพอเปนทางเลอกใหม

ในการเปลยนแปลง

ตวอยาง : คาถามหรอสถานการณทฝกใหหาทางเลอกหลากหลาย มดงน

1. งานแตงงานทไมมเจาสาว

2. วธการอน ๆ ในการตอบแทนพนกงานทนอกเหนอจากเพมเงนเดอน และการให

เงนโบนส

3. นกศกษามสวนชวยสรางเกยรตภมใหกบมหาวทยาลยไดอยางไรบาง

4. จะทาอยางไรใหนกศกษาเรยนวชาคณตศาสตรไดคะแนนสงๆ

5. ถานามนหมดไปจากโลก เราสามารถใชอะไรทดแทนไดบาง

4. ฝกผสมผสานความคด โดยกาหนดของ 2 อยางมาคกนและพยายามคดใหของ สง

หนงตามคณสมบตหรอลกษณะของของอกสงหนง หรอคณสมบตทงสองอยางมาเชอมตอเปนสง

ใหม เพอใหไดของแปลกและใหม ซงบางคาตอบอาจเปนแนวคดไปสการปฏบตได

ตวอยาง : สถานการณฝกการผสมผสานความคดและตวอยางคาตอบ

- สบทเคลอนทไดเอง - รถยนตรปรางทรงกลมเหมอนฟองสบ

- ใชเครองยนตชวยทาความสะอาด - รถยนตทเบาเหมอนฟองสบ

- การทาความสะอาดทสงทา - รถยนตทมฟองสบอยภายใน

ความสะอาดเปนตวเคลอนท - รถยนตททาความสะอาดตวเองได

- หนวยรบจางทาความสะอาด - รถยนตทวงโดยไมมแรงเสยดทาน

เคลอนท - รถยนตทมกลนหอม

- รถยนตทมความเสยดทานนอย

สบ รถยนต

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 44

5. ฝกคดออกนอกกรอบความคดปกต โดยพยายามคดสรางสรรค สงทไมเปนไปตามปกต

หรอพยายามคดออกนอกขอบเขตของปญหา

ตวอยาง คาถามหรอสถานการณทฝกใหคดออกนอกกรอบ มดงน

1. สรางรถจกรยานสาหรบคนไมมแขน

2. ออกแบบนาฬกาสาหรบคนตาบอด

3. ออกแบบรองเทาทใสแลวเหาะได

4. วางวตถ 3 ชนใหหางจากกนเทากน เมอวางไดแลวใหเพมอก 1 ชน รวมเปน 4

ชน วางวตถ 4 ชนนใหแตละชนอยหางจากชนอน ๆ อก 3 ชนเทากน

6. ฝกคดปรบปรงสงทมอย เดมใหดขน โดยกาหนดสงทเปนอยในปจจบน (สงของ

ความคด การปฏบต กระบวนการตาง )ๆ แลวฝกวเคราะหเพอปรบปรงและพฒนา โดยคดตามลาดบดงน

1. สงนมจดประสงคอะไร

2. สงนมรปแบบหรอลกษณะอยางไร และตรงไหนเปนจดเดน - จดสาคญ

3. หาเหตผลวา ตอบสนองวตถประสงคไดอยางไร และตรงไหนเปนสวนสาคญ

4. พจารณาดดแปลง ปรบปรง ตรวจสอบ หาสงทดแทน เพอใหบรรลวตถ

ประสงคไดดขน

ตวอยาง สงทเปนอยในปจจบนทสามารถนามาฝกคดปรบปรง

1. การแขงขนกฬา

2. การแตงกายของนกศกษา

3. การเรยนการสอนในมหาวทยาลย

4. การเลอกตงในประเทศไทย

5. กฎหมาย

คณคาของการคดรเรม

การคดรเรม ชวยใหไดผลการคดทแปลก ใหม ซงอาจทาใหไดตวเลอกทดกวาเดม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 45

แผนภมของการคดละเอยด

ความหมาย

อ.ขนษฐา เจรญพานช

การคดละเอยดชดเจน (Elaboration) หมายถง การคดทใหผลของการคดทมรายละเอยด ทง

สวนทเปนหลกของเรองทคด และสวนทเปนองคประกอบยอยของหลกทคด รวมถงการคดทชดเจน

โดยสามารถอธบายเรองทตนเองคดหรอยกตวอยางทสอดคลองกบเรองทตนเองคดได และในกรณ

การคดเกยวกบการปฏบตจะสามารถบอกขนตอนสการปฏบตได

การวเคราะห ขยายความ ขนตอน

รายละเอยด ยกตวอยาง สการปฏบตได

การคดละเอยดชดเจน

การคดวเคราะหรายละเอยด เปนการระบหรอบอกองคประกอบหลกของเรองทคดและ

สามารถแยกแยะองคประกอบหลกออกเปนสวนยอยๆ รวมทงมองเหนความสมพนธของสวนตาง ๆ เชน

คดถงความยากจนของเกษตรกรวามสาเหตจากอะไรบาง กวเคราะหองคประกอบหลกกอนเชน

ขาดความร , ขาดเงนทน , ขาดตลาด จากนนกนาองคประกอบหลกไปวเคราะหตอ เชน

องคประกอบหลก “ขาดความร” สามารถแยกแยะไดเปน

1. ขาดความรดานเกษตร

1.1 การเตรยมดน

1.2 การบารงรกษา

1.3 การปราบศตรพช

การฝกลกษณะการคด

ตอนท 2.4 การคดละเอยดชดเจน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 46

2. ขาดความรดานการจดการ

2.1 ขนตอนการเพาะปลก

2.2 ขนตอนการกเงนจากหนวยงานของรฐ

2.3 การจาหนายผลตผล

3. ดานการดาเนนชวต

3.1 การรกษาสขภาพอนามย

3.2 การรวมกลมเพออานาจการตอรอง

การขยายความและยกตวอยาง เปนการแสดงถงความเขาใจในเรองทกาลงคด โดย

อธบายเพมเตมจากเดม พรอมทงสามารถยกตวอยางไดตรงกบเรองทคด เชน

“การแกปญหานาทวมดวยวธการสรางแกมลงในบรเวณหมบาน ” กตองขยายความวาจะ

สรางอะไรบาง ตรงทใดและมขนตอนอยางไร และถาสามารถนาแผนทมาอธบายประกอบกจะเปน

การแสดงถงความคดทละเอยดชดเจน

ขนตอนสการปฏบต เปนการแสดงถงความชดเจนในเรองทคดเกยวกบการนามาสการ

วางแผนปฏบต โดยสามารถกาหนดงาน กาหนดผรบผดชอบ กาหนดเวลา และกาหนดแผนการ

ปฏบต รวมถงคาใชจายในการดาเนนงานได

การฝกเพอพฒนาการคดละเอยดชดเจน

การพฒนาให เปนคนคดละเอยดชดเจน สามารถทาไดโดยฝกใหคดวเคราะห รายละเอยด

โดยวเคราะหจากองคประกอบหรอปจจยหลกลงสสวนประกอบยอย ฝกใหขยายความโดยการ

อธบายเพมเตม การยกตวอยาง คาอปมา-อปมย คาพงเพย ประกอบการอธบาย และฝกใหคดถง

ขนตอนในการดาเนนการตาง ๆ ตวอยางแนวทางฝกเพอพฒนาการคดละเอยดชดเจน ไดแก

1. ฝก คดวเคราะหรายละเอยดดวย การเขยนแผนผง โดยกาหนดเหตการณหรอ

สถานการณขน แลวคดถงองคประกอบทเกยวของ นามาเขยนเปนแผนผง แลวจงขยายลงไปใน

รายละเอยดยอย ๆ แผนผงทนยมใชมหลายแบบเชน แผนผงกางปลา แผนผงแบบ Mind map

แผนผงตนไม เปนตน

ตวอยาง เหตใดนกเรยนบางคนเรยนออน*

----------------------------------------

* ทศนา เขมมณ และคณะ “การคดและการสอนเพอพฒนากระบวนการคด” หนา 84, 2540.

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 47

ตวอยางคาตอบ

เมอคดองคประกอบทเกยวของไดดงนคอ 1. ความรบผดชอบตอการเรยน 2. คร 3. ปญหา

สวนตว 4. ผปกครอง 5. พนธกรรม นาไปเขยนเปนแผนผงแลวขยายเปนรายละเอยดยอย ซง

สามารถเขยนเปนแผนผงไดหลายแบบ เชน

1.1 แผนผงกางปลา (Fish Bone Diagram)

เปนแผนผงทถกพฒนาขนในประเทศญปน เมอปค.ศ.1943 โดยศาสตราจารยคาโอร อชกาวา

แหงมหาวทยาลยโตเกยว บางทเรยกวา Ishikawa Diagram หรอทนยมเรยกอยางเปนทางการวาแผนผง

สาเหตและผล (Cause and Effect Diagram) เปนแผนผงทใชแสดงความสมพนธอยางเปนระบบ

ระหวางสาเหตทงหมดทเปนไปไดทสงผลกระทบใหเกดปญหาหนงปญหา

การเขยนแผนผงกางปลา เรมตนดวยการกาหนดประเดนปญหา ( Problem or effect ) ทเรา

ตองการคดไวทหวปลาทางดานขวาสดหรอซายสดของแผนผง จากนนลากเสนตรงเปนกางปลา

(กระดกสนหลงของปลา ) ตอจากหวปลา เมอวเคราะหหรอแยกแยะองคประกอบหลกหรอสาเหต

หลก(Causes) ทจะทาใหเกดปญหานน กนามาเขยนไวในกางหลกแตละกาง โดยลากเปนเสนกางปลา

ทามมเฉยงจากเสนหลก จากนนจงวเคราะหหรอแยกแยะจากองคประกอบหลก (กางหลก) เปน

องคประกอบยอย/ สาเหตยอย (กางรอง) และวเคราะหจากองคประกอบยอย (กางรอง) เปนรายละเอยด

ยอย (กางยอย) โดยใชหลกการถาม “ ทาไม ” ในการเขยนแตละกางยอยๆ ดงรป

หวขอปญหา

ประเดนหลก

ประเดนหลก ประเดนหลก

ประเดนหลก ประเดนหลก

ประเดนรอง ประเดนรอง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 48

จากตวอยางเหตใดนกเรยนบางคนเรยนออน สามารถเขยนเปนแผนผงกางปลาไดดงน

หมายเหต : ตวอยางการตความหมายขององคประกอบหลก (กางหลก) ในดานปญหาสวนตว

ถาม : ทาไมนกเรยนจงเรยนออน

กางหลก : เพราะมปญหาสวนตว

ถาม : ทาไมนกเรยนถงมปญหาสวนตว

กางรอง : เพราะขาดเรยนบอย, มพนฐานการเรยนออน,มาสายบอย, สตปญญาไมด, มปญหาครอบครว

ถาม : ทาไมนกเรยนถงขาดเรยนบอย

กางยอย : เพราะมปญหาครอบครว, ยากจน, มโรคประจาตว

ถาม : ทาไมนกเรยนจงมปญหาครอบครว

กางยอยๆ : ?...?...?…?

เมอสนสดคาถามแลวจงขยบไปทกางตอๆไป จนกวาจะไดแผนผงกางปลาทสมบรณ

1.2 แผนทความคด ( Mind Map )

เปนแผนผงทถกพฒนาขนทประเทศองกฤษโดย Tony Buzan ในปค.ศ.1960 เครองมอน

ชวยบนทกความคด เพอใหเหนภาพความคดทหลากหลายกวางขวางและชดเจน สามารถเชอมโยง

ความคด/ความรในเรองใดเรองหนงเขาดวยกนอยางเปนระบบ โดยเขยนสอความออกมาในรปของ

แผนภาพซงมลกษณะคลายการแตกของเสนเซลสมองมนษย

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 49

วธการเขยน Mind Map

การเขยนแผนทความคดเรมตนดวยการระบปญหาหรอหวขอเรองทตองการคดไวตรงกลาง

หนากระดาษเปลาทไมมเสนบรรทด วางกระดาษตามแนวนอนจากนนใหแตกประเดนโดยลากเสน

ออกจากศนยกลางของหวขอเรองทกลางหนากระดาษนนในลกษณะแตกออกเปนรศม เสนนเรยกวา

“ กงใหญ ” ใหเขยนองคประกอบหลกหรอปจจยหลกทเกยวของกบหวขอเรอง โดยใหเขยนดวย

คาทเปนคาสาคญหรอเปนวลทมความหมายชดเจนไวเหนอเสนกงใหญทไดลากออกมาโดยคากบเสน

จะมความยาวเทากน จากนนคดและเขยนสวนตอขยายในแตละกงโดยลากเสนหลายๆเสนใหแตก

แขนงออกไปจากปลายกงใหญซงแตละเสนนเรยกวา “ กงยอย ” ใหเขยนองคประกอบรองหรอ

ปจจยรองทเปนรายละเอยดของกงใหญไวเหนอเสนกงยอยทไดลากเอาไว และตอจากนนกแตกแขนง

ทกความคดทขยายตอออกไปไดจากกงยอยไปเปนกงแขนงตางๆจนสนสดการคด ดงรป

ในทนขอใหนกศกษาลองคดตามวธการ โดยพจารณาจากกรณตวอยางของการคดเรอง

“ เหตใดนกเรยนบางคนเรยนออน? ”

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 50

ขนท 1 : เรมตนดวยการระบปญหาหรอหวขอ เรองทตองการคด (Subject of Mind Map) ไวตรง

กลางหนากระดาษ เปลาทไมมเสนบรรทด วางกระดาษตามแนวนอน ( Landscape) อาจใชภาพ

หรอสญลกษณแทนหวขอเรองทเราตองการคด เพอใหงายตอการจดจา

ขนท 2 : คดแตกประเดน (Main branch) โดยลากเสนออกจากศนยกลางของหวขอเรองทกลาง

หนากระดาษนนในลกษณะแตกออกเปนรศม เสนนเรยกวา “ กงใหญ ” ใหเขยนองคประกอบหลก

หรอปจจยหลกทเกยวของกบหวขอเรอง โดยใหเขยนดวยคาทเปนคาสาคญ (Key word) หรอเปนวล

ทมความหมายชดเจนไวเหนอเสนกงใหญทไดลากออกมา โดยคากบเสนจะมความยาวเทากน

นกเรยนเรยนออน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 51

ขนท 3 : คดและเขยนสวนตอขยายในแตละกงโดยลากเสนหลายๆเสนใหแตกแขนงออกไปจากปลาย

กงใหญซงแตละเสนนเรยกวา “ กงยอย ” ใหเขยนองคประกอบรองหรอปจจยรองทเปนรายละเอยด

ของกงใหญไวเหนอเสนกงยอยทไดลากเอาไว และตอจากนนกแตกแขนงทกความคดทขยายตอ

ออกไปไดจากกงยอยไปเปนกงแขนงตางๆจนสนสดการคด

ขนท 4 : ตกแตงใหดดโดยการตกแตงดวยรปภาพหรอสญลกษณทชวยสอความหมายแทนคา พรอม

ทงระบายสดวยกไดและควรใชปากกาเปนสหลายๆส (อยางนอย 3 ส) เพอแสดงความแตกตางและเพอ

ความสวยงามตลอดจนใชความแตกตางของขนาดเสนและขนาดของตวอกษรตามลาดบความสาคญ

ของแตละองคประกอบ เชน เสนกงใหญใชความหนาของเสนและขนาดตวอกษรมากกวาหรอใหญ

กวาเสนกงยอย

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 52

ตวอยางการเขยน Mind map ของกลมแมบานผลตภณฑสนคา OTOP ขาวเกรยบปลากราย

ลกษณะทพงประสงคของ Mind map

1. หวขอเรองไมควรใหญเกนไป

2. ไมควรใชคาฟมเฟอย ควรเขยนดวยคาสาคญ (Key word)

3. ตวหนงสอทเขยนควรอยบนเสนของแตละแขนงความคดทลากออกไป ไมควรเขยน

ตวหนงสอใตเสนหรอขวางเสนหรอเขยนตะแคงกลบหวจนอานลาบาก

4. เสนทลากออกไปควรมความยาวเทากบคาหรอขอความหรอรปภาพของแตละแขนง

ความคดและควรตอเนองกนไมขาดตอน

5. ควรแตกกงจากจดปลายเสน

6. ควรตกแตงใหสวยงามโดยการใชเสน ส รปภาพ สญลกษณ

และเนองจากแผนทความคดเปนเครองมอทนยมใชในการวเคราะหรายละเอยด ปจจบนจงม

ผพฒนาเปนโปรแกรมคอมพวเตอรสาหรบชวยเขยนแผนทความคด (Mind Map software ) อาทเชน

mindjet, mind mapper, visual-mind, mind genius, conceptdraw เปนตน ซงโปรแกรมดงกลาวน

สามารถสรางและจดวางกงทงหมดในทศทางใดกได สามารถเปลยนสขอความ สเสน ขนาดและ

แบบอกษรทใช สามารถแทรกรปภาพ ตลอดจนสามารถยอ-ขยายขนาดแผนผงไดตามความเหมาะสม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 53

ตวอยางการเขยน Mind Map ดวยโปรแกรมคอมพวเตอร (ธญญา ผลอนนต,2550)

33

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 54

1.3 แผนผงตนไม ( Tree Diagram )

แผนผงตนไมมแนวทางการพฒนามาแนวเดยวกนกบการจดทาผงครอบครว ( Family Tree )

และการจดทาผงองคกร ( Organization Chart ) เปนเครองมอทนยมใชในการหามาตรการทดทสด

จากหลายๆมาตรการเพอทจะแกไขปญหาใหสาเรจลลวงไปได

การเขยนแผนผงตนไม เปนการชวยฝกการวเคราะหรายละเอยด โดยนาปญหาทเกดขน

หรอเปาหมายทตองการจะไปถงไวทสวนยอดของแผนผงตนไม จากนนใหวเคราะหหาสาเหตของ

ปญหาหรอมาตรการแกไขปญหาตอจากสวนยอดไปเรอยๆจนสนสดการคด ดงรป

จากตวอยางเหตใดนกเรยนบางคนเรยนออน สามารถเขยนเปนแผนผงตนไม ไดดงน

หวขอเรอง

ประเดนหลก ประเดนหลก

ประเดนรอง ประเดนรอง ประเดนรอง

ประเดนหลก

ประเดนรอง ประเดนรอง ประเดนรอง ประเดนรอง

พนธกรรม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 55

2. ฝกใหขยายความและยกตวอยางประกอบ โดยกาหนดสงของ เหตการณ สถานการณ

ขนแลวใหอธบายเพมเตม ใหวาดรปประกอบ ใหยกสภาษต - คาพงเพย - อปมาอปมย หรอให

ยกตวอยางประกอบ

ตวอยาง

1. ใหยกตวอยางประกอบ

1.1 คนไทยชอบพนน

1.2 คนไทยไมชอบทาอะไรจรงจง

1.3 คนไทยชอบทาอะไรจรงจง

2. ใหยกสภาษตทบอกลกษณะทวไปของคนไทย

3. ฝกใหวางแผนปฏบตงาน โดยกาหนดงานหรอจดประสงคใหกระทาสงใดสงหนง

แลวใหกาหนดงานทตองทา กาหนดผรบผดชอบ กาหนดเวลา และกาหนดแผนปฏบตงาน รวมทง

คาใชจายในการดาเนนงาน

ตวอยาง

1. ถานกศกษาจะตอนตนไมไวจาหนาย จะมแผนปฏบตงานอยางไร

2. ถาจะจดประชมหวหนาครวเรอนในหมบาน เพอรวมกนวางแผนทาหมบานส

ขาว (หมบานปราศจากยาเสพตด) จะวางแผนปฏบตงานอยางไร

คณคาของการคดละเอยดชดเจน

1. เปนการแสดงถงความเขาใจในเรองทตนเองคด

2. สามารถชวยใหผอนเขาใจเรองทเราคดไดดขน

3. ชวยใหมองเหนองคประกอบหรอปจจยเรองทคดทงในสวนทเปนองคประกอบหรอ

ปจจยหลก และในสวนทเปนสวนยอย

4. ชวยใหการทางานในชวตประจาวนสาเรจไดงายขน เพราะทางานอยางมขนตอน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 56

ความหมาย

อ.บญชะนะ วาราชะนนท

การคดอยางมเหตผล เปนการคดท เนนการอางองหรอคนหา หลกฐาน มาสนบสนน

ขออาง เพอใหได ขอสรป ทถกตองหรอสมเหตสมผลตามหลกฐานทนามาอางอง และทสาคญ

ขอสรปทไดตองสอดคลองกบหลกฐานทนามาอางองเสมอ รวมทง สามารถอาง องหลกฐานและ

อธบายหรอบอกความสมพนธระหวางหลกฐานทอางองกบขอสรปได

หลกฐานทนามาอางองไดแก ขอมล ขอเทจจรง หลกการ กฎหมาย ศาสนา กฎเกณฑตาง ๆ

ขอสรปทได ไดแก กฎเกณฑ การตดสนใจ ผลสรป ขออางอง เหต - ผล ความนาจะเปน

ความสมพนธ การตดสนประเมนคา สมมตฐาน หลกการ เปนตน

จากขอความขางตนจะเหนวา ขอสรปทไดจากการคดอยางมเหตผลจะเปนขอสรปทม

ความถกตองมากหรอนอยนน กขนอยกบหลกฐานทนามาอางองวามความสมบรณ ครบถวน และ

มความนาเชอถอมากนอยเพยงไร ยกตวอยางเชน การหาพสจนเพอหาขอสรปวา ทารกเปนบตร

ของบคคลใด หลกฐานทนามาอางองในปจจบนคอ ผลการตรวจ DNA ซงเปนหลกฐานทมความ

นาเชอถอสงมาก จงสงผลใหขอสรปทไดมความถกตองมากกวาขอสรปทไดจากการอางอง

หลกฐานทพจารณาจากความละมายคลายคลงของใบหนาเหมอนในอดต

แผนภมของการคดอยางมเหตผล

การฝกลกษณะการคด

ตอนท 2.5 การคดอยางมเหตผล

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 57

การสรปทอางองจากความรยอย เปนการอางองความร ขอมลขาวสาร ขอเทจจรงหลาย ๆ

ขอเพอใหไดขอสรป ดงตวอยาง

1. ในปจจบนสอไดเผยแพรละครหรอนกรองเกาหลกนอยางแพรหลาย จงสงผลให

เยาวชนไทยบางคนมพฤตกรรมเลยนแบบนกรอง นกแสดงดงกลาว ทงดานการแตงกาย การ

แสดงออก เพราะคดวาสงทเหนทางสอตางๆ เปนประจาเปนความทนสมย ปฏบตแลวจะไดเปนคน

ทนสมย หนาตาด มคนสนใจ

2. อาจารย ก. บนวา “นกศกษาหอง A สวนใหญไมตงใจเรยน” อาจารย ข. บน

“นกศกษาหอง A ชอบเขาเรยนสาย ไมชอบเรยนหนงสอ ถามกไมคอยตอบ” อาจารย ค. บน

“นกศกษาหอง A ชอบโดดเรยนเสมอ ” อาจารย ง . บน “นกศกษาหอง A ใหการบานไปสวนใหญ

ไมยอมทา” ผฟงจะสรปวานกศกษาหอง A เปนนกศกษาทไมตงใจเรยนหนงสอ เปนนกศกษาทไมด

3. นกศกษาชนปท 1 เหนรนพบางคนแตงกายไมเหมาะสม เชน นงกางเกงยนส ดง

ชายเสอไวนอกกางเกง ฯลฯ จงเปลยนการแตงกายของตนเองใหเหมอนรนพ เพราะเชอวา รนพแตง

ไดเรากแตงไดคงไมมอะไรเสยหาย เพราะถามอะไรเสยหายรนพคงไมกลาทา

จากทกลาวขางตนจะเหนวา ขอสรปทไดจาการอางองความรยอยมกจะไดขอสรปทอยใน

เชงของความนาจะเปน ซงจะมความนาเชอถอมากนอยเพยงใดขนอยกบความนาเชอถอของขอมล

และจานวนประสบการณเฉพาะ

การสรปทอางองจากความรหลก เปนการอางองหลกเกณฑ กฎหมาย ศาสนา ทฤษฎ

หรอประสบการณทสะสม เพอใหไดขอสรปของเงอนไขยอย (ขอสรปทไดจากการอางองความร

ยอย) ดงตวอยาง

1. โรงเรยนสาธตมหาวทยาลยราชภฏนครปฐมมชอเสยงในลาดบตนๆ ของประเทศ

ดงนนถาตองการใหลกเรยนเกงกตองสงเขาโรงเรยนสาธตฯ ใหได

2. ไตรสกขา ประกอบดวย ศล สมาธ ปญญา ดงนนถานกศกษาตองการเรยนรอยางม

ประสทธภาพกตองเรมจาก ศล คอประพฤตตนใหเหมาะสม เชนแตงกายใหเรยบรอย พดจาไพเราะ

เขาเรยนตรงเวลา รจกเคารพคร-อาจารย ฯลฯ จากนนนกศกษาจะม สมาธ ในการศกษาเลาเรยน

เพราะไมมใครแตงตวไมเรยบรอย พดไมไพเราะ หรอประพฤตตนใหนกศกษาเสยสมาธ สดทาย

นกศกษาเกดปญญาจากการเรยนรวชาตางๆ

3. ผลไมทมชอเสยงของจงหวดนครปฐมคอ สมโอ ดงนนเมอตองการรบประทานสมโอ

ทมรสชาตอรอยกตองซอสมโอของจงหวดนครปฐมมารบประทาน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 58

การสรปทอางองจากขอมล เปนการอางองขอมลทมอยรวมกบการใชความสามารถทาง

สตปญญา (เปรยบเทยบ วเคราะห สงเคราะห หาความสมพนธ คนหา ฯลฯ ) เพอใหไดขอสรปใหม

ขอสรปทชดเจน หรอสมเหตสมผล และทสาคญขอสรปดงกลาวตองสอดคลองกบขอมลท

กาหนดให ดงตวอยางตอไปน

ขอมล

1. A อายมากกวา C แตออนกวา E

2. C อายมากกวา B แตออนกวา D

3. D อายมากกวา E

จงเรยงอายของ A, B, C, D, E

จากขอมลทไดมาตองนามาเปรยบเทยบ จงจะหาคาตอบไดดงน

จาก 1 C -------- A --------- E

จาก 2 B ---------C --------------------------------- D

จาก 3 E --------- D

ดงนนเรยงอายจากนอยไปมากไดดงน B C A E D

หมายเหต การสรปโดยการใชการคดอยางมเหตผล อาจไมถกตอง หรออาจถกตองอยางไมสมบรณกได

การพฒนาการคดอยางมเหตผล

การพฒนาใหเปนคนทคดอยางมเหตผล สามารถทาไดโดยการฝกใหทาการสรปจาก

ขอมล ความร ทฤษฎทกาหนดให หรอใหหาขอมล ความร ขออางองเพอสนบสนนหรอคดคานสง

ใดสงหนง ตวอยางแนวทางในการฝกเพอพฒนาการคดอยางมเหตผล ไดแก

1. ฝกการใหเหตผลสนบสนน-คดคาน โดยกาหนดขอสรป เหตการณ หรอสถานการณขน แลว

ใหบอกเหตผลเพอสนบสนน หรอเหตผลเพอคดคาน ซงสงทสาคญคอตองนาทกษะการคดทผาน

มาเชน การคดวเคราะห สงเคราะห รเรม ละเอยดชดเจน ในการพจารณาหาเหตผล(หลกฐาน

อางอง)

ตวอยาง

1. จงบอกสาเหตทนกศกษาสมคเรยนทมหาวทยาลยราชภฏนครปฐม

2. จงบอกเหตผลททาใหนกศกษาสมครเรยนสาขาทกาลงศกษาอย

3. ใหเหตผลสนบสนนหรอคดคานขอความ “ตนเปนทพงแหงตน”

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 59

4. ใหเหตผลสนบสนนหรอคดคาน เพอใหไดขอสรปวา “ประเทศไทยควร

กาหนดใหศาสนาพทธเปนศาสนาประจาชาต”

5. ใหเหตผลสนบสนนหรอคดคานขอความ“คนรวยเปนคนทมความสขมากกวา

คนจน”

6. ถาใหเลอกระหวาง “เกดมารวยแตไมฉลาด กบเกดมาจนแลวฉลาด ” นกศกษา

จะเลอกอะไร เพราะอะไร

2. ฝกคาดคะเนคาตอบ หรอ การสรปทอางองจากความรยอย โดยการใหขอมล หรอ

ความรยอยทยงไมสมบรณ แลวใหคาดคะเนคาตอบทจะเปนไปได (เรยกวธการนวา การ

ตงสมมตฐาน เพอนาคาตอบนไปตรวจสอบความถกตองตอไป)

ตวอยาง

1. นายสมชาย เปน คนไมรบผดชอบ มาเรยนสาย คยในหองเรยน ไมมมารยาทกบอาจารย

ผสอน นายสมชายจะเรยนจบหรอไม

2. ถาทานตองเดนทางผานหนา มหาวทยาลยฯ ทกวนแลวเหนวานกศกษา ไมขาม

สะพานลอย แตงกายผดระเบยบ ขรถจกรยานยนตยอนศร ทานจะสรปภาพรวมของนกศกษาของ

มหาวทยาลยฯ ไดวาอยางไร

3. นางสาวบ เปนคนทดแลสขภาพตนเองดานโภชนาการอยางสมาเสมอ แตพบวามปญหา

ดานสขภาพอยเปนประจา ทานคดวาเกดจากสาเหตใด

3. ฝกการสรปทอางองจากความรหลก โดยกาหนดเหตการณหรอสถานการณขน แลวให

นากฎเกณฑ หรอหลกการมาอางเพอนาไปสขอสรป

ตวอยาง

1. มหาวทยาลยควรเปดเรยนภาคพเศษ ในชวงปดภาคเรยน เพอใหนกศกษาทตองการลง

เรยนรายวชาเพมเตมไดเรยน ถกตองหรอไม

2. บณฑตทจบจากมหาวทยาลยราชภฏนครปฐม มกจะมจดออนเรองภาษาองกฤษ ถกตอง

หรอไม

3. นกศกษาระดบปรญญาตรควรเรยนเฉพาะวชาหลกในสาขาของตนไมควร เรยนวชา

พนฐาน ถกตองหรอไม

4. ฝกสรป ทอางอง จากขอมล โดยกาหนดขอมลซงอาจเปนขอความ ความร ตวเลข

รปภาพ แลวให พจารณาหาขอ สรป ซงอาจสรปไดโดยตรงหรออาจตองใชความสามารถทาง

สตปญญามาประกอบการคดขอสรป

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 60

ตวอยาง กรณขอมลเปนขอความ

1. คาทมความหมายตรงคลายคลงกบคาทกาหนดใหคออะไร

โยน : ปา ดง : ?

2. ในหมบานเลกๆ แหงหนง ผคนทอาศยในหมบานมอย 2 พวก คอ

พวกท หนงพดแตความจรง พวกท สอง พดแตคาโกหก

วนหนงมคนแปลกหนาเดนเขามาในหมบาน และมคนในหมบาน 2 คน คอ นาย ก. และ

นาย ข. ออกมาตอนรบ ชายแปลกหนาเดนไปถามหญงสาวคนหนงวา “คณเปนคนจาพวกพดจรง

หรอพดแตคาโกหก” เมอหญงสาวตอบ ชายแปลกหนาฟงไมถนด จงหนไปถามคนทมาตอนรบ ซง

ไดรบคาตอบดงน

นาย ก. ตอบวา “เธอบอกวา เธอเปนคนพดแตความจรง”

นาย ข. ตอบวา “เธอบอกวา เธอเปนคนพดแตคาโกหก”

จากคาตอบของ นาย ก. และนาย ข. ชายแปลกหนากทราบวา นาย ก. และนาย ข. เปนคน

พวกใด เพราะอะไร

ตวอยาง กรณขอมลเปนตวเลข

1. จากลาดบตวเลข 2, 4, 6, 8, 10, ..... ตวเลขตอไปคออะไร

2. จากลาดบตวเลข 218,198,168,128, ..... ตวเลขตอไปคออะไร

3. จากลาดบตวเลข 1,8,27,64,125, ..... ตวเลขตอไปคออะไร

ตวอยาง กรณขอมลเปนตาราง

จง แกปรศนา ซ โดค (sudoku) ทกาหนดให

2 3 1

4 5

3 2

6 1 2

4

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 61

ตวอยาง กรณขอมลเปนสญลกษณ

1. ถา A และ B เปนตวเลข และ A + A + A = BA แลว A และ B คอเลขอะไร

2. จากรปทกาหนดให รปตอไปจะเปนรปใด

คณคาของการคดอยางมเหตผล

1. คนมเหตผลสามารถอธบายหรอชกชวนใหผอนยอมรบหรอใหความเชอถอ

2. คนมเหตผลสามารถหาขอสรปทมโอกาสถกตองเปนจรงมากขน

3. การมเหตผลชวยใหไมตดสนใจอยางผลผลามทนททนใด ทาใหมการพจารณาทรอบคอบ

มากขน

4. การมเหตผลทาใหไมตดสนใจเชออะไรอยางงมงาย

5. การมเหตผลทาใหรจกพจารณา เชอมโยง เปรยบเทยบ ระหวางหลกฐานทนามาอางอง

กบขอสรป

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 62

แผนภมของการคดกวางและรอบคอบ

คดกวางและรอบคอบ

คดรอบดาน

บวก-ลบ ขอด-ขอเสย

ขอจากดและ

ขอบเขต

คณ-โทษ

คน

สาระโดยตรง

อน ๆ

สงคม

ขอสงเกต

ขอนาสนใจ

คดทกแงทกมม

สงแวดลอม

ศลธรรม

ดร.สรพงษ ปานจนทร

ความหมาย

การคดกวางและรอบคอบ หมายถง การคดทครอบคลมถง องคประกอบทเกยวของกบ

เรองทคดในทกดาน ทกแงทกมมทเกยวของกบเรองนน ไมคดเฉพาะเรองทมาเกยวของกบตวเอง

หรอเรองทเปนผลประโยชนของตวเองประการเดยว

ทกษะการคดกวางและรอบคอบ หมายถง ความสามารถทจะคดในเรองใดเรองหนง

สามารถพจารณาองคประกอบทเกยวของไดทกดานและสามารถพจารณาทกแงมมทเกยวของ ไม

คดเฉพาะแงมมใดแงมมหนงเพยงอยางเดยว

การฝกลกษณะการคด

ตอนท 2.6 การคดกวางและรอบคอบ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 63

การคดกวางและรอบคอบ เปนการคดทครอบคลมถงสงทเกยวของกบเรองทคดในทกดาน

ทกแงทกมม เชนคดทงในแงบวกและลบ คดทงทเปนขอด ขอเสย หรอคดทงทเปนคณและเปนโทษ

และพจารณาถงปจจยตางๆ ทมสวนเกยวของกบเรองทคด เชน องคความรทเปนสาระโดยตรง

(ความร ทฤษฎ หลกการของเรองทคด) สงแวดลอม สงคม ศลธรรม ซงการคดกวางและรอบคอบจะ

ทาใหเขาใจในเรองตางๆ ไดดยงขน ถกตองมากขน และสามารถตดสนใจไดอยางถกตอง

การคดรอบดาน เปนการคดหรอพจารณาองคประกอบหรอปจจยทกสวนทเขามาเกยวของ

กบเรองทคด ไมคดเฉพาะมมใดมมหนง องคประกอบทชวยใหเกดการคดรอบดาน ไดแก องค

ความรทเปนสาระโดยตรง (ความร ทฤษฎ หลกการของเรองทคด ) และองคประกอบดานอน ๆ

ไดแก ดานคน (ตวเรา ผอน) ดานสงคม ดานสงแวดลอมและดานศลธรรม เปนตน

การคดทกแงทกมม เปนการคดดวยใจเปนกลางทจะพจารณาถงเรองทคดทงใน แงบวก

และแงลบ ทงทเปน ขอดและขอเสย ทงท เปนคณและเปนโทษ ขอจากด และเปน ขอทนาสงเกต

หรอขอทนาสนใจ ไมคดเฉพาะแงมมใดแงมมหนง

ตวอยาง

การเปดกาสโน จาเปนตองคดใหรอบดานและคดทกแงทกมมดวยใจเปนกลาง คอ ตอง

พจารณาโดยคานงถงทกดานทงในสวนทเปนหลกการของเรองน พจารณาถงเหตผล ความจาเปน

ผลกระทบในดานสงคมและวฒนธรรม ดานสงแวดลอม ดานเศรษฐกจ และดานศลธรรม ให

ครบถวน การพจารณาเพยงดานใดดานหนง กจะทาใหผลของการพจารณาไมรอบคอบ ตวอยางเชน

ถาพจารณาแตเรองเศรษฐกจเพยงอยางเดยว โดยไมคานงถงผลกระทบในดานอนๆ หากนาไปสการ

ปฏบตกจะเกดปญหาดานสงคม สงแวดลอม และศลธรรมได ในทางตรงกนขามหากพจารณาแต

ดานศลธรรมอยางเดยว ไมพจารณาในดานเศรษฐกจ ประเทศกอาจสญเสยโอกาสการพฒนาดาน

เศรษฐกจ ซงในทกๆดานทหยบยกขนมาพจารณานน จะตองพจารณาทงในดานบวกและดานลบ

เชน ผลตอสงคม ดานลบอาจกอใหเกดปญหาสงคม อาชญากรรมตามมา สวนดานบวก อาจ

กอใหเกดการสรางงาน จางงานใหกบคนในสงคมเปนตน

การคดกวางรอบคอบมประโยชนตอการเลอกการตดสนใจและการวางแผน เพอใหไดการ

คดทรอบคอบทสด เชน กาลงพจารณาเพอตดสนใจเลอกโรงเรยนอนบาลใหบตรหลาน กสามารถ

พจารณาถงองคประกอบทสาคญๆ และพจารณาแตละองคประกอบของแตละแหงไดอยางทกแงทก

มม และสามารถตดสนใจเลอกโรงเรยนทเหมาะสมกบบตรหลานของตนเองมากทสด

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 64

การพฒนาความคดกวางและรอบคอบ

การพฒนาใหเปนคนทมความคดกวางและรอบคอบ สามารถทาไดโดยการฝกใหเปนคน

ทมความคดรอบดาน และเปนคนทคดทกแงทกมม ตวอยางแนวทางในการฝกเพอพฒนาความคด

กวางและรอบคอบ ไดแก

1. ฝกระบหรอบอกองคประกอบเกยวกบเรองทจะคด โดยกาหนดสงของ เหตการณ

หรอสถานการณขน แลวพยายามระบองคประกอบทเกยวของกบสงทกาหนดนนในทกดาน ไดแก

องคประกอบทเปนสาระโดยตรง องคประกอบอน ๆ ทเกยวของ เชน ตนเอง คนอนๆ สงคม

สงแวดลอม และศลธรรม เปนตน

ตวอยาง

1. ถาทานไปสมครงานในสถานประกอบการตาง ๆ มบรษท 3 บรษทรบสมคร

ทาน ทานตองพจารณาถงองคประกอบอะไรบางในการตดสนใจเลอกบรษทดงกลาว

2. จะประดษฐตกตาขาย ตองคานงถงเรองอะไรบาง

3. จะพาแฟนไปเทยวในวนหยด ตองคานงถงเรองอะไรบาง

4. จะจดงานวนเกด ตองคานงถงเรองใดบาง

5. จะจดงานวชาการของชมรม ตองคานงถงเรองใดบาง

6. จะเปดรานอาหาร ตองคานงถงเรองใดบาง

7. จะเลอกโรงเรยนอนบาลใหลก ตองคานงถงเรองใดบาง

8. องคกรปกครองสวนทองถนควรดแลงานดานใดบาง

2. ฝกระบผลหรอผลกระทบทเกด โดยกาหนดเหตการณ หรอสถานการณขนแลว

พยายามบอกผลหรอผลกระทบทจะเกดขนในทก ๆ ดาน (ตามทฝกในขอ 1)

ตวอยาง

1. คนในครอบครวตดยาเสพตด มผลกระทบในดานใดบาง และมผลกระทบอยางไร

2. มถนนตดผานเขาหมบานในชนบท มผลกระทบในดานใดบาง และมผลกระทบอยางไร

3. การใชพลาสตกจานวนมาก มผลกระทบดานใดบางและกระทบอยางไร

4. การเทยวกลางคน มผลกระทบดานใดบางและกระทบอยางไร

5. การลอกงานเพอนเพอสงครผสอน มผลกระทบดานใดบางและกระทบอยางไร

6. การเขาชนเรยนไมตรงเวลา มผลกระทบดานใดบางและกระทบอยางไร

7. การสรางเขอนกกเกบนา มผลกระทบดานใดบางและกระทบอยางไร

8. การนอนหลบทบสทธ ไมไปเลอกตง มผลกระทบดานใดบางและกระทบอยางไร

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 65

3. ฝกคาดคะเนความรสกนกคดของบคคลอน โดยกาหนดสถานการณหรอเหตการณทม

บคคลหลายสวนเขาไปเกยวของ และบอกความรสกนกคดของผเกยวของเหลานน

ตวอยาง

1. การนดชมนมและปดถนน มบคคลใดเกยวของบาง และบคคลเหลานนาจะม

ความรสกนกคดอยางไรตอการชมนมปดถนน

2. การทจรตในการสอบของนกศกษา มบคคลใดเกยวของบาง และบคคลเหลาน

นาจะมความรสกนกคดอยางไรตอการทจรตในการสอบ

3. การแตงกายไมเปนไปตามระเบยบสถาบน มบคคลใดเกยวของบาง และบคคล

เหลานนาจะมความรสกนกคดอยางไรตอการทจรตในการสอบ

4. ผขบขยายยนตฝาฝนกฎจราจร มบคคลใดเกยวของบาง และบคคลเหลานนาจะม

ความรสกนกคดอยางไรตอเรองน

4. ฝกการคดทกแงมม โดยกาหนดสถานท สงของ หรอเหตการณตาง ๆ ขน แลวบอก

ขอด - ขอเสย หรอขอทนาสงเกต นาสนใจ ประโยชน - โทษ, ผลบวก - ผลลบ ขอจากดและ

ขอบเขตของเรองทกาหนดใหนน

ตวอยาง

1. อาชพนกรอง มขอด ขอเสย และขอนาสนใจอะไรบาง

2. ถารฐกาหนดให “รถทกคนทเตมนามนตองจายเงนเพมในอตราลตรละ 2 บาท เพอ

นาเงนสวนนไปสรางถนนหรอปรบปรงถนน” ขอกาหนดนมขอด ขอเสย ขอนาสงเกตนาสนใจอะไรบาง

3. การใหหนยนตทางานแทนมนษย จะมผลเกดขนอยางไรบาง

4. การกเงนเพอลงทนในธรกจ มขอด ขอเสย ขอนาสงเกตนาสนใจอะไรบาง

5. การกอรฐประหาร มขอด ขอเสย ขอนาสงเกตนาสนใจอะไรบาง

6. การเขาสประชาคมเศรษฐกจอาเซยน ( AEC) มขอด ขอเสย ขอนาสงเกต

นาสนใจอะไรบาง

7. การรณรงคใหใชนามนไบโอดเซล มขอด ขอเสย ขอจากด ขอนาสงเกต

นาสนใจอะไรบาง

8. การใหสทธในการจดทะเบยนสมรสแกคนรกรวมเพศ มขอด ขอเสย ขอจากด

ขอนาสงเกตนาสนใจอะไรบาง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 66

คณคาของการคดกวางและรอบคอบ

1. ทาใหการตดสนใจมความถกตองมากขน เพราะไดขอมลมาจากทกสวน

ทกองคประกอบและทกแงมม

2. ทาใหสามารถวางแผนเพอปองกนหรอแกไขปญหาตางๆไดอยางครอบคลมมาก

ยงขน เพราะไดพจารณาถงผลกระทบดานตางๆ อยางครบถวน

3. ทาใหเกดความเขาใจในเรองตาง ๆ ไดดขน ถกตองมากขน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 67

แผนภมของการคดไกล

อ.ภคศภร กาญจนกล

ความหมาย

คดไกล (Futuristie Thinking) หมายถง การคดถงสงทจะเกดขนในอนาคต ซงอาจเปนผลท

เกดขนจากการกระทาในปจจบน หรอเปนจดประสงคหรอจดมงหมายทตองการใหเกดขนใน

อนาคต

ผลทเกดหรอผลกระทบในอนาคต หมายถงการคดทคานงถงสงทจะเกดขนในอนาคตทงทจะเกดขน

กบตนเองและสวนรวม (ผอน สงคม สงแวดลอม) ซงอาจเปน

1. ผลกระทบทจะเกดตามมาจากผลหรอจดมงหมายทเกดในปจจบน

2. ผลหรอเปนจดมงหมายทจะเกดขนในอนาคต

3. ผลกระทบทจะเกดตาม จากขอ 2

ในการคดถงสงทจะเกดขนในอนาคต อาจแบงเปนชวง เชน ผลทจะเกดจากการกระทา

ใดๆ ในชวง 0 - 5 ป ชวง 5 - 10 ป ชวง 11 - 15 ป ชวง 30 ป เปนตน

การฝกลกษณะการคด

ตอนท 2.7 การคดไกล

คดไกล

มองภาพอนาคต

ผลทเกดหรอ

ผลกระทบในอนาคต

ตนเอง สวนรวม

วางแผน พยากรณ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 68

ตวอยางเชน

1. การสรางโรงงานทมนาเสย แตไมบาบดกอนทจะปลอยลงแหลงนาธรรมชาต เจาของ

โรงงานอาจจะเปนผประสบความสาเรจทางธรกจ แตผลจากการปลอยนาเสยลงแหลงนาธรรมชาต

จะทาใหนาในแหลงนาธรรมชาตเสย ไมสามารถบรโภคได สตวนาอาจตาย มผลกระทบตอบคคล

อนมากมาย รวมถงการทาใหสงแวดลอมเสยไปดวย

2. ถานกศกษามนองทเรมตดยาบาผลทเกดขนในปจจบนทเกดกบตวผเสพเองเปนอยางไร

มผลกระทบตอครอบครวอยางไร มผลกระทบตอบคคลอน ๆ อยางไร ถายงคงเสพตอไปเรอย ๆ อก

5 ป ผเสพจะเปนอยางไร ผลกระทบอน ๆ จะเปนอยางไร อก 10 ป 15 ป สภาพตาง ๆ ขางตนจะเปน

อยางไร

การมองผลกระทบทจะเกดขน ใหคานงถงกฎธรรมชาต ทสรรพสงยอมอาศยซงกนและกน

มความเชอมโยงสมพนธกน และทสาคญคอสรรพสงมแนวโนมเคลอนเขาสหลกดลยภาพอนเปน

ลกษณะของธรรมชาต

การวางแผน หมายถง การคดเพอใหประสบความสาเรจในอนาคต เปนการคดถง

หลกการและจดมงหมายทตองการ แลวหาวธการวธปฏบตใหสอดคลองกบหลกการและ

จดมงหมายนน จากนนจงนาการปฏบตมากาหนดขนตอน ลาดบเวลา เพอการปฏบตจรง รวมทง

คดถงการตรวจสอบและประเมนผลดวย

ตวอยาง

ถาขณะนนกศกษาเปนสมาชกของชมรมทางวชาการชมรมหนง และนกศกษาคด

วาอก 2 ป นกศกษาจะเปนประธานชมรม เพอพฒนาชมรมใหเจรญกาวหนายงขน นกศกษาตอง

คานงถงหลกการในการพฒนาตนเองเพอเปนประธานชมรม และหลกการในการพฒนาชมรมเพอ

ทาใหชมรมเจรญกาวหนา จากนนนกศกษามากาหนดขนตอนการปฏบตในชวง 2 ป ทงในสวน

พฒนาตนเองใหเปนคนมความรความสามารถ เพอพฒนาชมรมและในสวนสรางความเปนผนาให

เปนทยอมรบของสมาชก เพออก 2 ปขางหนานกศกษากจะมความพรอมในการเปนประธานชมรม

การพยากรณ เปนการคดทนาความร หลกการ กฎเกณฑ หรอขอมล มาเปนเหตผลใน

การคาดคะเนหรอคาดการณสงทจะเกดขนในอนาคต

ตวอยาง เชน

สภาพการเลอกตง ส.ส.ในปจจบน ผเลอกตงไมใชวจารณญาณในการเลอกบคคลท

เหมาะสม ยงมการซอสทธขายเสยง ยงมการนอนหลบทบสทธ มการทจรตการเลอกตง ถาเราม

ความร หรอกฎเกณฑทบอกผลของสภาพการณตาง ๆ เหลาน เราจะสามารถพยากรณลกษณะของ

ส.ส.ในสวนรวม สภาพการเมองในอนาคต สภาพสงคมและความเปนไปของประเทศในอนาคตได

อยางถกตอง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 69

การมองภาพในอนาคต เปนการคดแบบจนตนาการทประกอบดวยการคาดคะเน การคด

เชงเหตผล จากการศกษาขอมลและแนวโนมในปจจบน รวมทงประสบการณ เปนพนฐาน เพอ

กาหนดภาพอนาคต เชน สภาพบานเมองในอนาคต มหาวทยาลยราชภฏในอนาคต สถานภาพของ

นกศกษาในอนาคต สภาพแวดลอมในอนาคต สภาพสงคมในอนาคต เปนตน

การพฒนาการคดไกล

การพฒนาใหเปนคนคดไกล สามารถทาไดโดยการฝกใหคดในเรองเกยวกบผลทจะ

เกดขนในอนาคต คดวางแผนทจะทาใหบรรลจดประสงค ฝกคาดคะเนสงทจะเกดขนในอนาคต

ตวอยางในการฝกเพอพฒนาการคดไกล ไดแก

1. ฝกใหคดถงผลทจะเกดขนในอนาคต โดย

1.1 กาหนดการกระทา หรอสภาพการณในปจจบนแลวใหพจารณาวาสงท

กาหนดใหจะเปนอยางไรในอนาคต

1.2 กาหนดการกระทาหรอสภาพการณในปจจบน แลวใหพจารณาผลกระทบ

ทเกดขนในอนาคตจากสงทกาหนดให

ตวอยาง

1. นกศกษาทมความรบผดชอบ ขยนหมนเพยร มความมานะอตสาหะสภาพ

การเรยนในอนาคตจะเปนอยางไร

2. นกศกษาทไมใสใจในการศกษาเลาเรยน มผลกระทบในอนาคตตอสง

ใดบาง และมผลกระทบอยางไร

2. ฝกการวางแผน โดยกาหนดหลกการจดมงหมาย แลวใหกาหนดขนตอนการปฏบต

เพอใหบรรลจดมงหมาย

ตวอยาง

อก 7 วนตองเดนทางไปตางจงหวด (หางจากทอยปจจบน 400 กโลเมตร) และพก

ทโรงแรมเปนเวลา 5 วน นกศกษาจะตองเตรยมตวอยางไรในแตละวนกอนวนเดนทาง

3. ฝกการพยากรณ โดยกาหนดสภาพการณตาง ๆ ทสมมตวาเปนสภาพปจจบน แลวให

ใชความร กฎเกณฑ ขอมลทมอย บอกคาตอบทจะเปนไปไดในอนาคต

ตวอยาง

1. ถาบรเวณทราบภาคเหนอทมการเกษตรใชสารเคมในการเกษตรเปนจานวนมาก

จะมผลกระทบกบสภาพนาในแมนาเจาพระยาอยางไร

2. ถานามนดบในตลาดโลกขนราคา จะมผลกระทบตอชาวนาไทยอยางไร

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 70

4. ฝกการมองภาพอนาคต โดยใหบอกสภาพของสงตาง ๆ ในอนาคตลวงหนา เปนเวลา

5 ป, 10 ป, ... 30 ป พรอมทงใหเหตผลประกอบ

ตวอยาง

1. สภาพของจงหวดของนกศกษาในอก 15 ปขางหนาจะมสภาพอยางไร

2. อาชพคนในหมบานของนกศกษาในอก 10 ปขางหนาจะมการเปลยนแปลงไป

จากปจจบนอยางไรบาง

3. อนาคตของชางไทยในอก 10 ปขางหนาจะเปนอยางไร

อปสรรคของการคดไกล

1. พอใจกบความเปนอยในปจจบน

2. ชอบแกปญหาเฉพาะหนา / หวงผลเฉพาะหนา

3. เชอพรหมลขต ไมเชอกรรมลขต

คณคาของการคดไกล

1. ชวยใหสงทจะเกดขนในอนาคตเปนสงทด เปนการเตรยมสาหรบอนาคตทด

2. เปนการปองกนไมใหเกดปญหาในอนาคต หรอปองกนใหเกดปญหานอยทสด

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 71

ดร.สรพงษ ปานจนทร

ความหมาย

การคดลกซง หมายถง การคด ททาใหเกดความเขาใจอยางถกตองและลกซงเกยวกบเรองทคด

โดยสามารถเขาใจสภาพตาง ๆ ทซบซอน ทงในภาพรวมและสวนประกอบยอยของเรองทคดได

ทกษะการคดลกซง หมายถง ความสามารถทจะคดในเรองใดเรองหนง สามารถคดและสรปใน

เรองนนไดอยางถกตอง อยางตรงประเดนและมขอมลอางอง และมความลกซง โดยเขาใจทงภาพรวม

และสวนประกอบยอยของเรองทคดได

ตวอยาง

รปสเหลยมจตรส ก ข ค ง มขนาด 4 x 4 ตารางหนวย (ดงรป)

สเหลยม ก ข ค ง นมสเหลยมทงหมดกรป

ก ข

A

B

C

D

E

F

G

H

I

J

K

L

M

N

O

P

ง ค

คาตอบ............................................รป

แนวคด

การคดเรองน ถาคดในระดบผวเผนหรอเพยงแคสงทตามองเหน มองเหนอยางผวเผนจะ

พบเพยงสเหลยมจตรสขนาด 1 ตารางหนวย 16 รป และขนาด 16 ตารางหนวย จานวน 1 รป การ

มองเหนสเหลยมอน ๆ ตองใช การคดประกอบ และการมองเหนสเหลยมจานวนมากนอยตางกนก

เปนเรองของคดทลกซงตางกน

การฝกลกษณะการคด

ตอนท 2.8 การคดลกซง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 72

สเหลยมทมอยในรปสเหลยม ก ข ค ง มดงน

สเหลยมจตรสขนาด 16 ตารางหนวย จานวน 1 รป

สเหลยมจตรสขนาด 9 ตารางหนวย จานวน 4 รป

สเหลยมจตรสขนาด 4 ตารางหนวย จานวน 9 รป

สเหลยมจตรสขนาด 1 ตารางหนวย จานวน 16 รป

สเหลยมผนผาขนาด 2 ตารางหนวย จานวน 24 รป

สเหลยมผนผาขนาด 3 ตารางหนวย จานวน 16 รป

สเหลยมผนผาขนาด 4 ตารางหนวย จานวน 8 รป

สเหลยมผนผาขนาด 6 ตารางหนวย จานวน 12 รป

สเหลยมผนผาขนาด 8 ตารางหนวย จานวน 6 รป

สเหลยมผนผาขนาด 12 ตารางหนวย จานวน 4 รป

คาตอบ รวม 100 รป

แผนภมของการคดลกซง

การใหเหตผลในเรอง การคดวเคราะหในเรอง

ทซบซอน ทซบซอน

การคดลกซง

เปรยบเทยบ การเขาใจความเปนจรง

ความสาคญกอนหลง ทอยเบองหลงปรากฏการณ

การใหเหตผลในเรองทซบซอน เปนการคดอยางมเหตผลในเรองทยงยาก ซบซอน

สามารถอางองหลกฐานและขอมลมาสรปในเรองราวทยงยากซบซอนไดอยางสมเหตสมผล

การคดวเคราะหในเรองทซบซอน เปนความสามารถในการวเคราะห ในเรองทยงยาก

ซบซอน การวเคราะหจะชวยใหมองเหนองคประกอบของสงทศกษาไดอยางชดเจน ทาใหเขาใจสง

ทศกษาไดดขน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 73

การเปรยบเทยบความสาคญกอนหลง เปนการคดหลงจากการคดในรปแบบอน ๆ

มาแลว เชน การคดวเคราะหปจจยตาง ๆ วเคราะหขอดขอเสย การคดถงประโยชนทจะเกดขน ฯลฯ

แลวนามาคดเปรยบเทยบและจดลาดบความสาคญหรอความจาเปนกอนหลง เพอจะไดรวาสงใดม

ความสาคญมากนอยกวากน สงใดตองรบปฏบตหรอรบดาเนนการกอน สงใดปฏบตทหลง สงใด

ยงไมตองปฏบตยงคอยได

ตวอยาง ถาทานนารถยนตของทานเขาตรวจสภาพ ไดผลการตรวจสภาพดงน

สงทตรวจสอบ

สภาพ

เบาะ วทย เบรค ตวถง ส ยาง นามน

เครอง

ทปด

นาฝน

ด / /

พอใช / / /

ตองแกไข / / /

สงทตรวจสอบ

สภาพ

หวเทยน ระบบกน

สะเทอน

ระบบบงคบ

ทศทาง

เครองยนต กนชน

ด /

พอใช / / /

ตองแกไข /

ทานมรายไดไมมากนกตองทยอยซอม ทานจะเลอกซอมสงใดกอน สงใดหลง

ในการพจารณาดงกลาว ทานสามารถใชตารางชวยในการตดสนใจไดโดยพจารณา

ความสาคญ และความเรงดวนในเรองเวลา แลวกรอกลงตารางดงน ตวอยางการกรอกเชน

เวลา

ความสาคญ

เรงดวน เรงปานกลาง คอยได

มาก เบรก ยาง

ปานกลาง เบาะ, ตวถง

นอย วทย, ส

เมอกรอกลงตารางแลว กจะทราบวาตองดาเนนการในเรองใดกอน เรองใดหลง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 74

การเขาใจความเปนจรงทอยเบองหลงปรากฏการณ เปนความสามารถในการคดเพอให

เกดความเขาใจถงกฎเกณฑ หรอหลกการ ทอยเบองหลงปรากฏการณทสงเกตได หรอสมผสไดดวย

ประสาทสมผสปกต

ตวอยาง

1. เหนปรากฏการณมเงาดาไปบงดวงอาทตย (เกดสรยปราคา) และเงาดาบง

ดวงจนทร (จนทรปราคา) นกวทยาศาสตรกสามารถอธบายปรากฏการณดงกลาวได

2. เหนคนจานวนมากบชาตนไมเพอขอหวย บชาจอมปลวกเพอขอหวย

กสามารถวเคราะหถงเหตผลเพออธบายปรากฏการณนได

3. อณหภมโดยเฉลยของโลกทสงขน นกวทยาศาสตรกสามารถอธบาย

ปรากฏการณดงกลาวได

การพฒนาการคดลกซง

การพฒนาใหเปนคนทคดลกซงสามารถทาไดโดยฝกตามการพฒนาการคดอยางมเหตผล

(ดงตอนท 5) ฝกตามการพฒนาการคดวเคราะห (ดงตอนท 2) แตใหสงทคดหรอสถานการณท

ยงยากหรอซบซอนมากขน สาหรบความสามารถ ในการเปรยบเทยบความสาคญกอน หลงและการ

เขาใจความเปนจรงทอยเบองหลงปรากฏการณ มตวอยางแนวการฝก ดงน

1.ฝกใหพจารณาลาดบความสาคญ โดยการกาหนดสถานการณใหวเคราะหองคประกอบ

และใหประเมนเปรยบเทยบเพอจดลาดบความสาคญขององคประกอบทวเคราะหไว

ตวอยาง

1. ถานกศกษาตองการซอรถจกรยานยนตมอ 2 นกศกษาตองคานงถง

องคประกอบอะไรบาง และองคประกอบทสาคญ 4 อนดบแรกคออะไรบาง

2. คณสมบตของผทจะเปนหวหนาหองของนกศกษา มอะไรบางและคณสมบตท

สาคญ 3 อนดบแรกคออะไร

3. คณสมบตของผทจะเปนนายกรฐมนตรของประเทศไทยคนตอไปมอะไรบาง

และคณสมบตท สาคญ 3 อนดบแรกคออะไร

2. ฝกใหพจารณาลาดบกอนหลง โดยการกาหนดสถานการณประเภททตองเลอก

การปฏบตกอนหลง และใหพจารณาจากความสาคญและความจาเปนขององคประกอบตาง ๆ ท

วเคราะหไดจากสถานการณตาง ๆ ทกาหนดให

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 75

ตวอยาง

ถาตองการสอบวชาการคดและการตดสนใจใหไดเกรด A นกศกษาตองเตรยมตว

ในดานใดบาง มสงใดบางทมความสาคญ 2 ลาดบแรก และตองปฏบตอะไรกอนหลง

3. ฝกใหวเคราะหและอธบายความจรงทอยเบองหลงปรากฏการณ โดยกาหนดสง

ปรากฏขนในสงคม หรอในชวตประจาวน แลวใหวเคราะหและอธบายถงกฎเกณฑ สาเหตททาให

เกดปรากฏการณนน

ตวอยาง

ใหนกศกษาวเคราะหและอธบายการเกดปรากฏการณตอไปน

1. นกเรยนทจบชนมธยมปลาย เลอกเรยนในสาขาแพทย วศวกรรม นเทศศาสตร

มากกวาสาขาคร สงคมสงเคราะห

2. การทประเทศไทยประสบภาวะวกฤตทางเศรษฐกจ สวนหนงมาจากวฒนธรรม

และการดาเนนชวตสวนใหญของคนไทยเอง มวฒนธรรมหรอวธการดาเนนชวตอะไรบางทมผล

ทาใหประเทศประสบภาวะวกฤตทางเศรษฐกจ

คณคาของการคดลกซง

1. ชวยใหสามารถมความร ความเขาใจเรองทตองการศกษาอยางลกซง

2. สามารถหาขอสรปในเรองทซบซอนได

3. สามารถอธบายระบบความสมพนธเชงสาเหตทอยภายในโครงสรางของเรองทคดได

4. สามารถอธบายโครงสรางและความ สมพนธขององค ประกอบตางๆ ในโครงสราง

ของเรองทคดได

5. สามารถบอกสาเหตของปญหาหรอความหมายหรอคณคาทแทจรงของสงทคดได

6. สามารถเลอกปฏบตกจกรรมทมความสาคญและจาเปนตามลาดบกอนหลง ซงจะ

ทาใหประหยดทรพยากรตาง ๆ และสามารถแกปญหาตาง ๆ ไดอยางมประสทธภาพ ทนเวลา

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 76

ความหมาย

แผนภมของการคดดคดถกทาง

ดร.สรพงษ ปานจนทร

การคดด คดถกทาง หมายถง การคดทตรงจดมงหมาย คดในทางสรางสรรค คดในแงทดท

เปนประโยชนตอตนเอง ตอสวนรวม ทงในระยะสนและระยะยาว

ทกษะการคดด คดถกทาง หมายถง ความสามารถทจะคดในเรองใดเรองหนง สามารถ

คดถงจดมงหมาย คดในแงทดและเปนประโยชนทงตอตนเอง และตอสวนรวม ทงในระยะสนและ

ระยะยาว

สวนรวม ตนเอง คดแบบ

อรรถธรรมสมพนธ

คดถงประโยชน

ในระยะสน-ยาว

คดด คดถกทาง

คดแบบรคณคาแท- รจดมงหมาย คดแบบเรา

คณคาเทยม คณธรรม

การฝกลกษณะการคด

ตอนท 2.9 การคดด คดถกทาง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 77

คดแบบอรรถธรรมสมพนธ หมายถงการพจารณาใหเขาใจความสมพนธระหวางธรรมกบ

อรรถ หรอ หลกการกบความมงหมาย 1 เชน หลกการของการบวชในพทธศาสนาคอ การสละ

โลกยวสย เพอความมงหมายคอ การบรรลการสนกเลส 2 การปฏบตหรอแนวปฏบตใดยดหลกการและ

จดมงหมายทดทถกตอง จะชวยใหการปฏบตดาเนนไปอยางถกตอง ถกทาง

ตวอยาง

1. หลกการและจดมงหมายของการแขงขนกฬา คอการจดใหมการแขงขนโดยม

จดมงหมายทจะฝกใหนกกฬาและคนเชยร มนาใจนกกฬามากขน เมอชนะกวางตวถกตอง ไมดถก

เหยยดหยามหรอเยาะเยยผแพ เมอแพกไมเสยใจจนไรสต ยอมรบวายงมความสามารถสผชนะ

ไมได และยนดกบผชนะ เปนตน ดงนนการแขงขนกฬาจงไมใชการกระทาทกวถทาง ถงแมไม

ถกตองเพอใหไดมาซงชยชนะ การแพในการแขงขนกฬาอาจสรางคนทดไดไมดอยกวาการชนะใน

การแขงขนกฬา

2. หลกการและจดมงหมายของการทาบญ คอการบรจาคทรพย สงของ หรอสงมคาทเรา

เปนเจาของ เพอเปนการลดความเหนแกตวของเรา และทาใหเกดประโยชนแกผอนหรอสวนรวม

การลดความเหนแกตวเปนการลดความตองการของเราลงไป เมอความตองการลดลงความสขก

เพมขน แตถาใครบรจาคทรพยเพอหวงไดทรพยกลบมาเพมขน หรอใหรารวยมากขนจากการ

บรจาคทรพยสน การบรจาคนไมตรงกบหลกการและจดมงหมายของการทาบญ

3. หลกการและจดมงหมายของการศกษากคอ การไดเรยนรเพอเพมพนความรใหเกด

ปญญา เพอพฒนาใหเปนบณฑต ดาเนนชวตดวยปญญา พงตนเองได เมอเขาใจหลกการและ

จดมงหมายของการศกษาแลว กสามารถเรยนรไดตลอดเวลาไมจากดแคในหองเรยนและใน

โรงเรยน แมการศกษาในระบบกจะเปนไปดวยใจรกการเรยนรอยางแทจรง ซงเปนไปตามหลกการ

และจดมงหมายของการศกษาอยางแทจรง

คดถงประโยชนในระยะสน ระยะยาว หมายถงการคดเพอใหการกระทาเกดผลทด ทงตอ

ตนเองและตอสวนรวม ทงในขณะทกาลงกระทาและในอนาคต (รวมทงอนาคตอนใกลและไกล)

-------------------------------------- 1พระเทพเวท (ประยทธ ปยตโต) “วธคดตามหลกพทธธรรม” หนา 60, 2533. 2 เสฐยรพงษ วรรณปก. “คดเปนทาเปนตามแนวพทธธรรม หนา 37, 2541.

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 78

ตวอยาง

1. การเปนผคายาบา อาจจะไดเงนด รารวยอยางรวดเรว แตผเสพยาบา ผสรางความรารวย

ใหกบผขายจะเสยอนาคต อาจกลายเปนขโมย สรางความเดอดรอนใหกบสงคม มผลเสยตอ

ครอบครวตนเองและสงคมสวนรวม ยงผขายรารวยมาก ยงมลกคาผเสพยาบามาก ยงทาใหผเสพ

เสยอนาคตจานวนมากขน ผลเสยตอครอบครวผเสพและสงคมยงมากขน ดงนนการเปนผคายาบา

จงไมเปนประโยชนทงในระยะสนและระยะยาว

2. การเรงพฒนาความสามารถของตนเอง ทาใหเปนผมความร ความสามารถตงแตยง

เยาววย จะทาใหสามารถทาประโยชนใหกบสวนรวมและตนเองไดเรวขนและไดมากขน ดงนนจง

ไมควรปลอยใหเวลาผานไปโดยไมพฒนาตนเอง

3. การทจรตในการสอบ แมในระยะสนอาจไดประโยชนเปนคะแนนทเพมขน แตในระยะ

ยาว เมอถงคราวตองใชความรความสามารถในเรองนนๆ อาจขาดความรและทกษะทจะนาไปใชใน

การคด และการแกปญหากอาจขาดประสธภาพ

คดแบบรคณคาแท – คณคาเทยม คณคาแทในทน หมายถง คณคาหรอประโยชนของสง

ทงหลายในแงทสนองความตองการของชวตโดยตรง หรอสรางคณภาพชวต หรอเพอแกปญหา เพอ

ความดงาม หรอการดารงอยไดของชวต กอใหเกดประโยชนสขทงตอตนเองและผอน เปนความ

ตองการทเกดจาก ฉนทะ (ความตองการทเปนกศล) สวนคณคาเทยม หมายถง คณคาทมนษยเปน

ผสรางหรอมโนภาพขนมาเอง เปนคณคาทพอกเพมใหแกสงใดสงหนงเพอสนองความตองการของ

ตนเอง หรอเพอเสรมราคา ขยายความมนคง ยงใหญของตวตนทยดมน อาจเรยกวาคณคาสนอง

ตณหากได เปนความตองการทเกดจาก ตณหา (ความตองการเพอสนองความอยาก)

คดแบบรคณคาแท - คณคาเทยม หมายถงการคดทเกยวของกบ “ความตองการ” และ

“การประเมนคณคา” ถาคดเพยงแตสนองตณหาของตนไมวากบสงใด กคดดวยคณคาเทยม แตถา

คดถงแกนหรอคณประโยชนทแทจรงของสงนน กเรยกวาคดดวยคณคาแท

ตวอยาง

1. คณคาแทของนาฬกา มไวเพอใชบอกเวลาใหไดถกตอง นาฬการาคา 500 บาทถง 3,000

บาท กสามารถบอกเวลาไดถกตอง ดงนนนาฬการาคาเรอนแสนกมคณคาแทในการบอกเวลาใหได

ถกตองเพยง 3,000 บาทเทานน สวนทเกนอกเปนแสนบาทเปนราคาของ คณคาเทยมของนาฬกา

เชนเปนราคาของการบอกความมฐานะทรารวย การเปนเครองประดบ เปนตน

2. คณคาแทของเสอผาทสวมใส คอเพอปกปดสวนทควรปกปดของรางกาย ใหความ

อบอนแกรางกาย และเสรมบคลกภาพใหเหมาะสม ดงนนถาซอเสอผาเพอจดประสงค ดงกลาว

กเปนการใชคณคาแทของเสอผา แตถาซอโดยพจารณาจากเครองหมายการคาทถอวาใส แลวแสดงถง

ผมรสนยมสง เทห เปนของนอก เปนของทดารานยม กเปนการซอเสอผาดวยคณคาเทยม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 79

คดแบบเราคณธรรม เปนวธคดในแนวสกดกน หรอบรรเทาและขดเกลาตณหาจงจดได

วาเปนขอปฏบตระดบตน ๆ สาหรบสงเสรมความเจรญงอกงามแหงกศลธรรม และเสรมสราง

สมมาทฐทเปนโลกยะ การคดแบบเราคณธรรมนเปนการคดในแงด ในแงทเปนประโยชน และเปน

การคดทเปนจดเรมตนของการกาหนดจดมงหมายทด แตละคนมความคดตอสงเดยวกนแตกตางกน

เชน เมอสอบตก บางคนคดวาเปนเพราะตวเองไมฉลาด เปนคนโชคไมด กเกดความทอแท แตบาง

คนคดวาเปนเพราะตวเองยงพยายามนอยไป มวธการเรยนไมถกตอง กจะพยายามศกษาเพมเตมมาก

ขน การคดแบบหลงนเปนการคดแบบเราคณธรรม

การพฒนาการคดด คดถกทาง

การพฒนาใหคนคดด คดถกทาง สามารถทาไดโดยฝกใหคดแบบอรรถธรรมสมพนธ

คดถงประโยชนในระยะสนระยะยาว คดแบบรคณคาแท -คณคาเทยม และคดแบบเราคณธรรม

เปนการคดฝกคดทงแบบแยกคดแตละแบบและคดแบบผสมผสาน ตวอยางแนวทางฝกเพอพฒนา

การคดด คดถกทาง ไดแก

1. ฝกพจารณาความสอดคลองของการกระทา หลกการ และจดประสงค ทาไดโดย

1.1 กาหนดหลกการและจดมงหมาย แลวใหพจารณาวาการกระทาใดเปนไปตาม

หลกการและจดมงหมาย

1.2 กาหนดกจกรรมหรอการกระทา แลวใหพจารณาวามจดมงหมาย

ตวอยาง

1. หลกการของการบวชในพทธศาสนาคอ การสละโลกยวสย เพอความมงหมาย

คอ บรรลสนกเลส การบวชตอไปนสอดคลองกบหลกการและจดประสงคหรอไม

- ปลดเกษยณแลวไมตองทางาน สละชวตแบบปถชนไปบวชเมอปฏบตธรรม

- มความรทางโหราศาสตร ไปบวชเพอเปนพระหมอด ชวยเหลอชาวบาน

2. เราเลอกซออาหารเพอจดประสงคอะไร

2. ฝกพจารณาถงประโยชนสวนตว สวนรวมในระยะตาง ๆ โดยกาหนดการกระทาแลว

ใหพจารณาประโยชนหรอโทษทเกดขน

ตวอยาง

1. การออกกาลงอยางสมาเสมอ มผลประโยชนตอตนเอง ตอสวนรวมทงใน

ปจจบนและในอนาคตอยางไรบาง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 80

2. การชวยมหาวทยาลยประหยดไฟฟาและนาประปา มผลประโยชนตอตนเอง ตอ

สวนรวมทงในปจจบนและในอนาคตอยางไรบาง

3. ฝกพจารณาคณคา โดยกาหนดสงของหรอกจกรรมตาง ๆ แลวใหพจารณาคณ

คาทถกตองของสงทกาหนดขน

ตวอยาง

1. นาฬกามคณคาทสาคญคออะไร

2. เราบรจาคเงนทาบญเพอจดประสงคอะไร

3. อาชพครมคณคาตอสงคมอยางไร

4. นกการเมองมคณคาตอสงคมอยางไร

4. ฝกการคดในแนวทางทเราคณธรรม โดยกาหนดสถานการณแลวใหฝกพจารณา

แนวคดทเราคณธรรม

ตวอยาง

1. เพอนอกหกมาพบและมอารมณเสยใจมาก นกศกษาจะใหคาแนะนาหรอให

แนวคดกบเพอนวาอยางไร

2. ผทไดรบเงนทนกยมเพอการศกษาของรฐ เมอศกษาจบแลวนกศกษาคดวาเขา

ควรคดอยางไรกบทนทไดรบน

3. ถานกศกษาพบเพอนทสนทกนมาตงแตเรยนระดบมธยมศกษา แตเพอน

ทางาน ไมไดเรยนตอ นกศกษาพบวาในขณะนเพอนกาลงตกงาน นกศกษาจะใหคาแนะนาหรอ

แนวคดกบเพอนวาอยางไร

คณคาของการคดด คดถกทาง

1. ชวยใหการกระทาหรอการปฏบตเปนไปอยางถกตอง และมโอกาสบรรลจดมงหมายมากขน

2. เปนการสกดจดเรมตนของการประพฤตผด ประพฤตมชอบ

3. ชวยใหการดาเนนชวตไปในทางทถกตอง งดงามมคณคาและเปนประโยชนทงตอ

ตนเองและสวนรวม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 81

หนวยท 3

การพฒนากระบวนการคดรปแบบตาง ๆ

การพฒนากระบวนการคดรปแบบตาง ๆ

กระบวนการคด หมายถง รปแบบการคดทมขนตอนของการคดเปนลาดบขน ในแตละ

ขนตอนของการคดตองใชทกษะการคดหรอลกษณะการคดหลาย ๆ แบบมาประกอบกน การคดท

เปนกระบวนการคดมอยหลายรปแบบ ทสาคญไดแก

การคดรเรมสรางสรรค (Creative Thinking) เปนกระบวนการการคดทใหผลของการ

คดทเปนสงแปลกใหมทมคณคา มประโยชน เชน สงประดษฐแบบใหม วธดาเนนการแบบใหม

กระบวนการผลตใหม แนวคดใหม ทางเลอกใหม เปนตน

การคดอยางมวจารณญาณ (Critical Thinking) เปนกระบวนการคดทมการพจารณา

ไตรตรอง และการใชเหตผล เพอประกอบในการตดสนใจหรอในการเลอก เชน เลอกกระทา

หรอไมกระทา ความเชอหรอไมเชอ เปนตน

การคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร (Scientific method Thinking) เปน

กระบวนการการคดทใชในการค ดแกปญหาหรอแสวงหาความรมกระบวนการหรอขนตอน

ตามลาดบคอขนปญหา ขนตงสมมตฐาน ขนรวบรวมขอมล และขนสรป ในแตละขนตอนของ

กระบวนการตองใชความคดเปนทกษะการคด หรอลกษณะการคดในหลาย ๆ แบบมาประกอบกน

การคดเลยนแบบอรยสจ 4 (Noble Truth Thinking) เปนการคดทเลยนแบบกระบวนการ

คดของอรยสจ 4 ของพทธศาสนา ในอรยสจ 4 ประกอบดวย 2 สวน คอสวนทเปนเนอหา ซงเปน

เรองทเปนความจรงทเกยวของกบชวตของทกคน กบ สวนทเปนวธการแหงปญญา ซงเปนระบบท

แกไขปญหาดวยเหตผล เปนระบบวธแบบอยาง ซงวธการแกปญหาใด ๆ กตามทจะมคณคาและ

สมเหตสมผล จะตองดาเนนไปในแนวเดยวกนเชนน (พระราชวรมน 2528 : 112 – 113)

คณคาของกระบวนการคด

กระบวนการคด เปนลาดบการคดเพอแกปญหาหรอแสวงหาความร ทเรมตงแตปญหาจน

สามารถไดคาตอบหรอวธการททาใหปญหาลดลงหรอหมดไป การปฏบตการการคดตามลาดบ

ขนตอนของการคดแตละแบบชวยใหการคดในเรองตาง ๆ มประสทธภาพมากขน และประสบ

ความสาเรจในการคดไดมากขน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 82

ความหมาย

การพฒนากระบวนการคด

ตอนท 3.1

กระบวนการคดรเรมสรางสรรค

อ.ขนษฐา เจรญพานช

ความคดรเรมสรางสรรค ( Creative Thinking) เปนกระบวนการคดทใหผลการคดทเปน

สงแปลกใหม มคณคา มประโยชน ผลการคดอาจออกมาในรปของ ประดษฐกรรมใหม แนวทางใน

การแกปญหาแบบใหม กระบวนการผลตใหม ทางเลอกใหม เปนตน

กระบวนการคดรเรมสรางสรรค

กระบวนการคดรเรมสรางสรรคมผคดไวมากมาย ในทนจะนากระบวนการคดรเรม

สรางสรรคทงายตอการฝกหด 3 แบบ ซงเปนของ โรเจอร วอน โอช , เดวด เพอรกน และอเลก

ซานเดอร ออสบอรน มาเปนตนแบบการฝกดงน

1. ขนตอนการพฒนาความคดรเรมสรางสรรคของโรเจอร วอน โอช1(Roger von Oech)

กระบวนการคดรเรมสรางสรรค ตามแนวคดของโรเจอร วอน โอช (Roger von Oech)

จากหนงสอ ซดสกปาบ เพมพลงความคดสรางสรรค (A Kick in the Seat of the Pants) แปลโดย

พทยา สทธอานวย ไดอปมาอปมยขนตอนทควรกระทาในการสรางความคดรเรมสรางสรรค โดย

เทยบเคยงกบบทบาทของบคคลตางๆดงน

นกสารวจ ศลปน ผพพากษา นกรบ

แตละบทบาทประกอบดวยรปแบบของการคดทแตกตางกนออกไป ดงน

---------------------------------------------- 1 พทยา สทธอานวย “ซดสกปาบ เพมพลงความคดสรางสรรค” แปลจาก

A Kick in the Seat of the pants ของ Roger von Oech พ.ศ. 2536

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 83

นกสารวจ มบทบาทในการ แสวงหาวตถดบซงจะนามาสรางความคดใหม ซงจะเปน

ขอเทจจรง มโนทศน ประสบการณ ความร ความรสกทสามารถหามาได ดงนนจงตองเปนนก

สารวจทมองหาวตถดบตาง ๆ มาใชสรางความคดใหม ๆ

ศลปน มบทบาทในการ สรางความคดใหมหรอจนตนาการ เพอเปลยนแปลงขอมลทนก

สารวจเกบมาแลวแปลงไปเปนความคดใหม ๆ ซงใชความคดหลากหลายแบบ เชน นามาจดใหม

สรางกฎเกณฑใหม มองกลบดาน ใชลางสงหรณ ใชจนตนาการ เปนตน

ผพพากษา มบทบาทของผประเมน สงทศลปนสรางขน แลวตดสนใจวามคณคามประโยชน

หรอไม และจะนาไปปฏบต นาไปปรบปรง หรอทงไป

นกรบ มบทบาท นาเอาความคดทผพพากษาไดประเมนวาควรคาหรอเหมาะสมไปส การ

ปฏบต

แตละขนตอนสามารถยอนกลบได เชน ขนตอนสรางความคดใหม (ศลปน) ถาขอมลไมพอ

กสามารถกลบไปขนสารวจขอมลเพมเตมได

ตวอยาง : สถานการณทเปนปญหาทใชฝกความคดรเรมสรางสรรคตามแนวคดของโรเจอร วอนโอช

1. สมมตใหนกศกษาเปนประธานฝายสรางสรรคของบรษทรบจางทาโฆษณา มบรษท

ผลตแชมพสระผมทผสมสมนไพร มสรรพคณในการปองกนผมรวง ปองกนผมหงอก และสามารถ

แกผมทหงอกใหกลบดาได มาตดตอใหบรษทของทานทาภาพยนตรโฆษณาในเวลา 30 วนาทให

ทานกาหนดเรองราวทจะมในภาพยนตรโฆษณา พรอมคาโฆษณาหรอคาพดทมในภาพยนตร

ดงกลาว

2. ใหนกศกษาคดออกแบบเหรยญหรอธนบตรรปแบบใหม พรอมระบเหตผลประกอบ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 84

ทกษะการคดและลกษณะการคดในกระบวนการคดรเรมสรางสรรค

ดงนนขนตอนการสรางความคดรเรมสรางสรรคตามแนวคดของโรเจอร วอน โอช แตละ

ขนตอนควรตองใชทกษะการคดและลกษณะการคดเพอสนบสนนใหคดไดอยางมประสทธภาพ

สรปไดดงน

นกสารวจ

(หาขอมล)

ศลปน

(สรางความคดใหม)

ผพพากษา

(ประเมนความคด)

นกรบ

(ปฏบต)

ขนตอน

- รจดมงหมาย

ของตนเอง

- คดดดแปลงตอ

เตม

- ประเมนดาน

บวก ดานลบ

- วางแผน

- ปฏบต

การคด - หาขอมลจาก - คดใหม - ประเมนความ ฯลฯ

รเรม หลายแหลง - มองตางมม เปนไปได

สราง - จดบนทกความ หรอกลบมม ฯลฯ

สรรค คดใหม ๆ - ปลอยเวลาเพอ

ฯลฯ บมความคด

ฯลฯ

• การคดคลอง • การคดรเรม • คดด - • คดละเอยด

และหลาก - ดดแปลง คดถกทาง ชดเจน

ทกษะ หลาย - ตอเตม • คดไกล • คดไกล

การคด • การคดรเรม - ปรบเปลยน • คดกวาง

และ -มมมมอง

หลากหลาย

- จนตนาการ รอบคอบ

ลกษณะ - สรางทางเลอก - คดนอกกรอบ • คดอยางม

การคด หลากหลาย ความคดปกต เหตผล

ทควรใช - คดออกนอก • คดวเคราะห

กรอบความคด และผสมผสาน

ปกต

• คดวเคราะห

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 85

2. ขนตอนการพฒนาความคดรเรมสรางสรรคของ เดวด เพอรกนส ( David Perkins )

เดวด เพอรกนส1 (David Perkins) เสนอวธการพฒนาความคดสรางสรรค โดยยดหลกวา

งานสรางสรรคทกชนดทงทเปนรปธรรมเชน สงประดษฐ และนามธรรม เชน กฎหมาย หลกการ

ทฤษฎ เกดขนจากมลเหต จงใจในการออกแบบของผประดษฐคดคน หรอ “Creative by Design ”

ดงนนการวเคราะหสงตาง ๆ ในแงการออกแบบจะทาใหเขาใจสงนนอยางลกซง สามารถอธบาย

เหตผลประกอบการออกแบบนนได และมองเหนจดทจะนาไปพฒนาปรบปรงอยางสรางสรรค

วเคราะหในแงการออกแบบ

1. จดประสงค ความเขาใจอยางลกซง

2. โครงสราง

3. รปแบบจาลอง มองเหนจดทนาไปพฒนา

4. เหตผลและขอโตแยง ปรบปรง อยางสรางสรรค

ตวอยาง การวเคราะหในแงการออกแบบทนาไปสการแกไขปรบปรง:วเคราะหเปกกดกระดาษ

1. จดประสงคของการออกแบบ คอ เปกมไวเพอกดวสดทเปนแผนบาง ๆ เชน กระดาษให

ตดอยกบแผนปายหรอกาแพง

2. โครงสราง ประกอบดวยสวนหว ซงมลกษณะกลมกวาง และสวนกนจะมความยาวเทา

เขมขนาดสน และมปลายแหลม

3. รปแบบจาลอง ถาจะวาดแบบจาลองของเปกทงรปแนวตงและแนวนอน จะไดดงรป

---------------------------------------------- 1 สมศกด ภวภาดาวรรธน ดร. “เทคนคการสงเสรมความคดสรางสรรค”

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 86

4. เหตผลและขอโตแยง

“ทาไมสวนหวของเปกจงตองกวางกลม ” ทงนเพอสะดวกในการใชหวแมมอกดและเปน

ประโยชนในการกดกระดาษใหอยกบท และ “ทาไมสวนปลายเขมจงตองแหลม ” ทงนเพอสะดวก

ในการกดลงไปบนพนของแผนปายนนเอง และ “ทาไมกานจงตองสน ” ทงนเพราะจะไดไมตอง

ออกแรงมากในการกดและสะดวกในการถอนเปกออก

5. พฒนาปรบปรงอยางสรางสรรค

จากการวเคราะหในแงการออกแบบเปกกดกระดาษ จะทาใหเขาใจเรองเปกอยางลกซง

และมองเหนจดทจะนาไปปรบปรงหรอพฒนาอยางสรางสรรค เชน

เปนเปกทไมมเขม เปนเปกหวแบนมน

(แผนโลหะกบแมเหลก) เพอประหยดโลหะ

3. ขนตอนการพฒนาความคดรเรมสรางสรรคของ อเลกซานเดอร ออสบอรน (Alexander Osborn )

อเลกซานเดอร ออสบอรน เสนอวธการพฒนาความคดรเรมสรางสรรค โดยการนาสงทม

อยเดมซงไรประโยชน มาสรางสรรคใหเปนสงของใหมภายใตแนวทางกระตนคดในแงมมตางๆ

ซงแนวคดนนยมใชเพอแสวงหาแนวทางใหมๆในการปรบปรงผลตภณฑเดม การออกแบบ

ผลตภณฑใหม การปรบปรงและพฒนาโครงสรางการบรหารหรอ เพอคดหาแนวทางใหมๆอะไรก

ไดทตองการเปลยนแปลงจากรปแบบเดมใหเปนสงใหมทดขน โดยมแนวทางกระตนคด ดงนคอ

1. นาไปใชทางอนไดอกไหม ( Put to other uses?) : ลองพจารณาวามสวนไหนใชทา

ประโยชนไดอกหรอถาปรบเปลยนสกเลกนอยแลวจะสามารถนาไปใชอยางอนได

2. นาไปปรบหรอดดแปลงใชอยางอนไดหรอไม ( Adapt?) : ลองพจารณาวามสวนไหนท

ดดแปลงใชทาอยางอนได หรอสามารถนาไปเลยนแบบอะไรหรอเลยนแบบใครไดบาง

3. ปรบเปลยนไดหรอไม (Modify?) : ลองพจารณาวามสวนใดทยงไมเหมาะสม และถา

เปลยนอยางอนจะเกดผลอยางไรดขนไหม

4. เพม/ ขยายชนสวนสงทมอยไดหรอไม ( Magnify?) : ลองพจารณาวาถาเพมวสด

อะไรเขาไปจงจะเหมาะสมและจะเกดผลอยางไร เชน เพมลวดลาย, เพมความสง, เพมความยาว,

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 87

การพฒนาความคดรเรมสรางสรรค

เพมความแขงแรง, เพมเวลา, เพมสวนผสม ฯลฯ

5. ลด/ ตดทอนสงทมอยไดหรอไม ( Minify?) : ลองพจารณาวาถาตดอะไรออกไปจงจะ

เหมาะสมและจะเกดผลอยางไร เชน ยอสวนลง, ทาใหตาลง, ทาใหเตยลง, ทาใหเบาลง, แยก

บางสวนออกหรอตดทงออกไปเลย

6. จะใชอะไรทดแทนไดหรอไม ( Substitute?) : ลองทดแทนสงเดมดวยสงอนๆแลว

พจารณาวาไดอะไรใหมๆขนมาบาง โดยอาจใชวสดอนแทน ใชใครแทน ใชกระบวนการอน ใช

สถานทอนหรอ ใชทฤษฏอน

7. นาไปจดใหมไดหรอไม ( Rearrange?) : ลองพจารณาวามชนสวนใดทเปลยนถายกนได

ลองจดรปแบบใหมหรอจดลาดบความสาคญใหม

8. นาไปสลบใหมไดหรอไม ( Reverse?) : ลองคดมมกลบในทางตรงขาม ลองเปลยน

หนาทหรอสลบบทบาท

9. นาไปผสม/ รวมสงทมอยไดหรอไม ( Combine?) : ลองผสมผสานความคดตางๆเขา

ดวยกนเพอใหเกดไอเดยใหมๆ เชน นาวสดอนมาผสมผสาน นาแนวคดอนมารวมกน

ตวอยาง : สถานการณทเปนปญหาทใชฝกความคดรเรมสรางสรรคตามแนวคดของออสบอรน

ใหนกศกษาเลอกนาวสดเหลอใชมาประดษฐเปนเครองมอหรอของใชเพอนาไปใช

ประโยชนในชวตประจาวน โดยนกศกษาอาจดดแปลงวสดนนใหเปนรปแบบทนกศกษาตองการ

ได (พยายามคดใหแปลกใหมมากทสดเทาทจะคดได) พรอมทงบรรยายขนตอนการประดษฐ

โดยสงเขป รวมทงบอกวตถประสงคของการนาไปใช

การพฒนาความคดรเรมสรางสรรคสามารถทาไดโดยกาหนดสถานการณทเปนปญหา เพอกระตน

ใหเกดของใหม เชน แนวความคดใหม สงประดษฐใหม วธการใหม หรอการปรบปรงของเดมใหดขน

ตวอยาง สถานการณทเปนปญหาทใชฝกความคดรเรมสรางสรรค

1. ใหนกศกษาคดเกมทใชเลนแบบกงแขงขนสาหรบคน 5 - 10 คน โดยมไขและกระดาษ

หนงสอพมพเปนอปกรณ

2. ใหนกศกษาคดกฬาแบบใหมขน โดยปรบปรงหรอดดแปลงมาจากกฬาบาสเกตบอล

3. ใหนกศกษานกถงสงของ ของใช อปกรณ หรอเฟอรนเจอร อนใดอนหนง มสวนใดหรอ

องคประกอบใดของสงของนนทนกศกษาไมพอใจใหนกศกษาออกแบบสงของนนใหมใหเปนไป

ตามความตองการของนกศกษา

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 88

ปจจยเสรมและอปสรรคทมผลตอความคดรเรมสรางสรรค

คณคาของการคดรเรมสรางสรรค

4. ใหนกศกษา นาของเหลอใช/ ไรประโยชนมาสรางสรรคใหมใหเปนชนงานตามความ

ตองการของนกศกษา

ปจจยเสรม ไดแก

1. การมความสามารถในทกษะการคดและลกษณะการคดทเกยวของ เชน การคดคลองคด

หลากหลาย การคดรเรม การคดวเคราะหผสมผสาน การคดดคดถกทาง คดไกล คดกวางรอบคอบ

คดละเอยดชดเจน และคดอยางมเหตผล

2. การมลกษณะนสยประจาตวทตองการสงทดขน ตองการสงใหม ๆ ทดขนกวาเดม ไมตด

ยด ในระเบยบหรอกฎเกณฑมากเกนไปและเปนคนมอารมณขนใจกวางและเชอมนในตนเองใน

ระดบทเหมาะสม

3. การให เวลาในการคด เพราะการคดรเรมสรางสรรค ทาใหเกดความคดใหม ซงมกจะเปน

การ “แวบ!” หรอคดได หรอมองเหนดวยความคดแบบทนททนใด หรอตองคอยเวลาจนกวาจะ

“แวบ!”

อปสรรค ไดแก

1. ความพอใจกบสงทมอยหรอคดวาสงทมอยดทสดแลวเชนคดวาคาตอบทมอยถกตอง

ทสดแลว

2. ชอบคดวาของใหม สงใหม ไมถกหลกเกณฑทมอย

3. การเนนเรองการปฏบตมาก ทาใหความคดรเรมสรางสรรคไมถกนามาใช เพราะ

ความคดใหมๆ เมอนาสการปฏบตจะมอปสรรคมากมาย เพราะการปฏบตเดมจะทาตามหรอทาให

สอดคลองกบความคดเดม (ซงเปนความคดรเรมสรางสรรคในอดต)

4. การวพากษวจารณในแงของการไมยอมรบในแงของการหกรางไมสนบสนน ไมเปนการเปด

โอกาสใหผมความคดใหม ๆ ไมเปนการใหกาลงใจผมความคดใหม ๆ ซงตอไปจะทาใหเกดความรสก

ไมด ความรสกลมเหลว และไมกลาเสนอความคดรเรมสรางสรรคอกเลย

การคดรเรมสรางสรรคทาใหไดสงใหม ๆ เชน ประดษฐกรรมใหม แนวทางแกปญหาใหม

กระบวนการผลตใหม ทางเลอกใหม ฯลฯ ทมคณคา และมประโยชน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 89

ความหมาย

กระบวนการคดอยางมวจารณญาณ

การพฒนากระบวนการคด

ตอนท 3.2

กระบวนการคดอยางมวจารณญาณ

อ.ภคศภร กาญจนกล

การคดอยางมวจารณญาณ (Critical Thinking) เปนกระบวนการคดทมการพจารณากลนกรอง

ไตรตรองอยางดแลว เพอใหเกดผลของการคดทรอบคอบ สมเหตสมผล และมคณคา

กระบวนการคดอยางมวจารณญาณ เรมตนเมอมปญหาเกดขน เรมคดดวยการ ตงเปาหมาย

ในการคด และประเดนในการคด วาคออะไร และม วตถประสงคในการคดวา อยางไร จากนนจง

ประมวลขอมล ความร และความคดเหนทเกยวของมาทาการพจารณา กลนกรอง ไตรตรอง โดยใช

ทกษะการคดตางๆ แลวประเมน โดยใชหลกเหตผล หลกสถต และหลกคณธรรม เพอใหไดผลการ

คด (การตดสนใจ การแกปญหาและทางปฏบต ) ทรอบคอบ สมเหตสมผล และมคณคา

(คณธรรม)

ปญหา

เปาหมายในการคด

ประเดนในการคด

การพจารณา

กลนกรอง

ไตรตรอง

ความคดเหน

ขอมล ความร

ทกษะการคด

ทกษะการคด

หลกการ

ประเมน

-หลก

เหตผล

-หลกสถต

-หลก

คณธรรม

ผลการคด

-การตดสนใจ

-การแกปญหา

-แนวทาง

ปฏบต

-ฯลฯ

ทรอบคอบ

สมเหตสมผล

และมคณคา

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 90

ตวอยาง เหตการณหรอสถานการณท ตองใชการคดอยางมวจารณญาณ ไดแก เมอไม

เปนไปตามทคาดหวง หรอ ตองตดสนใจเลอก เชน

- การเลอกคครอง - การเลอกวชาเลอก

- การเลอกอาชพ - การทจะตดสนใจในการลงทน

- การลงทนเพมเตมในธรกจ - การจะใหเพอนยมเงนจานวนมาก

- การวางแผนการเรยน - การกาหนดระเบยบการแตงกายของนกศกษา

- การจดนทรรศการของชมรม - การจดกจกรรมกฬาสาธารณะ

- การจดกจกรรมวนไหวคร - การทาแทงเสร

- การออกกฎหมายใหทกคนมสทธการขอตาย - ฯลฯ

ทกษะการคดและลกษณะการคดในกระบวนการคดอยางมวจารณญาณ

ในแตละขนตอนของกระบวนการคดอยางมวจารณญาณควรตองใชทกษะการคดและ/หรอ

กระบวนการคด ดงน

กระบวนการ

คดอยางม

วจารณญาณ

ปญหา

เปาหมายใน

การคด

ประเดนใน

การคด

การพจารณา

กลนกรอง

การไตรตรอง

การประเมน

ผลการคด

ทรอบคอบ

สมเหตสมผล

และมคณคา

ทกษะการคด

ลกษณะการ

คดทควรใช

-การคดวเคราะห

-การคดลกซง

-การคดละเอยด

ชดเจน

-การคดวเคราะห

และผสมผสาน

-การคดลกซง

-การคดอยางม

เหตผล

-การคดกวางและ

รอบคอบ

-การคดลกซง

-การคดไกล

-การคดละเอยด

ชดเจน

-การคดดคดถก

ทาง

-การคดอยางม

เหตผล

-การคด

ผสมผสาน

-การคดดคดถก

ทาง

-ขอมลทางสถต

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 91

การพฒนากระบวนการคดอยางมวจารณญาณ

การพฒนาการคดอยางมวจารณญาณสามารถทาไดโดยการสรางสถานการณหรอเหตการณ

ทเปนปญหาในระดบทไมสามารถใชวธการใดวธการหนงแกไดทนท ตองมการ ประมวลขอมล

ความร หรอขอคดเหนตาง ๆ อยางกวางขวาง มาประกอบการพจารณากลนกรอง ไตรตรอง และ

ประเมนอยางรอบดาน เพอใหเกดผลการคดทรอบคอบและสมเหตสมผล ลกษณะเดนของ

สถานการณ หรอเหตการณทเหมาะสมกบการฝกคดตามกระบวนการคดอยางมวจารณญาณ ไดแก

1. สถานการณหรอเหตการณทตองมการระบเปาหมายทชดเจน

2. มการประมวลขอมล ความร ขอคดเหน หรอประสบการณมารวมการ

พจารณากลนกรอง ไตรตรอง และประเมนอยางรอบดาน

3. กอนไดคาตอบ ตองมการคดแบบการพจารณา การกลนกรอง การไตรตรอง

การประเมน เพอใหไดผลการคดทรอบคอบ สมเหตสมผล และมคณคา

ตวอยาง สถานการณหรอเหตการณทใชฝกการคดอยางมวจารณญาณ

1. จานวนผพการในประเทศมจานวนมากพอสมควร แตรฐยงไมสามารถจด

สถานทฝกอบรมหรอใหการศกษาแกผพการไดอยางพอเพยง ผพการจงขาดโอกาสในการเขารบ

การศกษา จงมผเสนอใหเดกพการเขาเรยนรวมกบเดกปกตในโรงเรยนทวไป ดงนนในบาง

โรงเรยนจงมผพการเขาเรยนรวมกบนกเรยนปกต ทานเหนดวยกบวธการแกปญหาดงกลาวหรอไม

และทานมขอเสนอแนะวธการในแกปญหาดงกลาวทเหมาะสมเปนอยางไร

2. สชาต และวรตน เคยเปนเพอนทสนทกนมาก เมอมปญหาเกดขนกบผใดอกคน

หนงจะใหความชวยเหลอเปนอยางดตลอดมาตอมาวรตนไดแยกยายไปประกอบอาชพทตางจงหวด

และไดมครอบครวทจงหวดนน แตทงสองกยงตดตอและใหความชวยเหลอซงกนและกนอยางเชน

เคยเปนมา มาวนหนงวรตนไดมาหาสชาตดวยทาทางทวตกกงวล ตนตระหนก และไดเลาเหตการณ

ทเกดขนกบตนวา ไดมความขดแยงกบเพอนรวมงาน เกดการววาทขน เพอนรวมงานเขามาทาราย

ตนจงตอสและฆาเพอนรวมงานตาย จงหนมาขอความชวยเหลอจากเพอน ถาทานเปนสชาตทานจะ

ชวยเหลอเพอนของทานอยางไร

3. นกศกษาคดวาสาขาวชาทนกศกษาเรยนนมอาชพอะไรและเหมาะสมกบ

นกศกษาหรอไมถาเหมาะสมนกศกษาจะตองเตรยมตวอยางไร จงจะทาใหมความกาวหนาในอาชพ

ในอนาคตและถาไมเหมาะสมนกศกษาจะตองเตรยมตวอยางจงจะมอาชพทเหมาะสมกบตนเองหรอ

ทาตนเองใหเหมาะสมกบอาชพดงกลาวน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 92

ปจจยเสรมและอปสรรคทมตอการคดอยางมวจารณญาณ

ปจจยเสรม ไดแก

1. การมความสามารถในทกษะการคดและลกษณะการคดทเกยวของ เชน การ

คดวเคราะหและผสมผสาน การคดลกซง การคดอยางมเหตผล การคดกวางและรอบคอบ การคดไกล

การคดละเอยดชดเจน การตดสนใจ เปนตน

2. ผคดหรอผรวมคดตองเปนผมความรความสามารถกวางขวาง หลากหลาย

สาขาวชาการและประสบการณ

3. ขอมลทใชในการคดทสมบรณ ครอบคลมทกดาน ทงขอมลทางวชาการ

ขอมลทางสงคม ขอมลทางสงแวดลอม และขอมลเกยวกบตนเอง เปนปจจยสาคญของผลของการ

คดทรอบคอบ สมเหตสมผล และมคณคา

4. การระดมสมองและการรวมคดจากบคคลทเหมาะสมในจานวนทเหมาะสม

จะไดผลของการคดอยางมวจารณญาณ

5. ตองสนใจขาวสาร ขวนขวายหาความรอยตลอดเวลา ทนโลกทนเหตการณ

อปสรรค ไดแก

1. การเปนคนมกงายไมชอบคด เรงทากอน มปญหาเอาไวแกภายหลง

2. การมขอมลทไมสมบรณ ขาดความรทางวชาการทเพยงพอ ขาดความ

คดเหนทเหมาะสม

3. มทศนะทคบแคบ มอคต ไมคอยยอมรบทศนะทตางไปจากตน

คณคาของการคดอยางมวจารณญาณ

การคดอยางมวจารณญาณ จะใหผลของการคดเชน การตดสนใจ วธการในการแกปญหา

แนวทางในการปฏบต ขอเสนอแนะฯลฯ ทมความรอบคอบ สมเหตสมผลและมคณคา เชน

1. ทาใหผลการคดถกตองตรงตามความเปนจรง

2. ชวยใหเปนคนใชเหตผลมากกวาการใชอารมณ

3. ชวยใหเปนคนสขมรอบคอบ อารมณหนกแนน และมความยตธรรม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 93

การพฒนากระบวนการคด

ตอนท 3.3

กระบวนการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร

อ.อกนษฐ ศรภธร

ความหมาย

การคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร เปนขนตอนการคดเพอ ใชในการแกปญหาหรอ

หาคาตอบของปญหา ลาดบขนตอนของกระบวนการคดน ไดแนวคดมาจากการวเคราะหวธการ

คนหาความรของนกวทยาศาสตร โดย หลกสาคญของการคดแบบนคอ การคาดคะเนคาตอบ

ลวงหนา (สมมตฐาน) ของปญหา และการหาขอมลมาตรวจสอบวาการคาดคะเนคาตอบนนถกตอง

หรอไม

การคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร ไมไดใชเฉพาะแกปญหาทางวทยาศาสตรเทานน

แตสามารถใชในการแกปญหาไดหลากหลายสาขา และใชแกปญหาไดทกปญหา กอนทจะเขาส

เนอหาของกระบวนการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร สงทนกศกษาตองรและทาความ

เขาใจเปนอนดบแรก คอ ขนตอนการแสวงหาความรทางวทยาศาสตรประกอบดวย 5 ขนตอน

ดงตอไปน

ขนตอนท 1 ขนระบปญหา ถอวาเปนขนตอนทสาคญและยากทสดกวาได เพราะกวาจะ

ระบปญหาไดนนตองใชเวลาในการคดพจารณาอยางรอบคอบ ซงอาจเกดมาจากขอสงสยของตวเรา

เอง สงทเราตองการหาคาตอบ สงทเราตองการใหเกดการเปลยนแปลงหรอสงทคาดวาจะไมเปนไป

ตามทเราตองการ เมอสามารถระบปญหาไดแลวขนตอนตาง ๆ จะตามมาเอง เมอเราคดพจารณาไป

ตามขนตอนนน ๆ

ขนตอนท 2 ขนตงสมมตฐาน เปนขนตอนทนกศกษาตองสามารถคาดคะเนความตอบ

ลวงหนาไดโดยใชหลกของการคาดการณทเหมาะสม มเหตและผล เปนคาตอบทมโอกาสเปนไป

ไดมากทสด แตพอกลาวถงคาวาสมมตฐาน หลายคนยอมรบวาเปนศพททางวทยาศาสตร เปนเรอง

ทยากและตองทาความเขาใจอยางจรงจงแตความจรงไมเปนอยางนน เราทกคนตงสมมตฐานกน

เปนประจาในชวตประจาวนอยแลว แตไมรวาประโยคทพดออกมานน เปนประโยคทเรยกไดวา

เปนสมมตฐาน อาท

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 94

- วนนเขาหองเรยนชาอาจารยตองดแนนอน

- ฝนตกหนกขนาดนรถนาจะตด

- คนนนอนดกพรงนตนสายแนเลย เปนตน

จากทง 3 สถานการณเปนการคาดคะเนคาตอบไวลวงหนา และมโอกาสความเปนไปไดสง

แตในความเปนจรง อาจจะเปนหรอไมเปนอยางทเราคดไวกได เขาหองเรยนชาอาจารยอาจไมด

ฝนตกรถอาจจะไมตดและนอนดกอาจตนเชาไดเชนกน ถงโอกาสทจะเปนเชนนนมความเปนไปได

นอยกตาม

นอกจากนการตงสมมตฐานนนสามารถแบงเปน 2 กรณ คอ

การตงสมมตฐานแบบเปด คอ การคาดคะเนคาตอบลวงหนา โดยอาศยความเปนไปได

มากทสด โดยทเรายงไมรคาตอบและยงไมมใครหาคาตอบในเรองนนมากอน

การตงสมมตฐานแบบปด คอ การคาดคะเนคาตอบลวงหนา โดยทราบคาตอบหรอมผ

ศกษาคนควาเรองนนมาแลว และใชตวแปรอนมาเปรยบเทยบ

ใหนกศกษาพจารณาตวอยางการตงสมมตฐานตอไปน

ตวอยางท 1 การเปรยบเทยบความอรอยของไขเจยวระหวางไขไกกบไขเปด

การตงสมมตฐานแบบเปด : ไขตางชนดกนความอรอยตางกน

การตงสมมตฐานแบบปด : ไขเจยวททาจากไขไกอรอยกวาไขเปด

ขนตอนท 3 ขนทดลอง ขนตอนนเปนการทดลองตามขนตอนทวางเอาไว เพอใหไดมา

ซงคาตอบ เพอทดสอบสมมตฐานทตงไว

ขนตอนท 4 ขนรวบรวมขอมล ขนตอนนเปนการบนทกผลการทดลองตลอดการทาการ

ทดลอง ซงไมใชการบนทกผลการทดลองแคครงเดยว แตมการทดลองซ าหลายๆ ครงแลวนาผลการ

ทดลองทไดมาหาคาเฉลย เพอใหไดคาตอบทถกตองทสด

ขนตอนท 5 ขนสรปผล การสรปผลทไดจากการผลการทดลอง วามความสมพนธกบ

สมมตฐานทตงไวหรอไม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 95

การคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร มขนตอนดงตอไปน

ปญหา ตงสมมตฐาน ศกษาคนควา สรปผล

รวบรวมขอมล

1. ขนปญหา เปนการกาหนดปญหาหรอระบปญหาใหชดเจน

2. ขนตงสมมตฐาน เปนการคาดคะเนคาตอบของคาถามลวงหนา แตเปนการคาดคะเน

อยางมเหตผล

3. ศกษาคนควารวบรวมขอมล เปนขนตอนทคดเกยวกบวธการวางแผนในการหาขอมลมา

เพอสรปวาสมมตฐานทตงไวถกตองหรอไม รวมทง การหาขอมลตามแผนทคดไว ถาปญหาทคด

เปนเรองทางวทยาศาสตร การคดในขนตอนนจะเปนการคด ออกแบบการทดลอง เพอจะเกบขอมล

ทถกตองตรงกบสมมตฐานทตงไว แตถาเปนปญหาอนอาจเกบขอมลดวยการคนควาหรอรวมรวบ

ดวยวธการอน

4. ขนสรป เมอทาการรวบรวมขอมลไดแลว กนาขอมลมาสรปเพอตรวจสอบวาส มมตฐาน

ทตงไวถกตองหรอไม ซงการสรปนจะเปนคาตอบของปญหาทตงไวในขนท 1

ใหนกศกษาพจารณาสถานการณตอไปน

สถานการณท 1 มการฆาตกรรมเกดขน

1. ปญหา

ระบปญหา ผตายถกฆาดวยสาเหตอะไร

2. ตงสมมตฐาน

1. สาเหตมาจากชสาว

2. สาเหตมาจากทะเลาะววาท

3. สาเหตมาจากขดผลประโยชนทางการคา

กระบวนการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 96

3. ศกษาคนควารวบรวมขอมล

จากการสบสวน สอบสวนของเจาหนาทตารวจ เพอหาขอมลมาตรวจสอบสมมตฐานทง

3 ขอ ไดพรอมกนหรออาจเลอกมาตรวจสอบเปนบางขอกอนกได

4. ขนสรป

นาขอมลมาสรปเพอตรวจสอบวาสมมตฐานทตงไวถกตองหรอไม ซงเปนคาตอบของ

ปญหาทตงไวในขนท 1

สถานการณท 2 ดรายการโทรทศนเสนอรายการวาเปดทฟงเสยงเพลงจากวทยจะไขดกมากขน

1. ปญหา

ระบปญหา เพลงประเภทใดจะทาใหเปดไขดกมากขน

2. ตงสมมตฐาน

1. เปดทฟงเพลงลกทงจะมไขดกกวาเปดทฟงเพลงลกกรง

2. เปดทฟงเพลงคลาสสคจะมไขดกกวาเปดทฟงเพลงประเภทอนๆ

3. ศกษาคนควารวบรวมขอมล

ไดขอมลจากการทดลอง จงตองวางแผนการทดลอง เพอการควบคมตวแปรตางๆ ใหได

ขอมลทถกตองตรงวตถประสงคและทดสอบสมมตฐาน สมมตฐานทงสองจะมการทดลองท

แตกตางกน โดยมแผนการทดลองตางกน เมอวางแผนในการเกบขอมลแลวกทาการทดลองตาม

แผนทคดไว โดยกาหนดตวแปรทเกยวของดงน

ตวแปรตน = ประเภทของเพลง (3ประเภท)

ตวแปรตาม = จานวนไข

ตวแปรควบคม = จานวนเปด , อาหาร , อาย ฯลฯ

4. ขนสรป

นาขอมลมาสรปเพอตรวจสอบวาสมมตฐานทตงไวถกตองหรอไม ซงเปนคาตอบของ

ปญหาทตงไวในขนท 1

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 97

สถานการณท 3 เซอรอเลกซานเดอร แฟรมมง 1 นกแบคทเรยวทยาชาวองกฤษกาลงศกษาหาตว

ยาทาลายแบคทเรย

ทาการเพาะเลยงเชอแบคทเรยบนวนเลยงเชอในจานแกวไวสาหรบทดลองเปนจานวนมาก

แตปรากฏวาบนวนเลยงเชอบางจานไมพบเชอแบคทเรย แตพบเชอราแทน จงผดหวงทไมไดเชอ

แบคทเรยตามจานวนทตองการ แตเกดการสะกดใจทาใหเกดปญหา

1. ปญหา

ระบปญหา คอ 1. อะไรทาใหไมเกดเชอแบคทเรย

2. เชอแบคทเรยไมเกดดวยสาเหตอะไร

2. ตงสมมตฐาน

เซอรอเลกซานเดอร แฟรมมง พบวาบรเวณรอบ ๆ จดทมเชอรา ขนอยจะไมมเชอ

แบคทเรยขนอยเลยเขาจงคดวาเชอราชนดทเกดขนนนเปนตวทาลายหรอหยดย งการเจรญเตบโต

ของแบคทเรย

สมมตฐาน คอ เชอราชนดทเกดขนเปนตวยบย งการเจรญเตบโตของแบคทเรย

3. ศกษาคนควารวบรวมขอมล

เซอรอเลกซานเดอร แฟรมมง ไดวางแผนการทดลอง และไดทาการทดลองโดยใสเชอรา

ลงในจานเพาะเลยงแบคทเรย ผลการทดลองปรากฏวาไมมแบคทเรยเจรญเตบโตในบรเวณรอบ ๆ

เชอราทเพาะไว

4. ขนสรป

เซอรอเลกซานเดอร แฟรมมง จงสรปวา เชอรานนทาลายแบคทเรยได และไดศกษาตอไป

กพบวาเชอราชนดนนสรางสารซงสามารถทาลายแบคทเรยได จงไดสกดสารชนดนนมาใชเปนยา

เรยกวา เพนนซลลน

หมายเหต กรณท 1 และ 3 เปนการแกปญหา กรณท 2 เปนการแสวงหาความร

----------------------------------------- 1ปรชา วงศชศร และคณะ “เอกสารหนวยการเรยนการสอน ธรรมชาตของวทยาศาสตร”

หนา 243-244 ไมปรากฏปทพมพ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 98

ทกษะการคดและลกษณะการคดในการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร

ขนตอนการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร มลาดบขนตอนและวธคดในแตละ

ขนตอน โดยอาศยทกษะการคดหรอลกษณะการคดในแตละขนตอน ดงน

ปญหา ตงสมมตฐาน ศกษาคนควา

รวบรวมขอมล

สรปผล

เกดปญหา คาดคะเนคาตอบ นาสมมตฐานมา นาขอมลทได

ขอสงสยจง ลวงหนาหลาย ๆ วเคราะหในเรอง มาทาความ

กาหนดปญหา คาตอบแลวใช ตอไปน เขาใจและทา

ขนตอนและ

วธคดตาม

หรอระบ

ปญหา

เหตผลพจารณา 1. ตองศกษาเรอง การสรป

กระบวน ใหชดเจน วาคาตอบใด อะไรบาง

การทาง เหมาะสมทจะนา 2. ตองเกบขอมล

วทยาศาสตร มาทดสอบหรอ อะไรบาง

ตรวจสอบความ เกบทไหน

ถกตอง เกบอยางไร

3. มขนตอน

ดาเนนการ

อยางไร

• จากนนทาการ

ทดลองหรอทา

การเกบขอมล

ตามทคดไว

ทกษะ • การคด • การคด • การคดอยางม • การคด

การคด วเคราะห อยางม เหตผล อยางม

และ • การคด เหตผล • การคดรเรม เหตผล

ลกษณะ อยางม • การคด • การคด • การคด

การคด เหตผล วเคราะห ละเอยดชดเจน วเคราะห

ทใช • การคดด - • การคดรเรม • การคดไกล • การคด

คดถกทาง • การคดกวาง ลกซง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 99

ปจจยเสรมและอปสรรคทมตอการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร

ปจจยเสรม ไดแก

1. การมความสามารถในทกษะการคด และลกษณะการคดทเกยวของ เชน การ

คดวเคราะหผสมผสาน การคดอยางมเหตผล การคดดคดถกทาง การคดรเรม การคดกวาง การ

คดละเอยดชดเจน การคดไกล การคดลกซง เปนตน

2. ในกรณทการแกปญหาเปนการทดลองทางวทยาศาสตร ควรตองมความ

สามารถในดานทกษะกระบวนการทางวทยาศาสตรบางทกษะเพมเตม ไดแก การสงเกต การวด

การจาแนก การจดกระทาและสอความหมายขอมล การหาความสมพนธระหวางมตกบมต และ

มตกบเวลา การคานวณ การกาหนดและควบคมตวแปร การกาหนดนยามเชงปฏบตการ การ

ทดลอง เปนตน

3. ลกษณะนสยทสงเสรมการคด ไดแก การเปนคนมความพยายามและความ

อดทน และการทางานอยางมระบบ มขนมตอน

อปสรรค ไดแก

1. ความเชอทผด ทคดวาวธคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร ใชคดแกปญหา

เฉพาะดานวทยาศาสตรเทานน ทาใหหลกเลยงการนาวธคดนไปใชแกปญหาในสาขาอน ๆ รวมกบ

การไมนาไปใชในการแกปญหาในชวตประจาวน และปญหาสวนตวอน ๆ

2. มความเชอทผดทคดวา วธคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร ใชคด

แกปญหาเฉพาะยาก ๆ ปญหาทตองทาการวจยเทานน แตความจรงสามารถนามาใชในการ

แกปญหาในชวตประจาวน และปญหาสวนตวได เชน ทาขนมขาย กสามารถใชกระบวนการทาง

วทยาศาสตรทาใหขนมอรอย ถกใจผซอมากขนได

การพฒนาการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร

การพฒนาการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร สามารถทาไดโดยการสราง

สถานการณ หรอเหตการณทเปนปญหาในระดบทไมสามารถใชวธการใดวธการหนงแกไดทนท

หรอเปนปญหาทเกดขนแลวไมสามารถมองเหนแนวทางแกไขไดทนท หรอใชทกษะการคดทกษะ

ใดทกษะหนงแกไดทนท ลกษณะเดนของสถานการณหรอเหตการณทเหมาะสมกบการคดตาม

กระบวนการทางวทยาศาสตร ไดแก

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 100

1. สถานการณหรอเหตการณทมคาตอบทนาเปนไปไดอยางนอย 1 คาตอบ

2. การตรวจสอบคาตอบทนาเปนไปไดวาถกตองหรอไม ตองมการรวบรวมขอมล

(ซงอาจเปนขอมลเชงปรมาณหรอคณภาพ)

3. วธการรวบรวมขอมลอาจเปนการทดลอง (ในกรณเนอหาของปญหาเปนเรอง

ทางวทยาศาสตร) หรอเปนการศกษาคนควาดวยวธการอน ๆ กได

หมายเหต การคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร เปนกระบวนการแกปญหาหรอการ

คนควาหาความร ทใชไดกบเรองตาง ๆ มากมาย ไมเพยงเฉพาะวทยาศาสตรเทานน

ตวอยาง สถานการณหรอเหตการณทใชฝกการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร

1. ในภาวะวกฤตทางเศรษฐกจ มานะถกใหออกจากงานธนาคาร จงตองมา

ประกอบอาชพอสระ มานะจงรวบรวมเงนทสะสมไวไดกอนหนงตงใจวาจะทานาเตาหขาย จงไป

ศกษาขนตอนในการทานาเตาห และสามารถทานาเตาหได แตนาเตาหททาไดยงไมอรอย ไมถกใจ

ลกคา มานะจะทาอยางไรใหไดนาเตาหทอรอยถกใจลกคา มกลนชวนกนและมคณภาพคงท

แนนอนทกวน (กาหนดใหนาเตาหทอรอยตองมความเขมขนพอเหมาะ ไมมกลนถว และมความ

หวานพอเหมาะ)

2. นกศกษาเชอการทานายโชคชะตาหรอไม การทานายโชคชะตาทมอยใน

หนงสอพมพ ในวารสารตาง ๆ มความถกตองเชอถอไดหรอมากนอยเพยงใด ใหนกศกษาใชวธคด

ตามกระบวนการทางวทยาศาสตรตรวจสอบความเชอถอไดและความถกตองของการทานาย

โชคชะตาราศรของหนงสอพมพหรอหนงสอรายสปดาหเลมใดเลมหนง

3. ลงมาเลยงกงกามกรามอยหลายบอ มบรษทตาง ๆ 3 บรษทมาเสนอขายอาหาร

กง ซงเปนอาหารสาหรบกงทมอาย 3 เดอนจนถงจบขาย ราคาอาหารทง 3 บรษทใกลเคยงกน ลงมา

จะมวธการอยางไรจงจะสามารถตดสนใจเลอกซออาหารกงทมคณภาพดทสดได

4. ชวงเวลาทเหมาะสมในการรดนาตนไมคอ ชวงเวลาใด

5. ทาอยางไรจงจะทาใหเหรยญ 10 บาท กลงไปไดไกลทสด

หมายเหต ในแตละสถานการณอาจดาเนนการตามขนตอนดงน

1. จากสถานการณหรอเหตการณทกาหนดให นกศกษาคดวาปญหาคออะไร

มกปญหา เขยนระบปญหาใหชดเจน

2. ในแตละปญหามปจจยอะไรเกยวของบาง แตละปจจยเกยวของหรอสมพนธกบ

ปญหาอยางไร

3. คาดคะเนคาตอบ ทนาจะเปนของแตละปญหา และวเคราะหในแตละคาตอบวา

มปจจยใดเปนเหต ปจจยใดเปนผล

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 101

4. นาปจจยทเปนเหตมากาหนดความแตกตางในการทดลองหรอการหา ขอมล

และนาปจจยทเปนผลมาพจารณาวาจะตองเกบขอมลอยางไร และเกบอยางไร

5. กาหนดขนตอนในการหาขอมล (อาจเปนขนตอนการทดลองหรอขนตอนการ

เกบขอมลแบบอน ๆ) เพอนามาตรวจสอบคาตอบทคาดคะเนไว

6. ทาการทดลองหรอแสวงหาขอมลตามทกาหนดไวในขอ 5

7. นาขอมลมาสรป

คณคาของการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร

การคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร ทาใหไดคาตอบในการแสวงหาความรทมความ

เชอมนสงวาถกตอง

92

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 102

ความหมาย

การพฒนากระบวนการคด

ตอนท 3.4

กระบวนการคดแบบอรยสจ 4

ดร.สรพงษ ปานจนทร

การคดเลยนแบบวธคดแบบอรยสจ 4 เปนกระบวนการคดทไดจากการวเคราะหรปแบบ

การคดหรอระบบการคดของอรยสจ 4 ในพระพทธศาสนา ซงเปนรปแบบการดบทกขและปญหา

ในพระพทธศาสนา การคดเลยนแบบอรยสจ 4 จงหมายถงการนาหลกการและรปแบบการแกปญหา

ในพระพทธศาสนามาแกปญหาทวๆ ไป

อรยสจ 4 เปนหลกธรรมทสาคญทพระพทธเจาตรสร จาแนกการพจารณาไดเปน 2 สวนคอ

1. อรยสจ 4 ในสวนทเปนเนอหา ซงเปนเรองความจรงทเกยวของกบชวตของคนทกคน 1

สรปเปนแผนภมเชงเหต - ผล 2 คไดดงน

สมทย ทกข

(เหตแหงทกข) ภาวะทแฝงดวยความกดดน บบคน

ตณหา ม 3 ดาน คอ ขดแยง ขดของ มความบกพรองไม

กามตณหา ภวตณหา สมบรณอยในตว

วภวตณหา

มรรค นโรธ

วธปฏบตเพอลดสมทย สภาวะทกขนอยลงหรอหมดไป เปน

หรอวธปฏบตเพอใหเกด สภาวะสงบ ปลอดโปรง ผองใส

นโรธ มมรรค 8 หรอ เบกบาน

ศล สมาธ ปญญา

---------------------------------------------- 1 พระราชวรมน “พทธธรรม” หนา 113 พ.ศ. 2528

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 103

2. อรยสจ 4 ในสวนทเปนกระบวนการคด เปนวธการแหงปญญา ซงดาเนนการ

แกไขปญหาตามระบบแหงเหตผล เปนระบบวธแบบอยาง ซงวธการแกปญหาใด ๆ กตาม จะม

คณคาและสมเหตผลจะตองดาเนนไปในแนวเดยวกนเชนน 2 สรปเปนแผนภมไดดงน

สาเหตของปญหา 2 ปญหา 1

วธปฏบตหรอแนวปฏบตเพอลด จดประสงค

และกาจดสาเหตของปญหาหรอ (ปญหาลดลงหรอหมดไป)

เพอบรรลจดประสงค 3 4

ทกษะการคดและลกษณะการคดในกระบวนการคดเลยนแบบอรยสจ 4

ขนตอนการคดของอรยสจ 4 ในแตละขนตอน ควรใชทกษะการคด ลกษณะการ

คด และกระบวนการคดในแตละขนตอน ดงน

ตอนท 1

ขนตอนการคด 2 1

เลยนแบบอรยสจ 4 สาเหตของปญหา ปญหา

• การคดอยางมเหตผล • กาหนดนยามปญหา

ทกษะการคด • การคดวเคราะห • ทาความเขาใจปญหา

ลกษณะการคดและ • การคดละเอยด • การวเคราะห

กระบวนการคดทใช • การคดลกซง • การคดอยางมเหตผล

• กระบวนการทาง • การคดลกซง

วทยาศาสตร

---------------------------------------------- 2 พระราชวรมน “พทธธรรม” หนา 112 - 113 พ.ศ. 2528

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 104

ในขนปญหาตองใชการคดวเคราะหหรอคดลกซงในการทาความเขาใจปญหา

เพอใหสามารถกาหนดรปญหาไดอยางถกตอง และการกาหนดนยามของปญหา เมอรจกปญหาแลว

จากนนดาเนนการขนตอไป คอการหาสาเหตของปญหาในขนตอนนตองใชทกษะการคดและ

กระบวนการคดหลายอยางตามควรแตละกรณ เชน ใชการคดอยางมเหตผล การคดวเคราะห การคด

ละเอยด การคดลกซง กระบวนการทางวทยาศาสตร เปนตน เพอใหสามารถหาสาเหตของปญหาได

อยางถกตองและครอบคลมถงสาเหตในทกดาน

ตวอยาง

1. คนปวยดวยรางกายมภมคมกนนอยกวาปกต เปนโรคตาง ๆ ไดงาย มภมคมกน

บกพรอง เรยกวาเปนเอดส (สภาพปญหาซงเทยบเคยงไดกบทกข) ทางการแพทยไดศกษาคนควา

ดวยกระบวนการทางวทยาศาสตร และพบวาเกดจากเชอไวรส เรยกไวรสยอ ๆ วา HIV (สาเหตของ

ปญหาซงเทยบเคยงไดกบสมทย)

2. นาเหนอหลากเขาทวมกรงเทพฯ เกอบทกป (สภาพปญหา) จงไดมการศกษา

คนควาดวยวธการตาง ๆ เชน กระบวนการทางวทยาศาสตร การคดอยางมเหตผล การวเคราะห การ

คดอยางลกซง เปนตน พบสาเหตหลายประการและสาเหตทสาคญไดแก บรเวณกรงเทพฯและ

บรเวณใกลเคยงเปนทตา เปนทรวมของนาฝนทตกจากบรเวณภาคเหนอ ซงไหลมาตามแมนา

เจาพระยาและแมนาปาสก ชวงเวลาใดทฝนตกมากและตดตอกนในบรเวณภาคเหนอ ปรมาณนา

จานวนมากนจะหลากลงมาทวมกรงเทพฯ และบรเวณใกลเคยงในเวลาตอมา (สาเหตของปญหา)

3. นกศกษาผหนงพบตวเองวาไมมเพอน การทางานเปนกลมกไมมเพอน

ประสงคจะใหเขารวมกลมดวย เปนบคคลนารงเกยจของเพอน ๆ นกศกษาไมสบายใจ (สภาพ

ปญหา) นกศกษาจงเรมวเคราะหสงตาง ๆ ทเกดขน วเคราะหตนเอง สอบถามความรสกของเพอน

นาขอมลตาง ๆ มาประมวล สรปไดวาการทเพอน ๆ ไมยอมรบเปนเพราะวาตนเองเปนคนเหน

แกตว เอาแตใจตวเอง และเอารดเอาเปรยบเพอน (สาเหตของปญหา)

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 105

ตอนท 2

2

สาเหตของปญหา

3 4

ขนตอนการ วธปฏบตหรอแนวปฏบตเพอลดหรอ

คดเลยนแบบ กาจดสาเหตของปญหาและเปน จดประสงค

อรยสจ 4 แนววธเพอบรรลจดประสงค

ทกษะการคด

ลกษณะการคด

และกระบวนการคด

ทควรใช

• คดอยางมเหตผล

• ความคดคลองหลากหลาย

• การคดด คดถกทาง

• การคดกวาง

• การคดลกซง

• การคดไกล

• กระบวนการทางวทยาศาสตร

• กระบวนการเชงวเคราะห

• กระบวนการความคดรเรมสรางสรรค

• คดอยางมเหตผล

• การคดวเคราะห

• การคดลกซง

เมอทราบหรอเขาใจสาเหตของปญหาอยางลกซงแลว จากนนจงหา แนวทางวธปฏบตการ

ดาเนนการ เพอลดหรอกาจดสาเหตของปญหาและนาไปสจดประสงค โดยใชทกษะการคดหรอ

กระบวนการคดทสาคญ ๆ ไดแก การคดอยางมเหตผล การคดหลากหลาย การคดรเรม การคดด คด

ถกทาง การคดกวาง การคดลกซง การคดไกล กระบวนการทางวทยาศาสตร กระบวนการคดอยางม

วจารณญาณ กระบวนการความคดรเรมสรางสรรค เปนตน เพอใหสามารถหาวธการและแนวปฏบตท

มประสทธภาพในการจดการสาเหตของปญหาแตละสาเหต จากนนเมอปฏบตตามแนวทางทกาหนด

แลว กตรวจสอบวาบรรลจดประสงคมากนอยเพยงใด ซงอาจมการเกบขอมลมาตรวจสอบดวย

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 106

ตวอยาง

1. จากปญหาคนเปนเอดส สภาพทหมดปญหานคอ คนทเปนเอดสไดรบการ

รกษาใหหายได ไดรบการดแล และคนทว ๆ ไปไมไปตดเชอเอดส (จดประสงคซงเทยบไดกบ

นโรธ) และเมอทราบวาเชอ HIV เปนไวรสททาใหเกดเอดส (สาเหตของปญหา) กทาการศกษา

คนควาดวยวธการตาง ๆ เชน กระบวนการทางวทยาศาสตร กระบวนการความคดรเรมสรางสรรค

และการคดแบบตาง ๆ อยางอนอกหลาย ๆ แบบ และไดผลการคด (วธการหรอแนวปฏบต ซงเทยบ

ไดกบมรรค) ทสาคญไดแก

- พบตวยาชลอการทางานของเชอ HIV แลวนามารกษาผปวย

- พบวคซนปองกนเชอ HIV นามาทดสอบวาสามารถใชไดผลมากนอยเพยงไร

- พบวธปองกนเชอไวรส HIV เขาสรางกาย ซงไดประชาสมพนธใหคนทวไป

ทราบ เชน การใชถงยางอนามย การปฏบตตวเมออยกบคนปวย เปนตน

2. จากปญหานาทวมกรงเทพฯ ทมสาเหตจากนาเหนอจานวนมากไหลมาทวมใน

ชวงเวลาเดยวกน การทาใหนาจานวนนไมมาทวมกรงเทพฯ และบรเวณใกลเคยง (จดประสงค) ม

ไดหลายวธ แตวธหนงทพระบาทสมเดจพระเจาอย ทรงใหคาแนะนาคอ การผนนาไปสทกกเกบ

ชวคราว และคอยสงลงทะเลภายหลง ซงเรยกวา แกมลง (วธการหรอแนวปฏบต)

3. จากปญหาทนกเรยนไมสบายใจเพราะไมมเพอน ทมสาเหตมาจากการท

ตนเองเปนคนเหนแกตว เอาแตใจตวเองและเอารดเอาเปรยบเพอน นกศกษาผนนจะตองมาคดหรอ

ศกษาคนควาวา การทตนเองจะเปนทยอมรบของเพอน ๆ หรอไดรบความสขในการคบเพอน

(จดประสงค) ตนเองนนตองฝกตนเองอยางไร ตองปฏบตตวอยางไร (วธการหรอแนวปฏบต) ใน

การคดหรอศกษาคนควาดงกลาวขางตน นกศกษาตองใชการคดแบบตาง ๆ หลายอยาง เชน การคด

อยางมเหตผล การคดคลองหลากหลาย การคดรเรม การคดดคดถกทาง การคดลกซง การคดไกล

กระบวนการทางวทยาศาสตร กระบวนการคดเชงวเคราะห เปนตน

การพฒนาการคดเลยนแบบวธคดแบบอรยสจ 4

การพฒนาการคดเลยนแบบวธคดแบบบอรยสจ 4 สามารถทาไดโดยสราง

สถานการณหรอเหตการณทเปนปญหาในระดบทไมสามารถใชวธการใดวธการหนงแกไขไดทนท

ตองมการวเคราะห หรอ คนควาหาสาเหตของปญหา และ แสวงหาวธการหรอวธดาเนนการเพอทา

ใหเหตของปญหาลดลงหรอหมดไป และสามารถบรรลจดประสงคทตงไวได ลกษณะเดนของ

สถานการณหรอเหตการณ ทเหมาะสมกบการฝกคดแบบเลยนแบบวธคดแบบอรยสจ 4 ไดแก

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 107

1. สถานการณหรอเหตการณทสามารถวเคราะหหาปญหาและสภาพทไมมปญหา

ไดชดเจน

2. การคนควาหาสาเหตของปญหา อาจใชวธใดวธหนงหรอหลายวธรวมกนได

เชน การวเคราะห การใชเหตผล การใชการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร เปนตน

3. การแสวงหาวธกาจดตนเหตของปญหา อาจใชวธใดวธหนงหรอหลายวธรวม

กนได เชน การวเคราะห การใหเหตผล การใชการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร การใช

กระบวนการรเรมสรางสรรค การใชการคดอยางมวจารณญาณ เปนตน

4. สามารถตรวจสอบความสาเรจ วาบรรลจดประสงคไดมากนอยเพยงใด

ตวอยาง สถานการณหรอเหตการณทใชฝกการคดเลยนแบบวธคดแบบอรยสจ 4

1. ในชวตของนกศกษามความไมสบายใจอะไรบางทเกดกบนกศกษาบอย ๆ หรอ

เปนประจา ใหนกศกษาใชการคดเลยนแบบอรยสจ 4 หาวธการทปฏบตแลวลดความไมสบายใจลง

หรอทาใหสขใจมากขน

2. ในหมบานหรอชมชนตาง ๆ มปญหายาเสพยตด โดยเฉพาะเยาวชนในหมบาน

หรอชมชนจะถกหลอกลวงหรอชกจงไปใหเสพยาเสพยตด ถาทานเปนผนาหมบานทานจะชวยแก

หรอลดปญหาดงกลาวไดอยางไร

3. ในสถาบนของนกศกษามสงใดบางทเปนปญหา ใหนกศกษาเลอกปญหา

ดงกลาวมา 1 ปญหา แลวใชการคดเลยนแบบอรยสจ 4 เพอแกปญหาดงกลาว

4. หากในตาบลของนกศกษา ยงมปญหาความยากจนของชาวบานอยเปนจานวน

มาก และนกศกษาเปนผมหนาทรบผดชอบในการแกปญหา นกศกษาจะใชวธการคดแบบอรยสจ 4

ชวยแกปญหาไดอยางไร

5. หากนกศกษาเปนเจาของบรษท ปรากฏวาผลประกอบการของบรษทในปทผาน

มาขากทน นกศกษาจะใชวธการคดแบบอรยสจ 4 ชวยแกปญหาไดอยางไร

ปจจยเสรมและอปสรรคทมตอการคดเลยนแบบอรยสจ 4

ปจจยเสรม ไดแก

1. การมความสามารถในทกษะการคด และลกษณะการคดทเกยวของ เชน การ

คดวเคราะหผสมผสาน การคดอยางมเหตผล การคดละเอยดชดเจน การคดลกซง การคดคลอง

หลากหลาย การคดดคดถกทาง การคดกวางรอบคอบ การคดไกล เปนตน

2 การมความสามารถในกระบวนการคดทเกยวของ เชน การคดตามกระบวน

การทางวทยาศาสตร การคดอยางมวจารณญาณ การคดรเรมสรางสรรค เปนตน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 108

3 การมความสามารถในการจบประเดนปญหา และกาหนดนยามปญหา

4 การมความรกวางขวาง หลากหลายสาขาวชา เพอการวเคราะหหาสาเหต

ของปญหาไดอยางครอบคลม ถกตอง การวเคราะหหาสาเหตปญหา อาจใชแผนผงกางปลา การ

เขยนแผนผงแบบ Mind map หรอแผนภม ชวยในการมองสาเหตทครอบคลมได

5 ในการวเคราะหสาเหตบางกรณ อาจลกซงเกนกวาการใชการวเคราะหหรอ

การใชเหตผลจงอาจตองใชการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตรหรอการคดอยางมวจารณญาณ

เขาชวย

6. การหาวธเพอลดหรอขจดสาเหตของปญหา ในบางสาเหตของปญหาอาจตอง

ใชการคดตามกระบวนการทางวทยาศาสตร การคดอยางมวจารณญาณหรอการคดรเรมสรางสรรค

เขาชวย

อปสรรค ไดแก

อปสรรคของการคดเลยนแบบอรยสจ 4 ไมไดอยทขนตอนของการคดแตอยท

ผลงานของการคดแตละขนตอน ไดแก

1. ประเดนปญหาทคดไดทนยามไวนน เปนปญหาจรงทถกตองหรอไม

2. สาเหตทคดวาเปนสาเหตของปญหานน เปนสาเหตจรง ๆ หรอไม เปนสาเหต

หลกหรอสาเหตรอง และเปนสาเหตโดยตรง หรอสาเหตโดยออม และยงมสาเหตอนทยงมอยอก

หรอไม

3. วธการทคดไวสาหรบลดสาเหตปญหา หรอขจดสาเหตของปญหานนมประ

สทธภาพจรงหรอไม หรอมวธการอนทดกวา

ดงนนจงตองมการทบทวน ตรวจสอบ ตรกตรอง การคดในแตละขนตอนเปน

อยางด

คณคาของการคดเลยนแบบอรยสจ 4

กระบวนการคดเลยนแบบอรยสจ 4 เปนกระบวนการคดแกปญหาอยางครบ

วงจร ดงนนการใชกระบวนการคดนคดแกปญหา ไมวาจะเปนปญหาในสาขาวชาการใด ความยาก

งายของปญหาระดบไหน ถามขอมลและความรทใชแกเพยงพอ จะไดวธการแกปญหาทม คณภาพ

และมประสทธภาพ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 109

หนวยท 4

ความรพนฐานเกยวกบเทคนควธและเครองมอในการตดสนใจ

.

อ.บญชะนะ วาราชะนนท

ตงแตเกดมาเราทกคนไมสามารถหลกเลยงในการตดสนใจได เพราะสงทตองเผชญอย

เสมอๆ กคอ ปญหา อปสรรคและความเสยงหรอความไมแนนอน การตดสนใจจงเปนกจกรรม

หนงทสาคญในชวตประจาวนของเราทกคน ซงการตดสนใจมหลายชนด ทงทเปนเรองสวนตวและ

เรองขององคกร ไมวาจะเปนการตดสนใจในเรองสาคญหรอเรองทวๆ ไป วธการตดสนใจทเรามก

ใชเมอตองเผชญกบปญหา เชน การลองผดลองถก การสม การใชเหตผล และบางครงเราใชจตใน

การตดสนใจมากกวาการใชสต ทาใหบางครงผลการตดสนใจประสบความสาเรจคอ ไดผลตาม

เปาหมายหรออาจจะเกนเปาหมาย สงผลใหเกดความสข ความภมใจ มกาลงใจ รารวย มชอเสยง

สขภาพแขงแรง ฯลฯ บางครงผลการตดสนใจประสบความลมเหลวคอ ไดผลตากวาหรอไมไดตาม

เปาหมาย สงผลใหเสยเวลา เสยเงนทอง เสยสขภาพ ขาดความมนใจ ทาใหผอนและสงคม

เดอดรอน ฯลฯ ดงนนการตดสนใจจงมทงผลดและผลราย ทสงผลกระทบตอตนเองและผอน

สาเหตททาใหผลการตดสนใจประสบความลมเหลว กเพราะวาคนเราสวนใหญมกตดสนใจโดย

เนนทผลการตดสนใจแทนทจะมงไปทกระบวนการตดสนใจวามเหตผลถกตองหรอไม ดงนนการ

ตดสนใจโดยใชวธการลองผดลองถก การสม และการใชจตในการตดสนใจมากกวาใชสตแลวเรา

ไดผลการตดสนใจทเหมาะสม นนอาจเปนเพราะเหตบงเอญ แตอยางไรกตามกระบวนการตดสนใจ

ดงกลาวอาจจะไมถกตอง แตเหมาะสมทจะใชกบการตดสนใจทงายๆ ไมซบซอน เชน มอเชาน

ควรจะรบประทานอะไรด วนนจะเลอกใสชดนกศกษาอะไรไปเรยนด เปนตน

แตเมอตองเผชญกบปญหาหรออปสรรคทซบซอนมากขน กลาวคอมทางเลอก ปจจย และ

ความเสยงหรอความไมแนนอน ทสงผลกระทบตอการตดสนใจมากขน เชน จะเลอกเรยนตอทไหน

ด จะเรยนวชาอะไรด จะเลอกคครองแบบไหนทจะเหมาะกบตวเรา จะซอรถยหอไหนด เมอประสบ

กบปญหาทซบซอน เราจะตองมเหตผลและความรอบคอบในการตดสนใจเปนทวคณ เชน ผลการ

ตดสนใจของนกเรยน ม. 1 จงเทยบไมไดกบผลการตดสนใจของผนาประเทศ จะเหนวาการตดสนใจ

ทซบซอนจะสงผลกระทบรายแรงมากกวาทคาดไว ดงนนเราจาเปนตองใชกระบวนการตดสนใจทม

เหตผลทถกตองมาชวยในการตดสนใจ หรอกระบวนการตดสนใจทใหผลลพธทดทสด

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 110

ความหมาย

กระบวนการตดสนใจ 7 ขนตอน

การตดสนใจ (Decision making ) หมายถง กระบวนการเลอกทางใดทางเลอกหนงจากหลาย

ทางเลอกทไดพจารณาหรอประเมนอยางดทสดเพอใหบรรลวตถประสงคและเปาหมายทวางไว

กระบวนการตดสนใจ (Process of decision making) หมายถง การกาหนดขนตอ น

ในการตดสนใจตงแตขนแรกจนถงขนตอนสดทาย โดยใชหลกเหตผลและหลกเกณฑ

กระบวนการตดสนใจเปรยบไดกบแผนท ในการคนหาทางออกของปญหาทถกตอง และ

ชวยใหเราหลดพนจากอปสรรคตางๆไดเปนอยางด ซงกระบวนการตดสนใจทเปนพนฐาน สาหรบ

ใชในการตดสนใจ สามารถแบงได 7 ขนตอน ดงน

ขนท 1. กาหนดปญหา

ปญหา คอ ชองวางหรอความแตกตางระหวางสภาพการณปจจบนกบสภาพการณทเรา

ตองการใหเกดขน ( หรอสภาพการณไมดทคาดวาจะเกดขนในอนาคต ) (ยดา รกไทย,ธนกานต

มาฆะศรานนท,2545:9)

การกาหนดปญหาเปนขนตอนแรกทมความสาคญอยางมาก เพราะการกาหนดปญหาได

ถกตองหรอไม ยอมมผลตอการดาเนนการขนตอๆ ไปของกระบวนการตดสนใจ ซงจะสงผล

กระทบตอคณภาพของการตดสนใจดวย ดงนนเราจงควรระมดระวงมใหเกดความผดพลาดในการ

กาหนดปญหา ทงนเราควรแยกแยะความแตกตางระหวางอาการแสดง ( Symptom ) ทเกดขนกบ

ตวปญหาทแทจรงเสยกอน ยกตวอยางเชน นกศกษาสอบตก ( เกรด E ) ในวชาการคดและการ

ตดสนใจ ซงมสาเหตทแทจรงมาจากตวของนกศกษาขาดประสทธภาพ จะเหนวาการสอบตกเปน

อาการแสดง ดงนนปญหาทตองแกคอประสทธภาพของตวนกศกษา ไมใชปญหาคอ จะทาอยางไร

ใหอาจารยเปลยนจากเกรด E เปนเกรดอนๆ ดงนน เราควรตองคอยสงเกตอาการแสดงตางๆ ทง

ตองรวบรวมขอมลทจาเปนตอการศกษาหาสาเหตของอาการแสดงเหลานน ( เราสามารถใช Mind

mapping เพอชวยในการกาหนดปญหา )

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 111

ขนท 2. กาหนดเกณฑ ปจจย และขอจากด

เมอสามารถระบปญหาไดถกตองแลวเราควรพจารณาถงเกณฑ ปจจย และขอจากดตางๆ ท

เกยวของกบปญหาทเราประสบอย เชน ปญหาของเราคอการเลอกทเรยน ฉะนนบางคนพอใจกบ

ชอเสยงของทเรยนนนๆ บางคนชอบเพราะมสาขาทตนเองอยากเรยน บางคนชอบเพราะใกลบาน

หรอบางคนชอบเพราะคาหนวยกตไมแพงจนเกนไป เปนตน ดงนนเกณฑ ปจจย หรอขอจากดใน

การตดสนใจจะเปนตวชนาวาเราพอใจในทางเลอกไหน

ขนท 3. วนจฉยเปรยบเทยบความสาคญของ เกณฑ ปจจย และขอจากด

เนองจากแตละบคคลมกมระดบความพงพอใจไมเทากน จงจาเปนทตองมการวนจฉย

เปรยบเทยบหาลาดบความสาคญของแตละเกณฑ ปจจย หรอขอจากดตางๆ ทใชประกอบการ

ตดสนใจ เพอทจะไดทราบถงความพงพอใจของแตละบคคลวาแตกตางกนอยางไร (โดยใชเหตผล)

ถาใหความสาคญโดยปราศจากการเปรยบเทยบแลว เหตผลกจะไมเกด แตจะเกดความลาเอยงจะเขา

มาแทนทเหตผลทนท

ขนท 4. การกาหนดและพฒนาทางเลอก

การกาหนดและพฒนาทางเลอกตางๆ ขนมา นนควรเปนทางเลอกทมศกยภาพและมความ

เปนไปได เพอใหบรรลเปาหมายในการตดสนใจ โดยมหลกการกาหนดและพฒนาทางเลอก คอ

ใชประสบการณในอดตของผตดสนใจ เพราะความสาเรจในอดตมกจะเปนทมาของ

ทางเลอกตางๆ สาหรบแกปญหาในปจจบนแตตองตระหนกไวเสมอวาวธแกปญหา ใน

อดต อาจไมดพอสาหรบปญหาในปจจบน

พจารณาจากการกระทาของคนอน หรอบรษทอน โดยพจารณาวาคนอนเขากาหนด

หรอพฒนาทางเลอกกนอยางไร เพราะอาจใหทางเลอกแกเราได ถาหากสถานการณ

นนใกลเคยงกน

ใชความคดสรางสรรคในการสรางทางเลอกใหมๆ ซงจะทาใหเราไดวธแกปญหาทม

ความหลากหลาย ซงจะสงผลดตอการตดสนใจ เพราะยงเรามทางเลอกมาก เรากยงม

โอกาสไดมวธแกปญหาทดมากขนดวยเชนกน

พยายามอยาตดสนใจเลอกทางเลอกใดทางเลอกหนงทนท กอนทจะทราบวาทางเลอก

ทงหมดมอะไรบาง เพราะเราควรยอมรบทกความคดกอนทจะทาการตดสนใจ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 112

การพจารณากลนกรองทางเลอก เพอระบวาทางเลอกใดควรนามาพจารณาและ

ทางเลอกใดควรตดออก รวมทงเปนการผสมผสานขอดของทางเลอกตางๆ

ขนท 5. การวเคราะหและเลอกทางเลอกทดทสด

ขนตอนนเปนการวนจฉยเปรยบเทยบทางเลอกตางๆ ภายใตเกณฑ ปจจยและขอจากดท

กาหนด เพอพจารณาเลอกทางเลอกทดทสดเพยงทางเลอกเดยว ดงนนขนตอนนจงมสาคญมากใน

กระบวนการตดสนใจ เนองจากตองใชความสามารถในการวนจฉยคาดการณในสงทจะเกดขนใน

อนาคต โดยจะตองนาทงขอดและขอเสยของแตละทางเลอกมาเปรยบเทยบกนอยางรอบคอบทสด

ดงนนเราควรจะตองฝกฝนความสามารถในการประเมนผลกระทบทคาดวาจะเกดขนในอนาคตของ

ทางเลอกแตละทางเลอกโดยปราศจากอคต ทงนเพอใหการวนจฉยทจะมผลตอไปในอนาคตมความ

สมบรณ และแมนยา ดงนนทางเลอกทดทสดควรมผลเสยตอเนองในภายหลงนอยทสด และให

ผลประโยชนมากทสด ซงวธเลอกทางเลอกทดทสด คอ

ใชประสบการณ เพราะเชอวาประสบการณ(ความสาเรจหรอลมเหลวในอดต) เปนคร

ทดทสด ซงจะนามาเราไปสอนาคตไดเปนอยางด

ใชการทดลอง เปนการนาทางเลอกตางๆ มาปฏบตใหเหนผลกอนทจะตดสนใจเลอก

ทางเลอกทดทสด (มกใชในการทดลองหรอการศกษาทางวทยาศาสตร และปญหาทไม

สามารถระบ เกณฑ ปจจย หรอขอจากดไดแนนอน)

การคนควาและวเคราะห เปนการหาความสมพนธระหวาง ทางเลอกตางๆ ปจจย

ขอจากด และขอมลตางๆ เพอใชในกระบวนการตดสนใจเลอกทางเลอกทดทสด เชน

การใหคะแนนตามเกณฑ (Criteria Rating) ซงจะกลาวถงรายละเอยดในเรองการ

ประยกตใชทฤษฎการตดสนใจ

แตบางครงเราอาจตดสนใจเลอกทางเลอกแบบประนประนอม โดยพจารณาองคประกอบ

ทดทสดของแตละทางเลอกนามาผสมผสานกน

ขนท 6. วางแผนการปฏบต

เมอไดทางเลอกทดทสดแลวกควรมการนาผลการตดสนใจนนไปปฏบต เพอใหการดาเนน

การเปนไปอยางมประสทธภาพ เราควรกาหนดโปรแกรมของการตดสนใจ เชน ตารางเวลา

ดาเนนงาน งบประมาณและบคคลทเกยวของกบการปฏบต ควรมการมอบหมายอานาจหนาทท

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 113

ชดเจนและจดใหมการตดตอสอสารทจะชวยใหการตดสนใจเปนทยอมรบแตอยางไรกตามแผนการ

ปฏบตทดควรมความยดหยนไปตามความเปลยนแปลงทจะเกดขนในอนาคตนอกจากนควรกาหนด

ระเบยบ วธและนโยบาย ซงมสวนสนบสนนใหการดาเนนงานเปนไปอยางมประสทธภาพ

ขนท 7. สรางระบบควบคมและประเมนผล

การสรางระบบการควบคมและการประเมนผล เพอทจะชวยใหเราไดรบขอมลยอนกลบ

เกยวกบผลการปฏบตงานวาเปนไปตามเปาหมายหรอไมขอมลยอนกลบจะชวยใหเราแกปญหาหรอ

ทาการตดสนใจครงตอๆ ไปไดมประสทธภาพมากขนโดยมหลกการในการตดตามเพอควบคมและ

ประเมนผล ดงน

กาหนดตวผรบผดชอบ ในการตดตามการดาเนนงานทชดเจน ถาเปนทมแกปญหา

กควรใหทกคนรวมรบผดชอบ

คอยตรวจสอบงานแตละอยางในแผนการปฏบตงาน วาไดทาการสาเรจลลวง

ภายในเวลาทกาหนดไวหรอไม

มการเกบขอมลการดาเนนงานและรายงานขอมลนน ใหผรวมทมทราบเปนระยะๆ

กาหนดเปาหมายของแตละงานอยางใหชดเจน และทาใหแนใจวา ทกคนเขาใจ

หนาทรบผดชอบของตนเปนอยางด

จดตารางการประชมผรวมแกปญหา เพอใหทกคนทราบความคบหนา หรอชวย

รบมอกบอปสรรคทเกดขน ( ยดา รกไทย,ธนกานต มาฆะศรานนท,2545: 88-89)

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 114

แผนภาพท 4.1 แสดงกระบวนการตดสนใจ 7 ขนตอน

นอกจากกระบวนการตดสนใจดงกลาวในขางตนแลวกยงมหลกหรอวธการตดสนใจทใช

กนอยอยางแพรหลาย ( ยกเวนการตดสนใจตามอาเภอใจ ) เชน

1. การตดสนใจทาเฉพาะสงทถกตอง เหมาะสมตามกาลเทศะ วย และสถานการณ

2. การตดสนใจโดยใช คณธรรม เชน ทาดไดด ทาชวไดชว กคออะไรดกทา ไมดกไมทา

ไมเบยดเบยนตวเองและผอน

3. การตดสนใจโดยยดหลก อรยสจ 4

1. ปญหา ( ทกข )

2. สาเหตของปญหา ( สมทย )

3. ภาวะสนทกข ( นโรธ )

4. วธแกปญหา ( มรรค )

กาหนดปญหา 1

กาหนดเกณฑ ปจจย

และขอจากด

2

วนจฉยเปรยบเทยบ

ความสาคญของ เกณฑ

ปจจย และขอจากด

3

กาหนด และ

พฒนาทางเลอก

4

วเคราะห และ

เลอกทางเลอกทดทสด

5

วางแผน

การปฏบต

6

สรางระบบควบคม

และประเมนผล

7

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 115

ขอควรระวงและอปสรรคในการตดสนใจ

4. การตดสนใจโดยยดหลกทางสายกลาง คอ ความพอด พอเหมาะ ไมตง ไมหยอน

เกนไป ทาไปตามสถานภาพ ตามความเปนไปได

5. การตดสนใจโดยยดหลก ชนะ / ชนะ ( Win / Win ) เปนการแกปญหาใหสองฝาย โดย

ตองทาใหทงสองฝายไมมใครแพ นนคอไดรบประโยชนทงสองฝาย ซงการตดสนใจ

แบบนมกใชกบการเจรจาตอรอง หรอการคาขาย เปนตน

6. การตดสนใจ โดยใชการวเคราะหแบบ SWOT

S – Strengths (จดแขง)

W – Weaknesses (จดออน)

O – Opportunities (โอกาส)

T – Threats (อปสรรค)

7. การตดสนใจเลอกทางเลอกทความเสยงตาสด ไดผลตอบแทนมากทสด

8. การตดสนใจโดยการพจารณาผลลพธทไดจากการดาเนนการทางวทยาศาสตร

9. การตดสนใจโดยการพจารณาผลลพธทไดจากการดาเนนการทางคณตศาสตร

ฯลฯ

1. การใชอารมณในการวเคราะหและตดสนใจ เราไมควรใชความรสกหรออารมณในการ

ตดสนใจมากเกนไป เพราะจะทาใหเกดความลาเอยง การมอคต ไมอยากเหนใครไดดกวา ฯลฯ

ดงนนเราตองพยายามสรางสมดลระหวางสญชาตญาณกบการวเคราะหดวยเหตผล กลาวคอเราควร

ใชสญชาตญาณในการตดสนใจเชงสรางสรรคกบการใชเหตผลบนพนฐานของขอเทจจรง

นอกจากนนสงทสาคญในการตดสนใจกคอควรใชสตในการตดสนใจมากกวาจต หรอการทาจตให

วางกอนถงจะทาการตดสนใจ

2. ขอมลทใชในกระบวนการตดสนใจ เปนสวนประกอบทสาคญในการตดสนใจตงแต

ขนแรกไปจนถงขนสดทาย เพราะขอมลเปนสงททาใหเราทราบถงสถานการณทเรากาลงเผชญอย

นนไดอยางถกตอง กลาวคอสงทเปนตวบงบอกวาเราจะประสบความสาเรจหรอลมเหลวในการ

ตดสนใจ คอ วธรวบรวม บรหารและใชขอมล ซงปญหาเกยวกบขอมลทสงผลกระทบตอการ

ตดสนใจ เชน ขอมลผดพลาด ขอมลไมเพยงพอ และขอมลไมทนสมย

3. นวรณ 5 การทเราไมกระตอรอรน เฉอยชา หรอไมคดทจะทาสงใด สวนใหญเกดจาก

นวรณหาอยาง ดงน

ตดกาม คอ ตดสข ตดใจ หลงในรป รส กลน เสยง ดงนนพอเราตดเรองพวกน

เรากจะไมเปลยนแปลง เพราะพงพอใจแคนน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 116

เครยดแคน อาฆาต จนไมสามารถจะกระทาสงใด เพราะแคนทงตนเองและผอน

ไมรจกหกหามใจจนขาดสต คดแตจะทาลาย ไมคดแกปญหา

ฟงซาน คดมาก คดวกวน(คดวนอยในอาง) จนใหไมสามารถหาทางออกของปญหาได

งวงนอน เบอ ขเกยจ ไมอยากแกปญหา

ลงเลสงสย ไมรจะแกปญหาไปทาไม ไมแนใจ ไมมนใจ สบสนในเปาหมาย

4. การคดขาดความละเอยด ชดเจน จงสงผลใหไมสามารถวเคราะหหาสาเหตของปญหา

ท แทจรงได ( สามารถใช Mind mapping ในการแกปญหาดงกลาวได)

5. บรรยากาศแบบอกศล คอมสมาชกทอยในทมการตดสนใจบางคนมจตอกศล ไมจรงใจ

ไมมความรบผดชอบ ไมมจรยธรรม ฯลฯ

6. รบรอนตดสนใจ จนทาใหขาดสงทดหรอจาเปนในการตดสนใจ เชน เกณฑทด การ

วางแผนทด การประเมนผลทด ฯลฯ จงผลใหการตดสนใจอาจประสบความลมเหลว

นอกจากทกลาวมาทงหมดแลว ยงมขอควรระวงและอปสรรคในการตดสนใจอกมาก

เพราะการตดสนใจในแตละสถานการณยอมมความแตกตางกน จงสงผลใหมขอควรระวงและ

อปสรรคแตกตางกน ดงนนทกลาวมาในขางตนจงเปนเพยงขอควรระวงและอปสรรคพนฐานทเรา

มกประสบขณะททาการตดสนใจ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 117

ความหมาย

อ.บญชะนะ วาราชะนนท

ตรรกศาสตรเปนวชาแขนงหนงทมการศกษาและพฒนามาตงแตสมยกรกโบราณ คาวา

“ตรรกศาสตร” มาจากภาษาสนสกฤตวา “ตรก” (หมายถง การตรกตรอง หรอความคด) รวมกบ

“ศาสตร" ” (หมายถง ระบบความร) ดงนน “ตรรกศาสตร จงหมายถง ระบบวชาความรท

เกยวของกบความคด ” โดยความคดทวาน เปนความคดทเกยวของกบการใหเหตผล แตยงเปน

การศกษาทไมเปนระบบ จนกระทงมาในสมยของอรสโตเตล ไดทาการศกษาและพฒนา

ตรรกศาสตรใหมระบบยงขน มการจดประเภทของการใหเหตผลเปนรปแบบตาง ๆ ซงเปนแบบ

ฉบบของการศกษาตรรกศาสตรในสมยตอมา เนองจากตรรกศาสตรเปนวชาทวาดวยกฎเกณฑของ

การใชเหตผล จงเปนพนฐานสาหรบการศกษาในศาสตรอน ๆ เชน ปรชญา คณตศาสตร

วทยาศาสตร กฎหมาย เปนตน นอกจากนยงถกนามาใชในชวตประจาวนอยเสมอ เพยงแต

รปแบบของการใหเหตผลนน มกจะละไวในฐานทเขาใจ และเพอเปนความรพนฐานสาหรบผ

ศกษาทจะนาไปใชและศกษาตอไป

วธการคดหาเหตผลในตรรกศาสตรจะแบงการอางเหตผลออกเปน 2 แบบ คอ การอางเหตผล

แบบอปนย และการอางเหตผลแบบนรนย ซงในการคดหาเหตผลแบบนรนยอาจเรยกอกอยางหนง

วา ตรรกศาสตรเชงแบบแผน (Formal Logic) ซงมอย 2 ชนด โดยพจารณาตามพฒนาการในการ

อางองเหตผล คอ

1. ตรรกศาสตรแบบดงเดม (Traditional Logic) ซงกคอตรรกศาสตรของอรสโตเตล ท

เรยกวา การอางเหตผลแบบ ซลลอจสม (Syllogism) จะเปนการคดหาเหตผลโดยไมใชสญลกษณ

โดยมกจะใชขอความหรอภาษาในการคดหาเหตผล

2. ตรรกศาสตรสมยใหม (Modern Logic) เปนการ คดหาเหตผลโดยใชสญลกษณ แทน

ขอความ จงเรยกอกอยางหนงวา ตรรกศาสตรสญลกษณ (Symbolic Logic)

ในทนจะเนนการอางเหตผลแบบ ซลลอจสม(Syllogism) โดยเฉพาะในสวนทเกยวของกบ

การใหเหตผลเทานน

เทคนควธและเครองมอในการตดสนใจ

ตอนท 4.1 ตรรกศาสตรและการใหเหตผล

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 118

ลกษณะของภาษาทใชแสดงเหตผล

ตรรกวทยาเกดจาก “ กฎตางๆ ซงเปนฐานของความคด เพอทจะใหการคดนนเกด

ประสทธผลยงขน ” โดยการใชภาษาในการแสดงเหตผล (Reason) หรอถายทอดความคดนนลงส

รปแบบทสามารถใชตดตอกนได จะเปนรปประโยค หรอวลซงตวเรา ผอาน หรอฟงแลวเขาใจได

เมอเปนเชนนเราจงสามารถตรวจสอบ โตแยงและทดสอบใหแนชดได แมความคดของเราเองก

เชนกนเรากจะเอาแนไมได จนกวาจะมขอความประกอบดวย 2 สวนเสมอ คอสวนทเราตองพสจน

วาเปนความจรงทเรยกวา ขอสรป กบสวนทเปนเหตหรอหลกฐานทนามาอางทเรยกวา ขออาง เชน

- แดงขยนดหนงสอเรยน ดงนน แดงจงสอบไลได

- เพราะแดงขยนดหนงสอเรยน เขาจงสอบไลได

- แดงขยนดหนงสอเรยน เพราะฉะนน แดงจงสอบไลได

- แดงสอบไลไดแน เพราะ เขาขยนดหนงสอเรยน

- ดนเปยก เพราะ ฝนตก

- แดงรารวยมาก เพราะ ขยนอดออม

- แดงขยนอานหนงสอเรยน ฉะนน แดงจงสอบไลได เพราะ ผขยนด

หนงสอเรยนเปนผสอบไลได

- แดงขยนอดออม ฉะนน แดงจงรารวยมาก เพราะ ผขยนอดออมเปนผ

รารวย

ลกษณะของภาษาทแสดงเหตผลจะตองม 2 ขอความ คอ

1. ขออาง อนเปนขอความทสนบสนน หรอขอเสนอ หรอเรยกวา บทตง (Premise)

2. ขอสรป อนเปนขอความทถกสนบสนน หรอนคมน (Conclusion)

( บญม แทนแกว, 2536:4-5)

ขออาง

มากอน

ขอสรป

มากอน

ขอสรปอย

ตรงกลาง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 119

การใหเหตผล

การใหเหตผล คอ การใชหลกฐานเพอยนยนหรอสนบสนนใหมนใจวาขอสรปทไดนน

สมเหตสมผล การพจารณาความสมเหตสมผลหรอความมเหตผลเชงตรรกะ ไมจาเปนวาจะตองม

ความจรง (Truth) เสมอไป เพราะการสมเหตสมผลรบรองเพยงวาขอสรปทไดนนพจารณาจาก

ขอเสนอทกาหนดหรอเหตกาหนดให (Premise) มาเทานนเหมอนกบการทาโจทยเลข การ

สมเหตสมผลกคอวธทา ซงมลาดบขนตอนโดยตวของมนเองกจะไมสนใจวาโจทยทกาหนดใหนน

เปนจรงหรอไม ผดถกอยางไร เชน มโจทยวา “ เดกคนหนงกาลงแบกของหนก 40 กโลกรมบนบา

ถาเพมของบนบาใหเดกคนนอก 80 กโลกรม เดกคนนกาลงแบกของหนกรวมเทาไร ” ถาทาโดย

วธการบวกกจะตอบวาเดกคนนกาลงแบกของหนก 120 กโลกรม โดยไมสนใจวาจะมความเปนไป

ไดหรอไม นเปนเพยงแสดงใหเหนวา การพจารณาความสมเหตสมผลนน ไมไดนาความจรง

หรอไมจรงมาเกยวของดวย แตถาเปนการตงโจทยเลขใหนกเรยนทาในชนเรยน การตงโจทยควร

คานงถงความจรงควบคไปดวย ( อาจารยคณตศาสตร สหวทยาลยทวาราวด , 2534 : 13-14 )

วธการใหเหตผล คอวธการใชหลกฐาน เพอยนยนหรอสนบสนนใหมนใจวาขอสรปทได

นนสมเหตสมผล ซงจะปรากฎอยในรปของประโยคตรรกะวทยา ม 2 แบบคอ การใหเหตผลแบบ

อปนยกบการใหเหตผลแบบนรนย ดงนนกอนทจะกลาวถงรายละเอยดของวธการใหเหตผลทง

2 แบบ จะกลาวถงความรพนฐานเกยวกบประโยคตรรกะทใชในวธการใหเหตผลทง 2 แบบ ดงน

ประพจนและประโยคเปด

พจารณาขอความตอไปน

(1) จงหวดนครปฐมอยภาคกลาง

(2) เชยงใหมเปนเมองหลวงของประเทศไทย

(3) 0 ไมใชจานวนนบ

(4) นายบญชะนะ วาราชะนนท มบตร 3 คน

(5) กรณา อยาเดนลดสนาม

จากขอความดงกลาวจะเหนวา ขอ (1) เปนประโยคบอกเลาทเปนจรง ขอ (2) เปน

ประโยคบอกเลาทเปนเทจ ขอ (3) เปนประโยคปฏเสธทเปนจรง ขอ (4) เปนประโยคบอกเลาท

สามารถบอกไดวาเปนจรงหรอเทจ ขอ (5) เปนขอความทแสดงการขอรอง บอกไมไดวาเปนจรง

หรอเทจ เราเรยกขอความ ขอ (1) ขอ (2) ขอ (3) และขอ (4) วาประพจน สวนขอ (5) ไมเปน

ประพจน เพราะเปนประโยคทแสดงการขอรองซงบอกไมไดวาเปนจรงหรอเทจ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 120

ตวอยางขอความทเปนประพจน

“ 0 เปนจานวนเตม” เปนประพจนทมคาความจรงเปนจรง

“นกเปนสตวเลยงลกดวยนม” เปนประพจนทมคาความจรงเปนเทจ

“23 ไมเทากบ 32” เปนประพจนทมคาความจรงเปนจรง

ขอความทอยในรปคาถาม คาสง ขอรอง อทาน หรอแสดงความปรารถนาจะไมเปน

ประพจน เพราะไมสามารถบอกคาความจรงไดวาเปนจรงหรอเปนเทจ เชน

โปรด ชวยกนรกษาความสะอาด (ขอรอง)

หามสบบหร ในสวนสาธารณะ (คาสง)

อย ! ตกใจหมดเลย (อทาน)

สองบวกดวยหนงไดเทาไร (คาถาม)

ฉนอยากมเงนสก หมนลาน (แสดงความปรารถนา)

พจารณาขอความตอไปน

(1) เขาเปนนายกรฐมนตร เดอน มนาคม พ.ศ. 2551

(2) x + 2 = 10

จากขอ (1) คาวา “เขา” เราไมทราบวาหมายถงใคร จงไมสามารถบอกคาความจรงไดวา

ขอความนเปนจรงหรอเทจ แตถาระบวา “เขา” คอ “พ.ต.ท. ดร. ทกษณ ชนวตร ” จะไดขอความ

“พ.ต.ท. ดร. ทกษณ ชนวตร เปนนายกรฐมนตร ” ซงเปนประพจน เพราะสามารถบอกคาความ

จรงไดวาขอความนเปนเทจ

จากขอ (2) คาวา “x” เราไมทราบวา หมายถงจานวนใด จงยงไมสามารถบอกคาความ

จรงไดวาเปนจรงหรอเทจ แตถาระบวา “x = 3” จะไดขอความ “x + 2 = 10 เมอ x = 3” หรอ

“x + 2 = 10” ซงเปนประพจน เพราะสามารถบอกคาความจรงไดวาเปนเทจ

ดงนนจะเหนวาขอความ (1) และ (2) นไมเปนประพจน ทงนเนองจากไมสามารถบอกคา

ความจรงไดวาเปนจรงหรอเปนเทจ แตเมอมการระบขอบเขตหรอความหมายของคาบางคาใน

ขอความวา หมายถงสงใด จะทาใหขอความนนกลายเปนประพจน เพราะสามารถบอกคาความ

จรงไดวาเปนจรงหรอเทจ เราเรยกขอความ (1) และ (2) วา ประโยคเปด และเรยกคาวา “เขา

หรอ “x” วาตวแปร

นยาม ประพจน คอ ประโยคบอกเลาหรอประโยคปฏเสธทมคาความจรงเปนจรงหรอเปนเทจ

เพยงอยางใดอยางหนง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 121

องคประกอบของประโยคตรรกวทยา

ประพจนหรอประโยคโดยทวไป เมอจะนามาพจารณาถงการใหเหตผล ควรจะตองเปลยน

ประโยคเหลานนใหมรปแบบเปนประโยคทางตรรกวทยาเสยกอนซงรปแบบดงกลาวจะม

องคประกอบ 3 สวน คอ ประธาน ตวเชอม และภาคแสดง

ภาคประธาน ( Subject ) มลกษณะเปนคานาม แสดงสงทกลาวถง ซงอาจเปนคาหรอ

กลมคากได ทาหนาทเปนประธานของประโยค

ตวเชอม ( Copula ) เปนคาทอยระหวางประธานกบภาคแสดงม 2 ประเภท คอ ตวเชอม

ยนยน ไดแกคาวา “เปน” และตวเชอมปฏเสธ ไดแกคาวา “ไมเปน”

ภาคแสดง ( Predicate ) มลกษณะเปนคานาม ซงเปนการแสดงออกของประธาน

หมายเหต สาหรบภาคประธานและภาคแสดง อาจใชคาวา “เทอม” แทนได เปน เทอม

ประธาน และเทอมแสดง

รปแบบของประโยคตรรกวทยา

เทอมประธาน + ตวเชอม + เทอมแสดง

Subject + Copula + Predicate

นกทกตว + เปน + สตว (ประโยคยนยน)

นกบางตว + ไมเปน + สงทบนได (ประโยคปฏเสธ)

จะเหนวาประโยคตรรกะจะมใชอย 2 ประโยคเทานน คอ

1. ประโยคยนยน หรอประโยคบอกเลา ซงจะสงเกตไดจากตวเชอมใชคาวา “ เปน”

2. ประโยคปฏเสธ ซงจะสงเกตไดจากตวเชอมใชคาวา “ไมเปน”

นยาม ประโยคเปด เปนประโยคบอกเลาหรอประโยคปฏเสธทมตวแปร และยงไมสามารถ

ระบคาความจรงไดวาเปนจรงหรอเปนเทจ ถาแทนคาตวแปรดวยคาใดคาหนงแลว ประโยค

เปดจะกลายเปนประพจน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 122

นอกจากนประโยคตรรกวทยาสามารถจาแนกไดเปน 4 กลม คอ

1. ประโยคตรรกะ A : เปนประโยค ซงประธานกระจาย ทเปนประโยคยนยน

ทกๆ A เปน B

“ นกศกษาทกคน เปน ผมความร”

2. ประโยคตรรกะ E : เปนประโยค ซงประธานกระจาย ทเปนประโยคปฏเสธ

ทกๆ A ไมเปน B

“ นกศกษาทกคน ไมเปน ผมความร”

3. ประโยคตรรกะ I :เปนประโยค ซงประธานไมกระจาย ทเปนประโยคยนยน

บาง A เปน B

“ นกศกษาบางคน เปน ผมความร”

4. ประโยคตรรกะ O :เปนประโยค ซงประธานไมกระจาย ทเปนประโยคปฏเสธ

บาง A ไมเปน B

“ นกศกษาบางคน ไมเปน ผมความร”

หมายเหต A และ I ไดมาจากสระ 2 ตวแรกของคาวา “Affirmo” ซงเปนภาษาละตน

หมายความวา “ฉนยนยน” และ E กบ O ไดมาจากสระ 2 ตวของคาวา “Nego”

ซงเปน ภาษาละตน หมายความวา “ฉนปฏเสธ”

หลกการเบองตนในการเปลยนประโยคทวไปใหเปนประโยคตรรกวทยา

1. กาหนดเทอมแรกเปน ประธาน แลวใชคาวา “เปน” หรอ “ไมเปน” เปนตวเชอมหลง

ประธาน ในกรณทเปนประโยคยนยนหรอประโยคปฎเสธ ตามลาดบ แลวกาหนดเทอมหลงเปน

ภาคแสดงของประธาน เชน

ประโยคทวไป : สนขมสขา (ประโยคยนยน)

ประโยคตรรกวทยา : สนข เปน สงมสขา

หรอ

ประโยคทวไป : นกไมไดมสขา (ประโยคปฏเสธ)

ประโยคตรรกวทยา : นก ไมเปน สงมสขา

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 123

2. ถาคาวา “ไม” อยทภาคแสดงใหยายคาวา “ไม” มาอยหนาตวเชอม เพอใหมความหมายคงเดม

ประโยคทวไป : สชาต ไมชอบ เรยนหนงสอ (ประโยคปฏเสธ)

ประโยคตรรกวทยา : สชาต ไมเปน ผชอบเรยนหนงสอ

3. ถาคาวา “ไม” อยทประธาน ตองพจารณาความหมายแตละกรณ ดงน

3.1 ถามความหมายวาปฏเสธ ประธานทงหมด จะสามารถยายคาวา “ไม” มาอยทตวเชอม

เพอใหมความหมายคงเดม เชน

ประโยคทวไป : ไมมสนขตวใดพดได (ประโยคยนยน)

ประโยคตรรกวทยา : สนขทกตว ไมเปน สงทพดได

3.2 ถามความหมายวา ปฏเสธ ประธานเพยงบางสวน จะไมสามารถยายคาวา “ไม” มาอยท

ตวเชอม หรอจากตวเชอม จะยายมาอยทประธานไมได เพราะทาใหความหมายเปลยนแปลงไป

จากเดม เชน

ประโยคทวไป : คนไมขยนบางคนเปนคนยากจน

ถาเปลยนเปน “คนขยนบางคนไมเปนคนยากจน” หรอ “คนขยนบางคนเปนคนยากจน” จะ

เหนวา ความหมายเปลยนแปลงไปจากเดม เพราะคนขยนบางคนอาจเปนผทยากจนหรอไมยากจน

กได เพราะฉะนนจงตองคงประโยคเดมไว

ตวอยางการเปลยนประโยคทวไปใหเปนประโยคตรรกวทยาทง 4 กลม

1. การเปลยนประโยคทวไปใหเปนประโยคตรรกะ A

ประโยคทวไป ประโยคตรรกะ

มนษยทกคนตองตาย มนษยทกคน เปน ผตองตาย

สตวทงหลายในโลกลวนมชวต สตวทกตว เปน สงมชวต

ใดๆ ในโลกลวนอนจจง สงในโลกทงปวง เปน อนจจง

2. การเปลยนประโยคทวไปใหเปนประโยคตรรกะ E

ประโยคทวไป ประโยคตรรกะ

มนษยทกคนบนไมได มนษยทกคน ไมเปน สงทบนได

อบายมขไมใชสงด อบายมขทกชนด ไมเปน สงด

ความจรงยอมไมเปลยนแปลง ความจรง ไมเปน สงเปลยนแปลง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 124

3. การเปลยนประโยคทวไปใหเปนประโยคตรรกะ I

ประโยคทวไป ประโยคตรรกะ

คนสวนมากมฐานะยากจน คนบางคน เปน ผมฐานะยากจน

คนเดนทางบอยๆจะไดรบอนตราย คนเดนทางบางคน เปน ผไดรบอนตราย

คนโดยทวไปเรยนหนงสอทโรงเรยน คนบางคน เปน ผเรยนหนงสอทโรงเรยน

4. การเปลยนประโยคทวไปใหเปนประโยคตรรกะ O

ประโยคทวไป ประโยคตรรกะ

คนสวนมากไมใชนกปราชญ คนบางคน ไมเปน นกปราชญ

ใครๆ มใชจะเปนราชบณฑตได คนบางคน ไมเปน ราชบณฑต

ครนอยคนทไมไดปรญญา ครบางคน ไมเปน ผไดรบปรญญา

เมอรจกประโยคตรรกะซงจะนามาใชในการใหเหตผลแบบตางๆ แลว ตอไปจะกลาวถง

การใหเหตผลแบบอปนย และนรนย ตามลาดบ พอสงเขปดงน

การใหเหตผลแบบอปนย ( Induction )

การใหเหตผลแบบอปนยเปนการใหเหตผลโดยอางประสบการณเฉพาะหรอความจรง

เฉพาะเพอสรปความจรงทวไป เชน ปกตเราเหนตนมะละกอตนไหนๆ กมลกษณะยอดเดยวไมแตก

กงกาน เรากสรปเปนกฎทวไปวา “ตนมะละกอทกตนมยอดเดยวไมแตกกงกาน ” ซงจะเหนวา

ความรทเราสรปไดเปนความรใหมโดยอาศยหลกฐานจากประสบการณเฉพาะ แตการใหเหตผล

แบบนเปนการสรปเกนขออางหรอหลกฐานทมอย หรอเรยกไดวาเปนการอนมานเกนสงทกาหนด

จงสงผลใหขอสรปทไดอาจไมสมเหตสมผล ดงนนวธการใหเหตผลแบบอปนยจงเปนเรองของ

“ความนาจะเปน” เทานน ไมใชเรองของ “ความแนนอนตายตว ” อยางไรกตามวธการใหเหตผล

แบบอปนยนแมขอสรปจะไมแนนอนตายตว แตสามารถใหความรใหมแกเราได

ตวอยางท 1

ลงไม ซง ทอนไม เปน สงลอยนาได

ลงไม ซง ทอนไม เปน ไม

ขอสรป ไมทกชนด เปน สงลอยนาได

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 125

วธการใหเหตผลแบบอปนย แสดงเปนแผนภาพไดดงน

ความจรงเฉพาะ ความจรงทวไป

(ขออางจากประสบการณ) (ขอสรป)

ลงไม ลอยนา

ซง ลอยนา ไมทกชนดเปนสงลอยนาได

ทอนไม ลอยนา

พจารณาวธการใหเหตผลแบบอปนยจากตวอยางท 1 พบวา จรงอย เราอาจเคยเหนลงไม

ลอยนา ซงกลอยนา และทอนไมกเคยเหนวามนลอยนาได ซงสงทเราเหนมเพยง 3 สงนทลอย

นาไดจรง เราจะสรปลงไปวา “ไมทกชนด เปน สงลอยนาได” นนยงคงไมได เพราะสงทเปนไม

หรอทาดวยไม เชน ไมกระดาน เขยง เตยงนอน ต เกยะ ฯลฯ กลอยนาได ดงนนการทเราสรป

วา “ไมทกชนด เปน สงลอยนาได ” โดยอาศยประสบการณเพยงสวนนอย หรอหลกฐานทนามา

สนบสนนไมเพยงพอ จงไมคอยสมเหตสมผลนก

ตวอยางท 2

รชนก รจรา รงรตน เปน ภรรยานายบอย

รชนก รจรา รงรตน เปน พยาบาล

สรป พยาบาลทกคน เปน ภรรยานายบอย

จากตวอยางท 2 จะเหนวาขอสรปกวางกวาขออาง จรงอย รชนก รจรา และรงรตน ทง

3 คนนอาจจะเปนภรรยาของนายบอย จรง และกอาจเปนพยาบาลทง 3 คน แตพยาบาลทกคน ทไม

เฉพาะแต รชนก รจรา และรงรตน จะเปนภรรยาของนายบอย ดวยนน ยอมผดจากขอเทจจรง

และเปนไปไมไดอยางแนนอน

การใหเหตผลแบบอปนยจะเชอถอได ตองขนอยกบสงตอไปน

1. จานวนประสบการณเฉพาะทนามาอางมมากนอยเพยงใด ถาประสบการณเฉพาะท

นามาสนบสนนขอสรปมมาก กจะสงผลใหขอสรปทไดนาเชอถอมากขน เชน ทกครงท

รบประทานสมตาปลาราจะทาใหทองเสย เราอาจสรปไดวา การรบประทานสมตาปลาราทาให

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 126

ทองเสยจรงและนาเชอถอ แตถาเคยรบประทานมาหลายครง แลวพบวาทองเสยเพยง 1 – 2 ครง จง

ไมนาเชอวาทองเสยเพราะสมตาปลารา อาจจะทองเสยเพราะสาเหตอยางอนกได

2. การเปนตวแทนของประสบการณเฉพาะ เชน ในประเทศไทยมประชากรทอานออก

เขยนไดประมาณ 50 % ถาตวแทนของประสบการณเฉพาะ ไดมาจากทกจงหวดหรอตาบลของ

ประเทศกนาเชอถอ แตถาตวแทนของประสบการณเฉพาะไดมาจากการสมภาษณหรอออกแบบ

สารวจใหหวหนาทองถนนนๆ ขดในชองทกาหนดไวแลว หรอสารวจเฉพาะประชากรทอาศยอยใน

กรงเทพฯ เทานน ผลทไดอาจไมนาเชอถอ เพราะเราไมไดตวแทนของประสบการณเฉพาะทด

3. ความเชยวชาญและไหวพรบของผอนมานหรอผสรป เนองจากกฎความสมเหตสมผล

ของการใชเหตผลแบบอปนย มกฎเดยว คอ ตองมประสบการณจนสามารถ ปกใจ ( Assent ) ได

ซงการปกใจไดกคอการเลงเหนวาลกษณะนนาจะเปนธรรมชาตของสงนน เชน “เราเหนนกศกษา

ชายไวผมยาวรงรงเดนเขาประตมหาวทยาลยไป 20 คน เราอนมานหรอสรปเอาวานกศกษาใน

มหาวทยาลยนทกคนไวผมรงรง” การอนมานหรอการสรปนดจะมความสมเหตสมผลนอย หรอ

กลาวไดวาเราจะปกใจเชอขอสรปดงกลาวไดนอยมาก แตถา “เราเหนคนทเดนหอบหนงสอ

อยในมหาวทยาลยเปนนกศกษา แลวเราอนมานหรอสรปวาคนทเดนหอบหนงสออยใน

มหาวทยาลยทกคนเปนนกศกษา ” ถงแมจะดไมสมเหตสมผลนก แตกมความปกใจไดมากกวา

ประโยคแรก การใหเหตผลแบบอปนยจงยากเพราะเราไมอาจกาหนดลงไปไดแนนอนวาเมอไรจง

จะปกใจได จงตองอาศยความเชยวชาญและไหวพรบของผอนมานเปนปจจยสาคญ (อาจารย

คณตศาสตร สหวทยาลยทวาราวด , 2534 : 18 )

การใหเหตผลแบบนรนย ( Deduction )

การใหเหตผลแบบนรนยเปนการใหเหตผลโดยอางขอความทวไปหรอความรเดม(ความรท

เปนสากล) ซงตองยอมรบวาเปนจรงทงหมด มาเปนขออางและสนบสนนขอความทยงไมแนใจ

โดยอาศยการคดอยางมเหตผล หรอกลาวอกนยหนงวาเปนการใหเหตผล โดยการสรปขอความยอย

จากขอความสากล หรอเปนการสรปสงเฉพาะจากสงสากล ดงนนขอสรปทไดจงมความแนนอน

(Certainty) แตมความหมายแคบกวาขอมลทนามาสนบสนน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 127

ตวอยางท 3

คนทกคน เปน ผทตองตาย

นายบอย เปน คน

สรป นายบอย เปน ผทตองตาย

การใหเหตผลแบบนรนยโดยอรสโตเตล

อรสโตเตลเปน บดาแหงการสรางแบบนรนย ซงเขาเสนอวา คนเราจะคดอยางมเหตมผล

หรอคดอยางสมเหตสมผลนนจะตองคดในขอบเขตของพนฐาน ซงมลกษณะคลายกบขอตกลงทาง

คณตศาสตร อรสโตเตลมกฎการคดอย 3 ประการคอ

1. กฎความเปนเอกลกษณ ( Law of Identity ) “ถา A เปนอะไรอยางหนงแลว A ตอง

เปน A เสมอ” เชน 9 = 9 หรอเชน นายแดง สทบทม กคงเปนนายแดง สทบทม จะเอา

เงอนไขอนใดมาประกอบเขาไปแลวจะใหเปลยนเปน นาย ดา สนาเงน ไมได

2. กฎไมเกดการปฏเสธพรอมกนกบการยอมรบ ( Law of Non-Contradiction ) “ถา A

เปนอะไรอนหนง และ B เปนอะไรอนหนง A เปน B และ A ไมเปน B ในขณะเดยวกนไมได”

3. กฎการยกเวนตวกลาง ( Law of Exclusive Middle ) “ถา A เปนอะไรอนหนง

B เปนอะไรอนหนง A จะตองเปน B หรอ A ไมเปน B”

อรสโตเตลเสนอรปแบบการใหเหตผลแบบนรนยทมแบบแผนตายตวสามารถพสจน โดย

อาศยกฎเกณฑของอรสโตเตลไดวาการอางเหตผลครงหนงๆ นนจะผดหรอถก และแบบแผนท

อรสโตเตลเสนอเรยกวา ตรรกบท (Syllogism) ซงประกอบดวยประโยคตรรกะ 3 ประโยคดงน

รปแบบตรรกบท (Syllogism)

เหต 1 : สตวทกตว เปน สงทตองตาย

เหต 2 : แมว เปน สตว

สรป : แมว เปน สงทตองตาย ขอสรป (Conclusion)

เหตกาหนดให

( Premise)

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 128

หมายเหต สาหรบภาคประธานและภาคแสดงในประโยคตรรกะ อรสโตเตล เรยกวา “

ศพท(Terms) ” ( อาจารยคณตศาสตร สหวทยาลยทวาราวด , 2534 : 18 )

ปรมาณในประโยคตรรกะ จะแบง “ ศพท(Terms) ” ออกเปน 2 ชนดคอ

1. ศพทกระจาย หรอเทอมกระจาย คอศพททอางถงหรอกลาวถงสมาชกทกหนวย หรอ

เรยกวาบอกปรมาณสากล เชน คนทกคน นกศกษาทกคน นายบอย สนขทกตว เปนตน

2. ศพทไมกระจาย หรอเทอมไมกระจาย คอศพททอางถงหรอกลาวถงสมาชกบางหนวย

เชน คนบางคน นกศกษาบางคน แขนนายบอย สนขบางตว เปนตน

วธพจารณาศพทวากระจายหรอไมกระจาย

1. พจารณาจากคาหรอวลบอกปรมาณทนามาขยายศพท

- ศพทกระจาย ถามคาวา ทงหมด ทกคน ทกตว ทกสง ทกตน ทงสน และคา

อนๆ ในทานองนมาขยายศพท

- ศพทไมกระจาย ถามคาวา บางคน บางตว บางสง บางตน สวนใหญ

สวนมาก สวนนอย บางสวน เกอบ และคาอนๆในทานองน มาขยายศพท

2. ศพทเปนชอเฉพาะ

- ศพทกระจาย ถาเปน ชอคน นายดา นายด นายบอย ไอดาง เปนตน

- ศพทไมกระจาย ถาเปนสวนหนงของชอเฉพาะ เชน แขนของนายดา กนของ

นายด เปนตน ถอวาเปนศพทไมกระจาย

3. ศพทททาหนาทภาคประธาน (ใหดตลอดทงประโยค )

- ศพทกระจาย ถาประธานกนความทกหนวยยอมกระจาย เชน คร ปจจบน เปน

ผไดรบปรญญา ทกคน ,นก เปน สตวทกตว

- ศพทไมกระจาย ถาประธานไมกนความทกหนวยยอมไมกระจาย เชน พอคา

เปน ผรารวย บางสวน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 129

4. ศพทททาหนาทภาคแสดง

- ศพทกระจาย ถาอยหลงตวเชอมปฏเสธ (คาวา “ไมเปน”) ถอวาเปน ศพทกระจาย

เชน คนทกคน ไมเปน สนข ทง “คน” และ “สนข” ไมมความสมพนธกนเลย ดงนน ศพทคน

และสนขจงเปน ศพทกระจายทงค

- ศพทไมกระจาย ถาศพททาหนาทภาคแสดง อยหลงตวเชอมยนยน (คาวา “เปน”)

ถอวาเปนศพทไมกระจายเชน คนบางคน เปน คนฉลาด จะไดวา “ คนฉลาด ” เปนศพทไม

กระจาย สงเกตไดจากคนกบคนฉลาดมบางสวนสมพนธกนแยกไมออก

สรปการดวาศพทกระจายหรอไมกระจายในประโยคตรรกะชนดตาง ๆ

ประโยตตรรกะ เทอมประธาน เทอมแสดง

ประโยคตรรกะ A กระจาย ไมกระจาย

ประโยคตรรกะ E กระจาย กระจาย

ประโยคตรรกะ I ไมกระจาย ไมกระจาย

ประโยคตรรกะ O ไมกระจาย กระจาย

นอกจากน ศพท (Term) ยงแบงออกเปน 3 ลกษณะ คอ

1. ศพทใหญ หรอ เทอมใหญ หรอ เทอมเอก (Major term) ไดแก ศพททปรากฏในภาค

แสดงของขอสรป และศพทใหญนจะปรากฏอยในเหตกาหนดใหดวย

2. ศพทเลก หรอ เทอมเลก หรอ เทอมโท (Minor term) ไดแก ศพททปรากฏในภาค

ประธานของขอสรป และศพทเลกนจะปรากฏอยในเหตกาหนดใหดวย

3. ศพทกลาง หรอ เทอมกลาง (Middle term) ไดแก ศพททปรากฏในเหตกาหนดใหทง

สอง หรอเปนศพททถกใช 2 ครง ในเหตกาหนดใหทงสอง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 130

ตวอยางท 4 ศพทกลาง

เหต 1 : สตวทกตว เปน สงทตองตาย ประโยคเอก

เหต 2 : แมว เปน สตว ประโยคโท

สรป : แมว เปน สงทตองตาย ศพทเอก

ศพทโท

“สงทตองตาย” เปน ศพทใหญหรอศพทเอก เพราะ “สงทตองตาย” ปรากฏในภาคแสดงของ

ขอสรป และเปนภาคแสดงของเหตกาหนดให (เหต 1) ซงเราจะเรยก ประโยคตรรกะในเหต 1 วา

ประโยคใหญ หรอประโยคเอก

“แมว” เปน ศพทเลกหรอศพทโท เพราะ “แมว” ปรากฏในภาคประธานของขอสรป และ

ปรากฏในภาคประธานของเหตกาหนดให (เหต 2) ซงเราจะเรยก ประโยคตรรกะในเหต 2 วา

ประโยคเลก หรอประโยคโท

“สตว” เปน ศพทกลาง เพราะ “สตว” ปรากฏในเหตกาหนดใหทงสองเหต

การตรวจสอบความสมเหตสมผลโดยใชกฎของความสมเหตสมผล (Law of Validity)

ตรรกบท (Syllogism) ทสมเหตสมผล โดยวธการใหเหตผลแบบนรนยโดยอรสโตเตล

ตองเปนไปตามกฎของความสมเหตสมผล (Law of Validity) ซงม 6 ขอดงน

1. ตรรกบท ประกอบดวย 3 ประโยคตรรกะ และตองมเพยง 3 ศพท เทานน (ทง 3

ศพทตองมความหมายคงเดม)

2. ศพทกลางตองมการกระจายอยางนอย 1 ครง

3. ศพททกระจายในขอสรป ตองกระจายในเหตกาหนดใหดวย

4. เหตทกาหนดใหจะปฏเสธทงสองไมได

5. ถาเหตกาหนดใหปฏเสธ ขอสรปตองเปนปฏเสธดวย

เหตกาหนดใหทงสอง เปน ประโยคยนยน ขอสรปตองเปน ประโยคยนยน

เหตกาหนดใหหนง เปน ประโยคยนยน อกเหตหนง เปน ประโยคปฏเสธ

ขอสรปตองเปน ประโยคปฏเสธ

6. ถาเหตกาหนดใหกลาวถง “บางสวน” ขอสรปจะกลาวถง “ทงหมด” ไมได

ดงนนถาหากตรรกบทใด ไมเปนไปตามกฏของความสมเหตสมผลแมแตเพยงขอเดยว กจะ

ถอวา ตรรกบทนนไมสมเหตสมผล

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 131

ตวอยางท 5 จงพจารณาความสมเหตสมผลของตรรกบท

เหต 1 : แมวทกตว ไมเปน พช

เหต 2 : พชทกชนด ไมเปน ปลา

สรป : แมวทกตว ไมเปน ปลา

พบวาตรรกบทน เหตกาหนดใหเปนประโยคปฏเสธทง 2 เหต ซงผดกฎของความ

สมเหตสมผลขอ 4 “เหตทกาหนดใหจะปฏเสธทงสองไมได” ตรรกบทนจงไมสมเหตสมผล

ตวอยางท 6 จงพจารณาความสมเหตสมผลของตรรกบท

เหต 1 : หนอนทกตว เปน สตวนาเกลยด

เหต 2 : งทกตว ไมเปน หนอน

สรป : งทกตว เปน สตวนาเกลยด

ตรรกบทน เหต 2 เปน ประโยคปฏเสธ แตขอสรปเปน ประโยคยนยน จงผดกฎขอ 5

“ถาเหตกาหนดใหปฏเสธ ขอสรปตองเปนปฏเสธดวย”

ตวอยางท 7 จงพจารณาความสมเหตสมผลของตรรกบท

เหต 1 : แมวบางตว เปน สตว ดราย

เหต 2 : สตวดราย ไมเปน สงทนาเลยงด

สรป : แมวทกตว ไมเปน สงทนาเลยงด

ตรรกบทน ศพทในขอสรปคอ แมว และ สงทนาเลยงด เปน ศพทกระจายทงค แตพบวา ใน

เหต 1 แมวไมเปน ศพทกระจาย จงผดกฎขอ 3 “ศพททกระจายในขอสรป ตองกระจายในเหต

กาหนดใหดวย”

ตวอยางท 8 จงพจารณาความสมเหตสมผลของตรรกบท

เหต 1 : นกศกษาบางตว เปน ผมคณธรรม

เหต 2 : นายรกชาต เปน นกศกษา

สรป : นายรกชาต เปน ผมคณธรรม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 132

ตรรกบทน ศพทกลางคอ นกศกษา ซงพบวา ศพทกลางทง ในเหต 1และเหต 2 ไมเปนศพท

กระจาย ดงนนจงผดกฎขอ 2 “ศพทกลางตองมการกระจายอยางนอย 1 ครง”

การตรวจสอบความสมเหตสมผลโดยใชแผนภาพ

ในการพจารณาความสมเหตสมผลกบการใหเหตผล อาจทาไดโดยใชแผนภาพ ซงใชรป

ปด เชน วงกลมหรอวงร แทนเทอมตาง ๆ ซงทาหนาทเปนภาคประธานและภาคแสดงใน

ประโยคตรรกวทยา แลวเขยนรปปดเหลานนตามความสมพนธของเหตทกาหนดให จากนนจง

พจารณาความสมเหตสมผล จากแผนภาพทได

แผนภาพทใชในการตรวจสอบความสมเหตสมผล มรปแบบ มาตรฐาน 4 รปแบบ ดงน

รปแบบท 1 สาหรบ ประโยคตรรกะ A คอ “A ทกตวเปน B”

เขยนวงกลม A และ B ซอนกน โดย A อยภายใน B

สวนทแรเงาแสดงวา “A ทกตวเปน B”

รปแบบท 2 สาหรบ ประโยคตรรกะ I คอ “A บางตวเปน B”

A B

เขยนวงกลม A และ B ตดกน

สวนทแรเงาแสดงวา “A บางตวเปน B”

B

A

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 133

รปแบบท 3 สาหรบ ประโยคตรรกะ E คอ “ไมม A ตวใดเปน B หรอ A ทกตว ไมเปน B ”

A B

เขยนวงกลม A และ B แยกกน

เพอแสดงวา “ไมม A ตวใดเปน B”

รปแบบท 4 สาหรบ ประโยคตรรกะ O คอ “A บางตวไมเปน B”

A B

เขยนวงกลม A และ B ตดกน

สวนทแรเงาแสดงวา “A บางตวไมเปน B”

วธการตรวจสอบความสมเหตสมผลของการใหเหตผล โดยใชแผนภาพ มหลกการดงน

1. เปลยนประโยคหรอขอความทวไปใหเปนประโยคตรรกวทยา เพอแยกเทอมและตวเชอม

2. ใชแผนภาพแสดงความสมพนธของเทอมตาง ๆ ในเหต 1 และเหต 2 ตามรปแบบ

มาตรฐาน

3. นาแผนภาพในขอ 2 มารวมกนหรอซอนกน จะไดแผนภาพรวมของเหต 1 และเหต 2

ซงแผนภาพรวมดงกลาวอาจเกดไดหลายรปแบบ

4. นาผลสรปทกาหนด มาวเคราะหความสมเหตสมผล โดยพจารณาความสอดคลองกน

ระหวางผลสรปกบแผนภาพรวม ดงน

ก) ถาผลสรปไมสอดคลองกบแผนภาพรวมอยางนอย 1 รปแบบ แสดงวาการใหเหตผลน

ไมสมเหตสมผล

ข) ถาผลสรปสอดคลองกบแผนภาพรวมทกรปแบบ แสดงวาการใหเหตผลน สมเหตสมผล

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 134

ตวอยางท 9 จงตรวจสอบความสมเหตสมผลของการใหเหตผลโดยใชแผนภาพ

เหต 1 : คนดทกคนไววางใจได

เหต 2 : คนทไววางใจไดทกคนเปนคนซอสตย

ผลสรป : คนดทกคนเปนคนซอสตย

วธทา ขนตอนท 1 เปลยนประโยคทวไปเปนประโยคตรรกวทยา

เหต 1 : คนดทกคน เปน คนทไววางใจได

เหต 2 : คนทไววางใจ ไดทกคน เปน คนซอสตย

ผลสรป : คนดทกคน เปน คนซอสตย

ขนตอนท 2 ใชแผนภาพแสดงความสมพนธของเทอมตาง ๆ ในเหต 1 และเหต 2 ตาม

รปแบบมาตรฐาน

จากเหต 1 จากเหต 2

ขนตอนท 3 นาแผนภาพในขอ 2 มารวมกนหรอซอนกน

ขนตอนท 4 พจารณาความสอดคลองกนระหวางผลสรปกบแผนภาพรวม

จากแผนภาพจะเหนวา วงของ “คนด” อยในวงของ “คนซอสตย” แสดงวา “คนดทกคน

เปนคนซอสตย” ซงสอดคลองกบผลสรปทกาหนด ดงนน การใหเหตผลน สมเหตสมผล

คนทไววางใจได

คนด

คนซอสตย

คนท

ไววางใจได

คนซอสตย

คนทไววางใจ

ได คนด

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 135

ตวอยาง 10 จงตรวจสอบความสมเหตสมผลของการใหเหตผลตอไปน โดยใชแผนภาพ

เหต 1 : ชาวภเกตเปนคนไทย

เหต 2 : ชาวใตเปนคนไทย

ผลสรป : ชาวภเกตเปนชาวใต

วธทา ขนตอนท 1 เปลยนประโยคทวไปเปนประโยคตรรกวทยา

เหต 1 : ชาวภเกตทกคน เปน คนไทย

เหต 2 : ชาวใตทกคน เปน คนไทย

ผลสรป : ชาวภเกตทกคน เปน ชาวใต

ขนตอนท 2 ใชแผนภาพแสดงความสมพนธของเทอมตาง ๆ ในเหต 1 และเหต 2 ตาม

รปแบบมาตรฐาน

จากเหต 1 จากเหต 2

ขนตอนท 3 นาแผนภาพในขอ 2 มารวมกนหรอซอนกน จะไดรปแบบใดรปแบบหนง

จาก 4 รปแบบตอไปน

รปแบบท 1

คนไทย

ชาวภเกต ชาวใต

คนไทย

ชาวภเกต

คนไทย

ชาวใต

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 136

รปแบบท 2

รปแบบท 3

รปแบบท 4

ขนตอนท 4 พจารณาความสอดคลองกนระหวางผลสรปกบแผนภาพรวม

จากแผนภาพจะเหนวา รปแบบท 1 รปแบบท 2 และรปแบบท 4 นนไมสอดคลองกบ

ผลสรปทวา “ชาวภเกตทกคนเปนชาวใต”

ดงนน การใหเหตผลน ไมสมเหตสมผล

คนไทย

ชาวภเกต ชาวใต

คนไทย

ชาวใต

ชาวภเกต

คนไทย

ชาวภเกต

ชาวใต

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 137

ตวอยาง 11 กาหนดให เหต 1 : ไมมมนษยคนใดเลยทบนได

เหต 2 : ใชวานกทงหมดจะบนได

จะสรปไดหรอไมวา มนษยบางคนเปนนก

วธทา ขนตอนท 1 เปลยนประโยคทวไปเปนประโยคตรรกวทยา

เหต 1 : มนษยทกคน ไมเปน สงทบนได

เหต 2 : นกบางชนด ไมเปน สงทบนได

ผลสรป : มนษยบางคน เปน นก

ขนตอนท 2 ใชแผนภาพแสดงความสมพนธของเทอมตาง ๆ ในเหต 1 และเหต 2 ตาม

รปแบบมาตรฐาน

จากเหต 1 จากเหต 2

หรอ

ขนตอนท 3 นาแผนภาพในขอ 2 มารวมกนหรอซอนกน จะไดรปแบบใดรปแบบหนงจาก 4

รปแบบ ตอไปน

รปแบบท 1

มนษย สงทบนได

มนษย

สงท

บนได

นก

นก สงทบนได

นก

สงทบนได

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 138

รปแบบท 2

รปแบบท 3

รปแบบท 4

ขนตอนท 4 พจารณาความสอดคลองกนระหวางผลสรปกบแผนภาพรวม

จากแผนภาพจะเหนวา รปแบบท 1ไมตองสอดคลองกบผลสรปทวา “มนษยบางคน เปน

นก” ดงนน การใหเหตผลน ไมสมเหตสมผล

ตวอยาง 12 จงตรวจสอบความสมเหตสมผลของการใหเหตผลโดยใชแผนภาพ

เหต 1 : งทกตว เปน สตวนาเกลยด

เหต 2 : ปลาไหลทกตว ไมเปน ง

ผลสรป : ปลาไหลทกตว เปน สตวนาเกลยด

วธทา ขนตอนท 1 เปลยนประโยคทวไปเปนประโยคตรรกวทยา(โจทยกาหนดใหเปนประโยค

ตรรกวทยา จงไมตองเปลยนแปลงรปประโยค)

สงทบนได

นก

มนษย

นก สงทบน

ได มนษย

นก

มนษย สงท

บนได

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 139

ขนตอนท 2 ใชแผนภาพแสดงความสมพนธของเทอมตาง ๆ ในเหต 1 และเหต 2 ตาม

รปแบบมาตรฐาน

จากเหต 1 จากเหต 2

ขนตอนท 3 นาแผนภาพในขอ 2 มารวมกนหรอซอนกน จะไดรปแบบใดรปแบบหนงจาก

3 รปแบบ ตอไปน

ขนตอนท 4 พจารณาความสอดคลองกนระหวางผลสรปกบแผนภาพรวม

จากแผนภาพจะเหนวา ตาแหนงท 2 และตาแหนงท 3 นนไมสอดคลองกบผลสรปทวา

“ปลาไหลทกตว เปน สตวนาเกลยด” ดงนน การใหเหตผลน จงไมสมเหตสมผล

ตวอยาง 13 จงตรวจสอบความสมเหตสมผลของการใหเหตผลโดยใชแผนภาพ

เหต 1 : สตวบางตว เปน สตวบก

เหต 2 : สตวบกทกตว ไมเปน สตวทหายใจไดในนา

ผลสรป : สตวบางตว ไมเปน สตวทหายใจไดในนา

วธทา ในตวอยางท 13 เปนการแสดงการตรวจสอบความสมเหตสมผล โดยไมแสดงขนตอนการ

ทาอยางละเอยด

สตวนาเกลยด

สตวนาเกลยด

ปลาไหล

1

ปลาไหล

2

ปลาไหล

3

ง ปลาไหล

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 140

จากเหต 1 จะไดแผนภาพดงน

จากเหต 1รวมกบเหต 2 จะไดรปแบบใดรปแบบหนงจาก 3 รปแบบ ตอไปน

หมายเหต : น. คอ สตวทหายใจไดในนา

จากแผนภาพจะเหนวา ตาแหนงท 1 ตาแหนงท 2 และตาแหนงท 3 นนสอดคลองกบ

ผลสรปทวา “สตวบางตว ไมเปน สตวทหายใจไดในนา”

ดงนน การใหเหตผลน สมเหตสมผล

จากทกลาวมาขางตนเกยวกบวธการใหเหตผลแบบอปนยและการใหเหตผลแบบนรนย

พบวาการใหเหตผลทงสองแบบยงคงเปนวธการใหเหตผลทถกนามาใชในสาขาวชาตางๆ เชน การ

ใหเหตผลแบบนรนยถกนามาใชในการวเคราะหขอมล หรอการพสจนสมมตฐานทอาศยวธทาง

วชาการเปนตวแบบ ซงเปนกระบวนการหนงในการวจย ถาเปรยบเทยบการใหเหตผลทงสองแบบ

กอาจกลาวไดวาขอสรปทไดจากการใหเหตผลแบบอปนยเปนเพยงความนาจะเปน (Probability)

เพราะแมจะมการใหเหตผลแบบอปนยทถกตองตามวธการ และไดขอสรปทสมเหตสมผล แตกไม

สามารถจะแนใจในผลสรปไดเตมท เนองจากผใหเหตผลตองอาศยประสบการณจนสามารถปกใจได

แตอยางไรกตามความรใหมๆ ทเกดขน มกไดมาจากการใหเหตผลแบบอปนย สวนการใหเหตผล

แบบนรนย เราจะไดขอสรปทมความแนนอน (Certainty) เพราะเปนการใหเหตผลโดยอาง

ขอความทวไปทแนใจไดกอนแลว(ความรทเปนสากล) ไปสนบสนนขอความทวไปทยงไมแนใจ

สตวบก

สตว

สตว น. 2 สตว

น. 3 น. 1

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 141

ความหมาย

อ.บญชะนะ วาราชะนนท

ทกวนนเปนยคทตองแขงขนกนดานขอมลขาวสาร เราจงไดรบขอมลขาวสารจานวนมาก

ตลอดเวลา ขอมลขาวสารเหลานลวนมการยนยนจากแหลงขอมลตางๆ เชน การสอสารมวลชน

ตางๆ อนเตอรเนต หรอจากบนทกขอความ รายงานจากบคคลหรออนๆ แตกยงปรากฏอยบอยๆ

วา ขอมลขาวสารเหลานนไมสามารถนามาใชประโยชนไดหรอในบางกรณมความขดแยงกนเอง

ตงแตขอมลในระดบพนๆ ทเกยวกบชวตประจาวน จนกระทงไปถงระดบทสงขนไป ซงเราจะเชอ

ขอมลขาวสารเพยงใดหรอจะนามาใชประกอบตดสนใจไดเพยงใด สวนหนงกขนอยกบพนฐาน

ความรในดานตางๆ ยกตวอยางเชน พนฐานความรเกยวกบกระบวนการคดอยางมวจารณญาณ ซง

เปนกระบวนการคดทเนน การพจารณา กลนกรอง ไตรตรองและประเมนผลขอมลเปนหลก ซง

ในบทเรยนทผานมาไดกลาวถงกระบวนการคดอยางมวจารณญาณในกรณทใชขอมลทเปนขอมล

เชงสงคม แตอยางไรกตามถาขอมลทไดรบเปนขอมลทแสดงคาเปนจานวนกตองใชความรเกยวกบ

การรวบรวมขอมล การวเคราะหขอมลเบองตนมาชวยในการพจารณา กลนกรอง ไตรตรองและ

ประเมนผล เพอใหไดผลการคดทถกตองและมเหตผล ดงนนในบทเรยนนจะกลาวถงความร

เกยวกบการวเคราะหขอมลเบองตน เพอใชเปนเทคนควธหรอเครองมอในการตดสนใจ

การวเคราะหขอมล ( Analyzing Data) คอ การนาขอมลมาจดระเบยบและประมวลผลหา

คาตอบของขอมลแตละชด โดยอาศยทฤษฏทางสถตมาชวยในการวเคราะหขอมลเพอใชประกอบ

การตดสนใจ

ขอมล ( Data) หมายถง ขอเทจจรงหรอรายละเอยดของสงตาง ๆ ทเกบรวบรวมไดจากกลม

ประชากรหรอกลมตวอยางทเราตองการศกษา ขอเทจจรงนอาจอยในรปของตวเลขทแสดงจานวน

หรอปรมาณทไดจากการนบหรอวดดวยวธการตาง ๆ 1

ขอมลดบ ( Raw Data) หมายถง ขอมลทไดจากการเกบรวบรวมขอมล โดยทยงไมไดนามา

จดระเบยบแตอยางใด

------------------------------------------------ 1 พรรณ ลกจวฒนะ "สถตเพอการวจย" หนา 3 2540.

เทคนควธและเครองมอในการตดสนใจ

ตอนท 4.2 การวเคราะหขอมลเบองตน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 142

ประเภทของขอมล

ขอมลทเรานามาวเคราะหนนจะประกอบดวยขอมลหลายๆ ประเภท การพจารณาแบง

ประเภทของ ขอมลพจาณาตามลกษณะตางๆ ได 2 ลกษณะ 2 ดงน

1. แบงตามลกษณะของขอมล เมอพจารณาตามลกษณะของขอมลสามารถแบงได 2

ประเภท คอ

1.1 ขอมลเชงคณภาพ (Qualitative Data) หมายถง ขอมลทไมสามารถเปรยบเทยบเชง

ปรมาณได ซงรปแบบขอมลสวนใหญมกเปนขอความ เชน ศาสนา , ลกษณะสนคา , คณภาพของ

สนคาและสของขนม เชน สเขยว แดง ชมพ ฯลฯ แตถาขอมลเปนแบบตวเลขจะพบวาขอมล

เหลานนจะไมสามารถนามา บวก ลบ คณ หาร กนไดอยางมความหมาย หรอไมสามารถระบคา

ไดวามากวาหรอนอยกวาเทาใด เชน เพศ(ชาย =1,หญง=2) จะเหนวา 2+1 =3 แต 3 ไมมความหมาย

(ไมทราบวาเพศใด) ระดบความพงพอใจ(ชอบมากทสด =5 ชอบมาก =4 ชอบปานกลาง =3

ชอบนอย=2 ชอบนอยทสด =1) จะพบวาระดบความพงพอใจในระดบชอบมากมคามากกวาระดบ

ชอบปานกลาง แตเราไมสามารถทราบไดวาระดบความชอบมากมความแตกตางกบระดบความชอบ

ปานกลางเทาใด ในบางกรณขอมลเชงคณภาพกอยในรปแบบของสญลกษณ เชน วน-เดอน-ป , ท

อย เปนตน

1.2 ขอมลเชงปรมาณ (Quantitative Data) หมายถง ขอมลทแสดงปรมาณหรอขนาดท

สามารถเปรยบเทยบกนได เปนขอมลทสามารถวดคาไดวามมาก กวาหรอนอยกวาเทาใด จงแส ดง

เปนตวเลขเชน รายได อาย ความสง และยอดขายสนคา ฯลฯ ซงสามารถแบงไดเปน 2 แบบ คอ

1.2.1 ขอมลแบบไมตอเนอง (Discrete Data) หมายถง ขอมลทมคาเปนจานวนเตมหรอ

จานวนนบ เชน จานวนคน จานวนสนคา จานวนตก เปนตน ขอสงเกตงายๆ สาหรบขอมล

ประเภทน คอ สามารถบอกคาทถดจากคาของขอมลนนไดทงทางมากกวาหรอนอยกวา

1.2.2 ขอมลแบบตอเนอง (Continuous Data) หมายถง ขอมลทมคาไดทกคาในชวงท

กาหนดทมความหมายเชน รายได นาหนกสนคา สวนสงของคน เปนตน ซงการกาหนดคาของ

ขอมลทถกตอง จะตองกาหนดเปนชวงเนองจาก เพราะไมสามารถกาหนดคาของขอมลเปนคาหนง

คาใดได แตในทางปฏบตมกจะกาหนดเปนคาเดยวโดยอนโลม เพอความสะดวกในการนาไปใช

ประโยชน

-------------------------------------------- 2 กลยา วานชยบญชา "หลกสถต" หนา 3 - 4 มถนายน 2540.

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 143

2. แบงตามแหลงทมาของขอมล สามารถแบงได 2 ชนด คอ

2.1 ขอมลปฐมภม (Primary Data) เปนขอมลทผใชเปนผเกบรวบรวมขอมลเอง ซงอาจจะ

ไดโดยการสมภาษณ ทดลอง หรอสงเกตการณ ขอมลประเภทน สามารถนามาใชประโยชนไดตรง

ตามจดประสงคของการศกษา แตจะเสยเวลาและคาใชจายมากจานวนมาก

2.2 ขอมลทตยภม (Secondary Data) เปนขอมลทผใชไมไดทาการเกบเอง แตมผอนหรอม

หนวยงานอนๆ ไดทาการเกบ รวบรวมและจดระบบ ขอมลไวกอนแลว ผใชเปนเพยงผนาขอมลมา

ใชเทานน ซงถาขอมลทจดเกบสอดคลองกบจดประสงคของการศกษา กจะทาให ประหยดทงเวลา

และคาใชจาย แตในบางครงการนาขอมลประเภทนมาใชอาจจะไมตรงกบความตองการ ไมม

รายละเอยดเพยงพอ หรอผใชอาจไมทราบถงความผดพลาดของขอมล ซงมผลทาใหการสรปอาจ ม

ความผดพลาดได ดงนนผทนาขอมลทตยภมมาใชจะตองม การศกษารายละเอยดของขอมลและม

วจารณญาณในการตดสนใจเปนอยางด

มาตรและการวด

1. มาตรนามบญญต (Nominal scale) เปนระดบการวดทมคณสมบตในการจดแบง

ประเภทและจดกลมขอมล เปนการวดระดบตาสด คอ ไมสามารถเทยบในเชงปรมาณได เชน เพศ

,ศาสนา,สผว เปนตน ถงแมวาจะ ใชตวเลขเปนรหสแทนกลมตางๆ ของขอมล เชน เพศ ให 1 แทน

เพศชาย ให 2 แทนเพศหญง , อาชพ ให 1 แทน รบราชการ ให 2 แทน รบจาง , เบอรโทรศพทและ

หมายเลขประจาตวผเสยภาษ เปนตน ตวเลขนเปนเพยงสญลกษณบอกวาเปนกลมใดเทานน ไมม

ความหมายในเชงตวเลขในการเปรยบเทยบขนาด การบวก การลบ การคณ การหาร หรอกลาวได

วาการวดในระดบน ไมสามารถนามาเรยงลาดบได ดงนนการวเคราะหขอมลทมระดบการวดแบบ

นามบญญตนทาไดดวยการศกษาเปรยบเทยบความถ ความถสมพทธและรอยละ(%) เปนตน

2. มาตรเรยงลาดบ (Ordinal scale) เปนระดบขอมลทสามารถ เรยงลาดบจากนอยไปมาก

หรอจากมากไปนอยได แตไมสามารถระบไดชดเจนวา มากกวาหรอนอยกวาเทาใด และ ไมม

ความหมายในเชงตวเลขในการเปรยบเทยบขนาด การบวก การลบ การคณ การหาร เชน การจด

กลมคนตามระดบการศกษา กลมท 1 จบชนประถมศกษาปท 6 กลมท 2 จบชนมธยมศกษาตอน

ปลาย กลมท 3 จบมหาวทยาลย ตวเลขนสามารถบอกไดแควา คนในกลมท 3 มระดบการศกษาสง

กวาคนในกลมท 2 และ 1 แตไมสามารถบอกไดวา มการศกษา สงกวา เทาใด และ ไมสามารถวด

ระยะหาง ระหวางตวเลขดงกลาว ได ตวเลขดงกลาว จงไมสามารถนามาคานวณได ดงนนการ

วเคราะหขอมลทมระดบการวดแบบเรยงลาดบนอาจทาไดดวยการศกษาเปรยบเทยบความถ

ความถสมพทธและรอยละ(%) เปนตน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 144

3. มาตรอนตรภาคชน (Interval scale) เปนระดบทสามารถบอกขนาดและความแตกตาง

ระหวางขอมลแตละคาได ทงนเนองจากมระยะหางของแตละหนวยเทากน เชน อณหภม การวด

องศาจะมขนาดเทาๆ กนทกจดบนสเกล ความแตกตางระหวาง 5 องศาและ 6 องศา เทากบ 20 องศา

และ 21 องศา อยางไรกตามขอมลทมระดบการวดแบบอนตรภาคนจะมจดศนยเปนศนยเทยม (Non-

Absolute zero) คอไมไดมความหมายวาเปนศนยทแทจรง เชน อณหภม 0 องศา ไมไดหมายความ

วาไมมความรอนหรอเยนเลย เปนตน

4. มาตรอตราสวน (Ratio scale) เปนระดบทสามารถเปรยบเทยบคาของขอมลในรปของ

อตราสวนได บอกความแตกตางไดวามากนอยเพยงใด เพราะมจดเรมตนคาเดยวกนคอศนยจรง

(Absolute zero) เชน การวดสวนสง คาความสง 0 เซนตเมตร หมายความวาไมมความสงเลย คนท

สง 180 เซนตเมตร มความสงเปน 2 เทาของคนทสง 90 เซนตเมตร หรอระยะทาง 500 เมตรมความ

ยาวเปน 5 เทาของระยะทาง 100 เมตร จะเหนวาขอมลทไดจากการวดทงหลาย เชน นาหนก เวลา

หรอปรมาตร มกจะมระดบการวดอตราสวนเสมอ เนองจากการวดระดบนมคณสมบตของระบบ

จานวนจรง จงสามารถนามาคานวณทางสถตได

ประชากร(Population) และ ตวอยาง(Sample)

ปจจบนมกพบเสมอวามการอางองถงจานวนเพอแสดงหรอยนยน ความเชอซงปรากฏใน

เอกสารรายงาน สงพมพหรอจากสอสารมวลชนตางๆ ตวอยางเชน จากการสารวจพบวา มผเหน

ดวยกบนโยบายของรฐบาล 60% หรอจากการสารวจตรวจเลอดผตองขงทงประเทศจานวน 300 คน

พบวามผตดเชอ HIV จานวน 20 คน เปนตน จากตวอยางแรก จากการสารวจความคดเหนเกยวกบ

นโยบายของรฐบาล จะเหนวาขอมลทไดมานนเปนเพยงเหนของประชาชนบางสวน แตผลของ

การวเคราะหความเหนเหลนนจะนามาสรปเปนความเหนของคนทงประเทศ กลมของประชาชนท

ใหขอมลนเรยกวา ตวอยาง (Sample) และกลมคนทงประเทศทอางถงเรยกวา ประชากร (Populaton)

สวนในตวอยางทสอง การตรวจเลอดผตองขงทงหมดเปนการศกษาทกๆหนวยของเปาหมาย

ผลการศกษามไดอางองไปยงกลมอน กลมดงกลาวนเรยกวา ประชากร โดยปกตแลวการศกษา

จากประชากรโดยตรงนนจะใหผลตรงกบจดมงหมายมากทสด แตในทางปฏบตพบวาสวนใหญ

แลวเราไมสามารถศกษาจาก กลมประชากรโดยตรงดวยเหตผลหลายประการ เชน ประชากรกลม

ใหญเกนไป มเวลาในการศกษาจากด มงบประมาณไมเพยงพอ และเหตผลทสาคญอกประการ

หนงคอ ไมมความจาเปนจะตองศกษาทกหนวยของประชากรกสามารถใชอนมานลกษณะของ

ประชากรได โดยศกษาเฉพาะบางสวนของประชากรกเพยงพอ ดงนนสรปไดวากลมขอมลทเราจะ

ศกษาสามารถ แบงได 2 กลมไดแก

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 145

1. ประชากร (Population) หมายถง เซตของจานวนสารสนเทศทเปนรายละเอยดทงหมดท

ตองการ ศกษา

2. ตวอยาง (Sample) หมายถง เซตของคาสงเกตทเปนสบเซตของประชากร

ขอสงเกต สมาชกแตละตวในตวอยางจะตองไดมาโดยการสม (Random) โดยมขอตกลง

วาสมาชกแตละหนวยจะตองมโอกาสทจะถกเลอกจากประชากรเทาๆ กน เพอใหมนใจวาตวอยาง

เปนตวแทนทดของประชากรทตองการศกษา

มชฉมเลขคณต หรอคาเฉลย

ความหมาย

คาเฉลย (Mean) คอ คากลางของขอมลทงชด กลาวคอ คาเฉลยเปนคาทสามารถนาไป

อธบายภาพรวมของขอมลหรอใชเปนตวแทนของขอมลทงชด หรอ เพอนาไปคานวณหาคาสถต

อนๆ เชน ในการสอบเกบคะแนนครงท 1 ของวชาการคดและการตดสนใจ คะแนนเตม 10 คะแนน

ผลปรากฏวาคาเฉลยของคะแนนทคานวณจากจานวนนกศกษาทงหมดมคาเทากบ 8 แสดงวา

ภาพรวมของคะแนนนกศกษาหองนอยในเกณฑทด แตถาคาเฉลยมคาเทากบ 3 แสดงวาภาพรวม

ของคะแนนนกศกษาหองนอยในเกณฑทตามาก (ตากวา 5 ) ดงนนอาจารยผสอนตองทาการศกษา

หาขอบกพรองในการเรยนการสอน เพอนามาแกไขปญหาดงกลาวตอไป

สญลกษณทใช

μ (มว) กรณคาเฉลยของประชากร

x (เอกซ-บาร) กรณคาเฉลยของกลมตวอยาง

การคานวณหาคา มชฉมเลขคณต หรอคาเฉลย ในบทเรยนนประกอบดวย 2 กรณ คอ กรณ

ขอมลไมมการแจกแจงความถ และกรณขอมลมการแจกแจงความถ ซงสามารถแสดงรายละเอยด

ไดดงน

1. กรณขอมลไมมการแจกแจงความถ

การคานวณหาคา เฉลยกรณขอมลไมมการแจกแจงความถ มกใชในกรณทขอมลดบม

จานวนไมมากนก โดยการนาขอมลดบแตละคามารวมกนเพอหาผลรวม แลวนาผลรวมทไดมาหาร

ดวยจานวนของขอมลดบทงหมด

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 146

สตร

คาเฉลยของประชากร ( )N

x...xxx

N

ixN321

N

1i ++++===

∑μ

คาเฉลยของกลมตวอยาง ( )n

x...xxx

n

ix

X n321

n

1i ++++===

โดย

∑= ผลรวม (Summation)

=ix คาของขอมลคาท i

=N จานวนประชากรทงหมด

=n จานวนกลมตวอยางทงหมด

ตวอยางท 1 คะแนนผลสมฤทธทางการเรยนวชาการคดและการตดสนใจของนกศกษาหองหนง ม

จานวนทงหมด 10 คน มคาดงน 87, 61, 75, 77, 85, 92, 83, 73, 65 และ 58 จงหาคาเฉลยของ

คะแนนผลสมฤทธทางการเรยนของนกศกษากลมน

วธทา คาเฉลยของประชากร ( )N

x...xxx

N

ixN321

N

1i ++++===

∑μ หรอ

= ลท�งหมดจานวนขอม

แนนท�งหมดผลรวมของคะ

หาคาตวแปร N = 10 และ x1 = 87, x2 = 61, x3 = 75,…, x10 = 58

คาเฉลยของประชากร( )10

10

ix1i

∑==μ =

10

58657383928577756187 +++++++++

75.610

756==

ดงนน นกศกษาหองนมคะแนนวชาการคดการตดสนใจโดยเฉลย 75.6 คะแนน ตอบ

ตวอยางท 2 สมตวอยางคะแนนผลสมฤทธทางการเรยนวชาการคดและการตดสนใจของนกศกษา

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 147

หองหนง จานวน 6 คน มคาดงน 23, 60, 45, 30, 50 และ 40 จงหาคาเฉลยของคะแนนผลสมฤทธ

ทางการเรยนของนกศกษากลมน

วธทา คาเฉลยของกลมตวอยาง ( )n

x...xxx

n

ixn321

n

1iX

++++===

∑ หรอ

= ลท�งหมดจานวนขอม

แนนท�งหมดผลรวมของคะ

หาคาตวแปร n = 6 และ x1 = 23, x2 = 60, x3 = 45, x4 = 30, x5 = 50, x6 = 40

คาเฉลยของกลมตวอยาง ( )6

ix6

1iX

∑== =

6

405030456023 +++++

= 41.336

248=

ดงนน คาเฉลยของกลมตวอยาง มคาเทากบ 41.33 คะแนน ซงสามารถอนมานตอไปวา

ภาพรวมของ คะแนนผลสมฤทธทางการเรยนวชาการคดและการตดสนใจของนกศกษา หองนมคา

เทากบ 41.33 เชนกน ตอบ

2. กรณขอมลมการแจกแจงความถ

เนองจากการเกบรวบรวมขอมล ขอมลทไดนนจะมลกษณะกระจดกระจายไมเปนระเบยบ

มคามากนอยปะปนกนตามวธการเกบรวบรวมขอมล ขอมลเหลานเรยกวา ขอมลดบ (Raw data)

ปกตแลวขอมลดบเปนขอมลทตรงกบความจรงมากทสด เพราะยงไมไดนามาปรบเปลยนเปนอยาง

อน เชน นาหนกของเดก 20 คนดงน

30 32 40 41 42 40 39 40 31

29 31 40 35 37 31 42 45 36

ถงแมวาขอมลดบจะมลกษณะเปนจรงกตาม แตการศกษาวเคราะหหรอการใหความหมาย

จากคะแนนดบจะทาไดไมสะดวกนก เชน ถาตองการทราบคามากทสด คานอยทสด หรอคา

นาหนกสวนใหญ เปนตน ดวยเหตนจงจาเปนตองนาขอมลดบมาจดใหเปนระเบยบ ซงนอกจาก

สามารถตอบคาถามดงกลาวไดสะดวกแลว ยงสามารถทจะนาขอมลดบเหลานไปวเคราะหตาม

ระเบยบทางสถตอนๆ ไดงายอกดวย วธจดขอมลใหเปนระเบยบอยางงาย คอ การเรยงลาดบ(จาก

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 148

มากไปนอย หรอจากนอยไปมาก) แตการจดระเบยบแบบนเหมาะสมสาหรบขอมลดบจานวนไม

มากนก เพราะถาขอมลดบมจานวนมากจะทาไดไมสะดวก เสยเวลามาก และยงไมสามารถนามา

วเคราะหดวยคาสถตตางๆได ดงนนจงควรใชการจดระเบยบขอมลทเรยกวา การแจกแจงความถ

การแจกแจงความถ มความหมายคลายกบการจดเรยงขอมลตามลาดบ คอ เปนการ

เรยงลาดบจากมากไปนอยหรอจากนอยไปมาก โดยมการระบจานวนทซ ากนของขอมลแตละคา

เรยกวา ความถ (Frequency) ซงจะทาใหขอมลมลกษณะรวบรดมองเหนลกษณะรวมของขอมล

สงสด และสามารถนาไปวเคราะหไดงาย โดยเฉพาะอยางยงขอมลทมจานวนมากๆ การแจกแจง

ความถทาได 2 อยางคอ การแจกแจงความถทจดเรยงขอมลทละคาหรอแบบไมจดกลม (Ungroup

data) และการแจกแจงความถดวยการจดเรยงเปนกลม (Group data)

2.1 การแจกแจงความถแบบไมจดกลม

การสรางตารางแจกแจงความถแบบไมจดกลม มขนตอนดงตอไปน

1. หาคาสงสด – ต าสด และเรยงลาดบคะแนน (เรยงจากนอยไปมากหรอมากไปนอย)

2. สรางต ารางแจกแจงความถแบบไมจดกลม ทม 3 คอลมน คอ คะแนน (xi)

รอยคะแนน (Ti) และความถ (fi)

3. บรรจคะแนนในคอลมนคะแนน

4. ขดรอยคะแนนและบนทกคาความถ

5. คานวณหาคาเฉลยจากสตร

คาเฉลยของประชากร ( )N

xf...xfxfxf

N

xf

μ kk332211

k

1iii ++++===

คาเฉลยของกลมตวอยาง n

xf...xfxfxf

n

xf

)( kk332211

k

1iii

X++++

===

โดย

k = จานวนชน

=ix คาของขอมลชนท i หรอ คะแนนแตละคา

โดย i = 1, 2, 3 , …, k

=if ความถของขอมลชนท i โดย i = 1, 2, 3 , …, k

=N จานวนประชากรทงหมด

=n จานวนกลมตวอยางทงหมด

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 149

ตวอยางท 3 คะแนนสอบวชาสถตเพอการวจยของนกศกษาทงหมดจานวน 20 คน มดงน คอ

81 78 83 85 82 81 83 75 78 79

79 81 82 75 83 81 81 78 79 82

จงสรางตารางแจกแจงความถและหาคาเฉลยของขอมล

วธทา ขนตอนการสรางตารางและคานวณหาคาเฉลย

ขนท 1 พจารณาขอมล หาคาสงสด – ตาสด และเรยงลาดบขอมล

คาตาสด = 75

คาสงสด = 85

(จากนนเรยงลาดบขอมลจากนอยไปมาก ซงไมไดแสดงไว)

ขนท 2-4 สรางตารางแจกแจงความถแบบไมจดกลม ทม 3 คอลมน คอ คะแนน (xi)

รอยคะแนน (Ti) และความถ (fi)

จากตารางในขนท 2-4 จะพบวา มผเขาสอบทงหมด 20 คน นกศกษาสอบไดคะแนน

สงสดคอ 85 คะแนน นกศกษาสอบไดคะแนนตาสดคอ 75 คะแนน และนกศกษาสอบไดคะแนน

คอ 81 คะแนน มความถสงสดคอ 5

คะแนน

(xi)

รอยคะแนน

( Ti )

ความถ

(fi)

75

78

79

81

82

83

85

//

///

///

///

///

/

2

3

3

5

3

3

1

รวม 20

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 150

ขนท 5 คานวณหาคาเฉลยจากสตร

คาเฉลยของประชากร ( )N

xf...xfxfxf

N

xf

μ kk332211

k

1iii ++++===

135

หาคาตวแปร k =7, N = 20, x1 = 75, x2 = 78, x3 = 79,…, x10 = 85

และ f1 = 2, f2 = 3, f3 = 3 ,…, f7 = 1

คาเฉลยของประชากร ( )20

xf...xfxfxf

20

xf77332211

7

1iii ++++===

∑μ

= 20

)851(...)793()783()752( ×++×+×+×

= 20

1606 = 80.3

นอกจากวธการคานวณทแสดงในขางตน เราสามารถคานวณหาคาเฉลยโดยอาศยการขยาย

ตารางเพมเตม ดงน

คาเฉลยของประชากร ( )20

xf7

1iii∑

==μ = 20

1606= 80.3

ดงนน นกศกษากลมนมคะแนนวชาสถตเพอการวจยโดยเฉลย 80.3 คะแนน ตอบ

ขอสงเกต การคานวณหาคาเฉลยของประชากร และกลมตวอยางยงคงเปนการนาคาของขอมลดบ

แตละคามารวมกนแลวหารดวยจานวนขอมลทงหมดเหมอนเดม

คะแนน

(xi)

รอยคะแนน

( Ti )

ความถ

(fi)

fi xi

75

78

79

81

82

83

85

//

///

///

///

///

/

2

3

3

5

3

3

1

(2×75) = 150

(3×78) = 234

(3×79) = 237

(5×81) = 405

(3×82) = 246

(3×83) = 249

(1×85) = 85

รวม 20 1606

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 151

2.2 การแจกแจงความถแบบจดกลม

การแจกแจงความถแบบจดกลมเปนวธการจดระเบยบขอมล เพอใหขอมลทกระจดกระจาย

มความเปนระเบยบและงายตอการทาความเขาใจ สะดวกตอการนาขอมลดงกลาวไปใช ขอมลทม

ความเหมาะสมในการนามาจดระเบยบขอมลโดยวธการแจกแจงความถแบบจดกลมพจารณาจาก

ขอมลทงชดมจานวนมากและมพสยมาก การสรางตารางแจกแจงความถแบบจดกลมมลาดบ

ขนตอนดงตอไปน

1. หาคาสงสด - ตาสด

2. จดชนคะแนน

2.1 คานวณ คาพสย (R) = คาสงสด - คาตาสด

2.2 กาหนดจานวนชน (k) โดยทวไปในการกาหนดจานวนชนจะพจารณาท

ความเหมาะสม โดยการกาหนดจานวนชนควรอยระหวาง 7 - 10 ชน

2.3 คานวณหาคาอนตรภาคชน (I) = (k) จานวนชน

(R) พสย

(ผลลพธจากการคานวณตองปดเปนจานวนเตมคาถดไปเสมอ)

2.4 จดชนคะแนน ทาไดเปน 2 ลกษณะไดแก การจดชนคะแนนโดยการเรยง

คะแนนจากนอยไปมาก และการเรยงคะแนนจากมากไปนอย แตไมวาจะจดชนคะแนนในลกษณะ

ใดกตาม ในชนท 1 จะตองมคานอยสดอยและชนสดทายจะตองมคาสงสดอยเสมอ โดยคานอยสด

หรอคาเรมตน มคาเทากบ คาตาสด - ( )2

R -Ik

3. สรางตารางแจกแจงความถ ประกอบดวย 3 คอลมนพนฐาน คอ ชนคะแนน

รอยคะแนน (Ti) และความถ (fi)

4. บรรจชนคะแนน

5. ขดรอยคะแนนและบนทกคาความถ

6. เพมคอลมน xi (คากลางของขอมล) = ผลรวมของคาคะแนนสงสดและตาสดในชนท i

หารดวย 2

7. ขยายตารางตามสตรการคานวณหาคาเฉลย

สตร

คาเฉลยของประชากร ( )N

xf...xfxfxf

N

xf

μ kk332211

k

1iii ++++===

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 152

คาเฉลยของกลมตวอยางn

xf...xfxfxf

n

xf

)( kk332211

k

1iii

X++++

===

โดย

k = จานวนชน

=ix คาคากลางของขอมลชนท i โดย i = 1, 2, 3 , …, k

=if ความถของขอมลชนท i โดย i = 1, 2, 3 , …, k

=N จานวนประชากรทงหมด

=n จานวนกลมตวอยางทงหมด

ตวอยางท 4 จากการสม คะแนนสอบวชาการคดและการตดสนใจของนกศกษา จานวน 60 คน จาก

จานวนทงหมด 250 คน มดงน คอ

25 36 40 19 32 27 24 31 56 28

44 38 25 27 28 31 31 39 37 40

26 29 33 43 38 48 18 37 31 35

42 30 28 33 31 35 30 21 22 27

50 42 43 13 21 39 51 45 30 46

33 26 36 41 32 42 34 24 49 16

จงสรางตารางแจกแจงความถและหาคาเฉลยของขอมล

วธทา ขนตอนการสรางตารางแจกแจงความถแบบจดกลมและการคานวณหาคาเฉลย

ขนท 1 พจารณาขอมล หาคาสงสดและตาสด

คาตาสด = 13

คาสงสด = 56

ขนท 2 จดชนคะแนน

2.1 คานวณ คาพสย(R) = คาสงสด - คาตาสด

= 56 - 13

= 43

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 153

2.2 กาหนดจานวนชน (k) คอ 9 ชน (กาหนดตามความเหมาะสม)

2.3 หาคาอนตรภาคชน ( I) = k)จานวนช�น(

พสย(R)

= 4.79

43= ปดเปนจานวนเตมถดไปคอ 5

2.4 คานวณหา คาเรมตน = คาตาสด -

2

R -Ik

= 13 -

2

43 - (5x9)

= 13 -

2

4345

= 13 -

2

2 = 12

ขนท 3 - 5 สรางตารางแจกแจงความถแบบจดกลม โดยเรยงคะแนนจากนอยไปมาก

ชนคะแนน

รอยคะแนน

(Ti)

ความถ

(fi)

12-16

17-21

22-26

27-31

32-36

37-41

42-46

47-51

52-56

//

////

//// //

//// //// ////

//// ////

//// ////

//// ///

////

/

2

4

7

15

10

9

8

4

1

รวม 60

จากตาราง พบวา มผสอบทงหมด 60 คน คะแนนตาสดอยในชนท 1 ชวงคะแนน

12-16 จานวน 2 คน คะแนนสงสดอยในชนท 9 ชวงคะแนน 52-56 จานวน 1 คน และชนคะแนนท

มความถมากทสดคอ ชนท 4 ชวงคะแนน 27-31 จานวน 15 คน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 154

ขนท 6 – 7 ขยายตารางและคานวณหาคาเฉลย

ชนคะแนน

(xi)

รอยคะแนน

(Ti)

ความถ

(fi)

คากลาง

(xi)

fixi

12-16

17-21

22-26

27-31

32-36

37-41

42-46

47-51

52-56

//

////

//// //

//// //// ////

//// ////

//// ////

//// ///

////

/

2

4

7

15

10

9

8

4

1

(12+16)/2 = 14

(17+21)/2 = 19

(22+26)/2 = 24

(27+31)/2 = 29

(32+36)/2 = 34

(37+41)/2 = 39

(42+46)/2 = 44

(47+51)/2 = 49

(52+56)/2 = 54

2 × 14 = 28

4 × 19 = 76

7 × 24 = 168

15 × 29 = 435

10 × 34 = 340

9 × 39 = 351

8 × 44 = 352

4 × 49 = 196

1 × 54 = 54

รวม 60 2000

แทนคาตวแปรตางๆ ในสตร

คาเฉลยของกลมตวอยาง60

2000

60

ixif

)(

9

1iX ===

∑= 33.33

ดงนน นกศกษากลมนมคะแนนวชาการคดและการตดสนใจโดยเฉลย 3 3.33 คะแนน ซง

สามารถอนมานไดวาภาพรวมของนกศกษาทง 250 คนกคงมคาเฉลยเทากบ 33.33 คะแนน

เชนเดยวกน ตอบ

สาหรบในบทเรยนนนอกจากการคานวณหาคาเฉลยทง 2 กรณดงทกลาวมาแลวนน ยงจะ

กลาวถงการคานวณหา คามชฉมเลขคณตแบบถวงนาหนกหรอคาเฉลยแบบถวงนาหนกดวย

เพราะวาโดยทวไปคาสงเกต (ขอมลดบ) ทไดจากการรวบรวมแตละคาถกกาหนดใหมความสาคญ

เทาๆ กน แตในบางสถานการณคาสงเกตทไดมาจะถกใหนาหนกความสาคญไมเทากน เชน ระดบ

คะแนน หรอเกรดทนกศกษาไดในแตละเทอม จะพบวาเกรดทไดรบในแตละรายวชามความสาคญ

ไมเทากน เพราะแตละรายวชามจานวนหนวยกจไมเทากน ดงนนการคานวณหาคาเฉลยของเกรด

จงจาเปนตองใช การหาคาเฉลยแบบถวงนาหนก

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 155

สตรการคานวณ

คาเฉลยแบบถวงนาหนก

=

== n

1ii

n

1iii

w

w

xw

)X(

โดย ix คอ คาสงเกตคาท i

iw คอ นาหนกทสมพนธกบคาสงเกตคาท i ∴ ∑=

n

1iiw คอผลรวมของนาหนก

n คอ จานวนคาสงเกต

ตวอยางท 5 จงหาคาเฉลยของเกรด จากขอมลทกาหนดให

วชา จานวนหนวยกจ เกรด

คณตศาสตร

สงแวดลอม

ศลปะ

การคดและการตดสนใจ

3

2

1.5

3

C

B

A

D

รวม 9.5

วธทา โจทยตองการหาคาเฉลยของเกรด เพราะฉะนน คา ix คอ เกรดในแตละรายวชา

n คอ จานวนรายวชา (n=4), iw คอ จานวนหนวยกจในแตละรายวชา ตอไปสรางตาราง

เพอความสะดวกในการคานวณ

วชา จานวนหนวยกต ( iw ) เกรด ( ix ) xw ii

คณตศาสตร

สงแวดลอม

ศลปะ

การคดและการตดสนใจ

3

2

1.5

3

2

3

4

1

(3×2) = 6

(2×3) = 6

(1.5×4) = 6

(3×1) = 3

รวม ∑=

4

1iiw = 9.5

∑=

4

1iiixw = 21

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 156

ดงนน คาเฉลยแบบถวงนาหนก

=

== 4

1ii

4

1iii

w

w

xw

)X( = 5.9

21 = 2.21 ตอบ

จากตวอยางท 5 จะพบวาถาเราคานวณหาคาเฉลยแบบธรรมดา(คาสงเกตทกคาม

ความสาคญเทากน) จะไดคาเฉลยเทากบ 4

1432 +++ = 2.5 ซงไมเทากบคาทไดจากการ

คานวณคาเฉลยแบบถวงนาหนก เพราะฉะนนกอนทจะนาคาสงเกตทรวบรวมไวมาคานวณหา

คาเฉลยกควรใชวจารณญาณ เพอตดสนใจวาควรคานวณหาคาเฉลยดวยวธใด

สรป สตรทใชในการคานวณหาคาเฉลย

สตรการคานวณ ขอมลไมมการแจกแจงความถ ขอมลมการแจกแจงความถ

ประชากร

N

x

μ

N

1ii∑

== N

xf

μ

k

1iii∑

==

กลมตวอยาง

n

xn

1ii

X

∑==

n

xfk

1iii

X

∑==

ความแปรปรวนและสวนเบยงเบนมาตรฐาน

ในการศกษาเกยวกบเรองคาเฉลย เปนเพยงการวเคราะหลกษณะทเปนกลางๆ ของขอมล

แตละชด ในบางกรณการพจารณาเพยงคาเฉลยอยางเดยวอาจทาใหเขาใจลกษณะของขอมลผดไป

ได เชน ในการแขงขนกฬาวอลเลยบอลหญงระหวางทมชาตไทยกบทมชาตญปน พบวาสวนสง

เฉลยของทงสองทมมคาใกลเคยงกน ทาใหรสกวาไมมใครไดเปรยบเสยเปรยบกน แตพอลง

แขงขนพบวาทมชาตญปนไดเปรยบมากเพราะมมอตบทสงมากอย 2 คน สวนทมชาตไทยสวน

ใหญๆ สงเทาๆ กน ความแตกตางดงกลาวเกดจากลกษณะการกระจายของขอมล เพอใหได

รายละเอยดของการแจกแจงของขอมลมากขน เราจาเปนตองใชเครองมอทใชวดการกระจายของคา

สงเกตดงกลาว คอ ความแปรปรวน (Variance) และสวนเบยงเบนมาตรฐาน (Standard

deviation) โดยทจดประสงคหลกของการวดการกระจายคอ ศกษาวาคาสงเกตในกลมขอมล

เหลานนมความแตกตางกนมากนอยเพยงใด

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 157

สญลกษณทใช

2

σ คอ ความแปรปรวนของประชากร

2

S คอ ความแปรปรวนของกลมตวอยาง

σ คอ สวนเบยงเบนมาตรฐานของประชากร

S คอ สวนเบยงเบนมาตรฐานของกลมตวอยาง

การคานวณหาคาความแปรปรวน (Variance) และสวนเบยงเบนมาตรฐาน (Standard

deviation) ในบทเรยนนประกอบดวย 2 กรณ คอ กรณขอมลไมมการแจกแจงความถ และกรณ

ขอมลมการแจกแจงความถ

1. กรณขอมลไมมการแจกแจงความถ

สตร

ความแปรปรวนของประชากร

( )N

x

)(

N

1i

2i

2∑==

−μσ

( ) ( ) ( ) ( )

Nμx...xμxμx 2

N2

32

22

1 −−−− ++++=

μ

สวนเบยงเบนมาตรฐานของประชากร

( )

N

x2

N

1i

2i

)(∑ −

== =μ

σσ

ความแปรปรวนของกลมตวอยาง

( )1n

nxx

)(S 1i

2i

2

−∑==

( ) ( ) ( ) ( )

1nxx...xxxxxx 2

n2

32

22

1

−++++

=−−−−

สวนเบยงเบนมาตรฐานของกลมตวอยาง

( )1n

xix

S(S)

n

1i

2

2

−∑===

โดย

=μ คาเฉลยของประชากร

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 158

=X คาเฉลยของกลมตวอยาง

=iX คาของขอมลคาท i

=N จานวนประชากรทงหมด

=n จานวนกลมตวอยางทงหมด

ตารางแสดงขนตอนการคานวณหาความแปรปรวนและสวนเบยงเบนมาตรฐาน

ขนตอนการคานวณ ประชากร ตวอยาง

1. หาผลตางระหวาง

คะแนนแตละคากบคาเฉลย

μx i −

xx i −

2. หาผลตางกาลงสอง

( )2i μx −

( )2i xx −

3. หาผลรวมของผลตางกาลงสอง ( )∑=

−N

1i

2i μx ( )∑

=−

n

1i

2i xx

4. หาคาเฉลยของผลรวมของผลตางกาลง

สอง

เรยกวา ความแปรปรวน

( )N

μxN

1i

2i∑

=−

( )1n

xxn

1i

2i

−=

−∑

5. หารากทสองของคาเฉลยของผลรวมของ

ผลตางกาลงสอง เรยกวา

สวนเบยงเบนมาตรฐาน

( )N

μxN

1i

2i∑

=−

( )1n

xxn

1i

2i

−=

−∑

ตวอยางท 6 สมยางรถยนตยหอหนง (รนเดยวกน) เพอคานวณหาคาเฉลยของอายการใชงาน และ

พจารณาความแตกตางของอายการใชงานของยาง จานวน 9 เสน โดยมอายการใชงาน (ป) ดงน

3 6 2 5 3 8 6 7 5

วธทา คานวณหาคาเฉลยของอายการใชงาน

คาเฉลยของกลมตวอยาง 9

x

)X(

9

1ii∑

== = 9

576835263 ++++++++= 5

9

45=

ดงนน คาเฉลยของอายการใชงานเทากบ 5 ป

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 159

พจารณาความแตกตางกนของอายการใชงานของยาง

ความแปรปรวนของกลมตวอยาง

( )1n

nxx

)(S 1i

2i

2

−∑==

( )8

95x

1i

2i∑

==

( ) ( ) ( ) ( )

85x...5x5x5x 2

92

32

22

1 −−−− ++++=

จากสตรการคานวณสามารถสรางตารางหาคา ( )∑=

−9

5x1i

2i

ix x ( )5x −i ( )25x −i

3

6

2

5

3

8

6

7

5

5

5

5

5

5

5

5

5

5

(3-5) = -2

(6-5) = 1

(2-5) = -3

(5-5) = 0

(3-5) = -2

(8-5) = 3

(6-5) = 1

(7-5) = 2

(5-5) = 0

4)2(2 =−

112 =

93)(2 =−

0

4)2(2 =−

=23 9

=21 1

=22 4

0

รวม ( )∑ −=

9

1

25i

ix = 32

แทนคา

ความแปรปรวนของกลมตวอยาง )(S2

( )8

95x

1i

2i∑

==

832= 4=

สวนเบยงเบนมาตรฐานของกลมตวอยาง (S) 242 === S

ดงนน สามารถอนมานไดวายางรถยนตยหอนมคาเฉลยของอายการใชงาน เทากบ 5 ป

มการกระจายของอายการใชงานเทากบ 4 ตอบ

จากตวอยางท 6 พบวายางรถยนตยหอนคาเฉลยของอายการใชงาน เทากบ 5 ป และ มการ

กระจายของอายการใชงานเทากบ 4 แสดงวาบรษทผลตยางยหอดงกลาวมกระบวนการผลตและ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 160

กระบวนการตรวจสอบคณภาพอยในระดบทดระดบหนงเทานน เพราะอายของยางแตละเสนยงคง

มอายการใชงานความแตกตางกน ดงนนบรษทผลตยางยหอดงกลาวจะตองปรบปรงกระบวนการ

ผลตและกระบวนการตรวจสอบคณภาพใหดมากขนไปกวาเดม เพอทาใหการกระจายของอายการ

ใชงานมคาใกลเคยงหรอเทากบ 0 (ศนย) เพราะถาการกระจายของอายการใชงานเทากบ 0 (ศนย)

แสดงวายางทกเสนมอายการใชงานเทากน

2. กรณขอมลมการแจกแจงความถ

สตร

ความแปรปรวนของประชากร )(2σ คอ

=2σ( )

N

ixifk

1i

2∑ −=

μ( ) ( ) ( ) ( )

Nfffxf 2

kk2

32

222

1 x...xfx1 μμμμ −++−+−+−=

สวนเบยงเบนมาตรฐานของประชากร2

)( σσ =

( )

N

xfk

1i

2ii∑

=−

=

μ

ความแปรปรวนของกลมตวอยาง )(S2

คอ

( )

1n

xxf

S

k

1i

2

2ii

−∑==

( ) ( ) ( ) ( )1n

xxfxxfxxfxxf 2kk

233

222

211 ...

−−++−+−+−

=

สวนเบยงเบนมาตรฐานของกลมตวอยาง2

)( sS =

( )

1n

xxfk

1i

2ii

−∑==

โดย

k = จานวนชน

=ix คาคากลางของขอมลชนท i โดย i = 1, 2, 3 , …, k

=if ความถของขอมลชนท i โดย i = 1, 2, 3 , …, k

=N จานวนประชากรทงหมด

=n จานวนกลมตวอยางทงหมด

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 161

ตารางแสดงขนตอนการคานวณหาความแปรปรวนและสวนเบยงเบนมาตรฐาน

ขนตอนการคานวณ ประชากร ตวอยาง

1. หาผลตางระหวางคะแนนแตละคากบคาเฉลย μ−ix xx i −

2. หาผลตางกาลงสอง เพอทาให

เครองหมาย ลบนนหมดไป ( )2

ix μ− ( )2xx i −

3. หาผลคณระหวางความถกบผลตางกาลงสอง ( )μ−ii xf ( )2i xxf i −

4. หาผลรวมของ ผลคณระหวางความถกบ

ผลตางกาลงสอง ( )∑ −

=

k

1i

2ii xf μ ( )∑

=−

k

1i

2i xxf i

5. หาคาเฉลยของผลรวมของ ผลคณระหวาง

ความถ กบผลตางกาลงสอง

เรยกวา ความแปรปรวน

( )

N

∑ −=

k

1i

2ii xf μ

( )

1n

xxfk

1i

2i i

−∑=

6. หารากทสองของคาเฉลยของผลรวมของ ผล

คณระหวางความถ กบผลตางกาลงสอง

เรยกวา สวนเบยงเบนมาตรฐาน

( )

N

∑ −=

k

1i

2ii xf μ

( )

1n

xxfk

1i

2i i

−∑=

ตวอยางท 7 จงหาความแปรปรวนและสวนเบยงเบนมาตรฐานของกลมตวอยางดงตอไปน

คะแนน 15-19 10-14 5-9

ความถ 10 25 15

วธทา คาเฉลยของกลมตวอยาง 50

xfxfxf

50

xf

)X( 332211

3

1iii ++===

สรางและขยายตารางแจกแจงความถ เพอคานวณหาคาเฉลย

คะแนน if ix iixf

5-9 15 7 105

10-14 25 12 300

15-19 10 17 170

รวม 50 575

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 162

คาเฉลยของกลมตวอยาง 50

xf

)X(

3

1iii∑

==50

575= 11.5=

ความแปรปรวนของกลมตวอยาง )(S2

คอ

( )

150

11.5xf3

1i

2ii

∑=

−( ) ( ) ( )

4911.5xf11.5xf11.5xf 2

32

222

11 −+−+−=

สรางและขยายตารางแจกแจงความถ เพอคานวณหาความแปรปรวน

คะแนน if ix 11.5x i − ( )2i 11.5x − ( )2

ii 11.5xf −

5-9 15 7 (7-11.5) = -4.5 (-4.5)2 = 20.25 (15x20.25) = 303.75

10-14 25 12 (12-11.5) = 0.5 0.5 2 = 0.25 (25x0.25) = 6.25

15-19 10 17 (17-11.5) = 5.5 (5.5)2 = 30.25 (10x30.25) = 302.5

รวม 50 ( ) 612.5011.5xf

3

1i

2ii =∑

=−

ความแปรปรวนของกลมตวอยาง )(S2

=

( )49

11.5xf3

1i

2ii∑ −

=

49

5612.=

12.5=

สวนเบยงเบนมาตรฐานของกลมตวอยาง 12.5S(S)2 == 3.54=

ดงนน ขอมลชดนมความแปรปรวนของกลมตวอยางเทากบ 12.5

และมสวนเบยงเบนมาตรฐานเทากบ 3.54 ตอบ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 163

สรปสตรการคานวณหาคาความแปรปรวนและสวนเบยงเบนมาตรฐาน

สตรทใชในการ

คานวณ

กรณขอมลไมไดแจกแจงความถ

ความแปรปรวน สวนเบยงเบนมาตรฐาน

ประชากร ( )

N

xN

1i

2i

2∑==

−μσ

( )

N

x2

N

1i

2i∑ −

== =μ

σσ

กลมตวอยาง ( )

1n

nxx

S 1i

2i

2

−∑==

( )1n

xix

SS

n

1i

2

2

−∑===

สตรทใชในการ

คานวณ

กรณขอมลมการแจกแจงความถ

ความแปรปรวน สวนเบยงเบนมาตรฐาน

ประชากร ( )

N

ixif

σ

k

1i

2

2∑ −==

μ

2σσ =

( )

N

xfk

1i

2ii∑

=−

=

μ

กลมตวอยาง ( )

1n

xxf

S

k

1i

2

2ii

−∑== 2

sS =

( )

1n

xxfk

1i

2ii

−∑==

การใชโปรแกรมไมโครซอฟตเอกซเซลในการวเคราะหขอมล

โปรแกรม ไมโครซอฟตเอกซเซล (microsoft excel) เปนโปรแกรมแผนตารางทาการ

(speadsheet)ทไดรบความนยมในการทางานดานการคานวณ ตางๆ โดยเฉพาะการวเคราะหขอมล

เบองตน เชน การวดแนวโนมสสวนกลาง และการกระจาย เปนตน ในทางปฏบตสามารถวเคราะห

ขอมลเบองตนได 2 วธ คอ การใชฟงกชนบนแถบเครองมอ สตร และการใชคาสง Data Analysis

1. การใชฟงกชนบนแถบเครองมอ สตร

โปรแกรมไมโครซอฟตเอกซเซลสามารถวเคราะหขอมลเบองตน โดยใชฟงกชนยอยใน

เมนสตร (formulas) โดยมขนตอนการดาเนนการดงน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 164

1) เปดโปรแกรมไมโครซอฟตเอกซเซล2007ซงจะปรากฏหนาจอ ดงภาพท 4.1

ภาพท 4.1 หนาจอโปรแกรมไมโครซอฟตเอกซเซล2007

2) บนทกขอมลลงในเซลลตางๆ ในกรณทมหลายตวแปรควรบนทกขอมลแตละตวแปร

แยกตามสดมภ

3) เลอกเซลลทตองการใสคาสถต

4) การเลอกฟงกชนของโปรแกรมไมโครซอฟตเอกซเซล ซงมขนตอน ดงน

(1) เลอกแถบเครองมอ สตรจากนนเลอก แทรกฟงกชนดงภาพท 4.2

(2) ซงจะปรากฏ กลองโตตอบ แทรกฟงกชน โดยในกลอง หรอเลอกประเภท : ให

เลอก ทางสถต

ภาพท 4.2 การเลอกแทรกฟงกชน บนแถบเครองมอ สตร

(3) เลอก ฟงกชนทางสถตทตองการในหวขอ เลอกฟงกชน: เชน เลอก AVERAGE ดง

ภาพท 4.3

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 165

ภาพท 4.3 กลองโตตอบ แทรกฟงกชน

สาหรบฟงกชนทใชในการวดแนวโนมสสวนกลาง และการวดการกระจายทสาคญ มดงน

ฟงกชน ความหมาย รปแบบของฟงกชน

AVERAGE คาเฉลยเลขคณต AVERAGE(Number1, Number2, …)

MEDIAN คามธยฐาน MEDIAN (Number1, Number2, …)

MODE คาฐานนยม MODE (Number1, Number2, …)

VAR คาความแปรปรวนของตวอยาง VAR(Number1, Number2, …)

VARP คาความแปรปรวนของประชากร VARP(Number1, Number2, …)

STDEV คาสวนเบยงเบนมาตรฐานของตวอยาง STDEV(Number1, Number2, …)

STDEVP คาสวนเบยงเบนมาตรฐานของประชากร STDEVP(Number1, Number2, …)

(4) เมอเลอก ฟงกชนทตองการ เชน คาเฉลย เลอก AVERAGE จะปรากฏกลองโตตอบ

อารกวเมนตของฟงกชน สงทตองระบคอ

• Number1 ใหใส ชวง หรอ ตาแหนงเซลล ทบรรจขอมลทตองการหาคา สถตโดย

พมพ เชน ขอมลอยในเซลลท A1 ถง A10 ใหพมพ “A1:A10” หรอเลอก แลวใชเมาสเลอก

เซลลทตองการ โดยการเลอกทเซลล A1และคลกเมาสทางซายคางไวจากนนลากเมาสไปทเซลล

A10 เปนตน

• Number2ใหใส ชวง หรอ ตาแหนงเซลล ทบรรจขอมลทตองการหาคา สถต ท

นอกเหนอไปจากตาแหนงเซลลทกาหนดใน Number1

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 166

ภาพท 4.4 กลองโตตอบ อารกวเมนตของฟงกชน AVERAGE

(5) เลอก ตกลง

สาหรบ ฟงกชนทใชคานวณคาการวดแนวโนมสสวนกลาง และการกระจายอนๆ กจะม

รปแบบของกลองโตตอบ เชนเดยวกบ อารกวเมนตของฟงกชน AVERAGE

ตวอยางท 4.1 จากการสมตวอยางนกศกษาทเรยนวชาการคดและการตดสนใจ จานวน 10 คน

ปรากฏผลคะแนน ดงน 75 54 23 90 45 65 87 88 69 70 จากขอมลทกาหนดให จงหาคาเฉลย

และสวนเบยงเบนมาตรฐาน

วธทา 1) เปดโปรแกรมไมโครซอฟตเอกซเซล 2007

2) บนทกขอมลลงในเซลล B1 ถง B10 นอกจากนนพมพคาวา “คาเฉลย” บนเซลลท

A11 และคาวา“สวนเบยงเบนมาตรฐาน” บนเซลลท A12 ดงภาพท 4.5

ภาพท 4.5 การบนทกขอมล เพอหาคาเฉลย และสวนเบยงเบนมาตรฐาน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 167

3) เลอกเซลลทตองการใสคาสถตแบงออกเปน 2 กรณ คอ กรณท 1คาเฉลย เลอก

B11 กรณท 2 คาสวนเบยงเบนมาตรฐาน เลอก B12

4) การเลอกฟงกชนของโปรแกรมไมโครซอฟตเอกซเซล ซงมขนตอน ดงน

(1) กรณท 1 คาเฉลย

• เลอก B11 จากนน เลอกแถบเครองมอ สตร และเลอก แทรกฟงกชน ซงจะ

ปรากฏกลองโตตอบ แทรกฟงกชน โดยในกลอง หรอเลอกประเภท: ใหเลอก ทางสถต

• เลอก AVERAGEในหวขอ เลอกฟงกชน : สงทตองระบบนกลองโตตอบ

อารกวเมนตของฟงกชนคอ Number1ใหเลอก แลวใชเมาสเลอกทเซลล A1 และคลกเมาส

ทางซายคางไวจากนนลากเมาสไปทเซลล A10 และเลอก ตกลง

ภาพท 4.6 การระบชวงขอมล และผลลพธของการใชฟงกชน AVERAGE

(2) กรณท 2 คาสวนเบยงเบนมาตรฐาน

• เลอก B12 จากนน เลอกแถบเครองมอ สตร และเลอก แทรกฟงกชน ซงจะ

ปรากฏกลองโตตอบ แทรกฟงกชน โดยในกลอง หรอเลอกประเภท: ใหเลอก ทางสถต

• เลอก STDEV ในหวขอ เลอกฟงกชน : สงทตองระบบนกลองโตตอบ

อารกวเมนตของฟงกชนคอ Number1ใหเลอก แลวใชเมาสเลอกทเซลล A1 และคลกเมาส

ทางซายคางไวจากนนลากเมาสไปทเซลล A10 และเลอก ตกลง

ดงนนจากผลลพธในภาพท 4.7 สามารถสรปไดวาคะแนนของนกศกษากลมนม

คาเฉลยเทากบ 66.6 คะแนนและมคาสวนเบยงเบนมาตรฐานเทากบ 20.10 คะแนน

คาเฉลย =

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 168

ภาพท 4.7 การระบชวงขอมล และผลลพธของการใชฟงกชน AVERAGE

2. การใชคาสง Data Analysis

การใชคาสง Data Analysis บนแถบเครองมอ ขอมล (data) เปนการวธการวเคราะห

ขอมลทมตวแปรหลายตวแปร หรอการหาคาสถตเชงพรรณนา เชน การวดคาแนวโนมสสวนกลาง

โดยใช คาเฉลย คามธยฐาน และคาฐานนยม ในสวนการวดการกระจาย คอคาความแปรปรวน

และคาสวนเบยงเบนมาตรฐาน เปนตน แตอยางไรกตามการใชคาสง Data Analysis จะตองมการ

ตดตงแอดอนของโปรแกรมไมโครซอฟตเอกซเซลมขนตอนการตดตงดงน

1) เลอก ปมOfficeใชสญลกษณ และเลอกปมตวเลอกของ Excel ดงภาพท 4.8

ภาพท 4.8 ผลหนาจอโปรแกรมไมโครซอฟตเอกซเซลเมอ เลอก ปม Office

คาสวนเบยงเบนมาตรฐาน = 20.10

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 169

2) เลอก Add−inจากนนเลอกAnalysis ToolPaK−VBA ในหวขอadd−in ของโปรแกรม

ประยกตทไมไดใชงาน ดงภาพท 4.9

ภาพท 4.9 ผลหนาจอโปรแกรมไมโครซอฟตเอกซเซลในการเลอกAnalysis ToolPaK−VBA

3) เลอก add−inของExcelในกลองจดการ จากนนเลอก ดงภาพท 4.9

4) ปรากฏกลองโตตอบ Add−in ใหเลอกAnalysis ToolPakAnalysis ToolPaK−VBA

และSolver Add−in แลว เลอก ตกลงดงภาพท 4.10

ภาพท 4.10 กลองโตตอบ Add−in

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 170

5) หลงจากดาเนนการโหลด Analysis ToolPak เสรจสน จะปรากฏ คาสง Data Analysis

ในกลมAnalysisบนแถบเครองมอ ขอมลดงภาพท 4.11

ภาพท 4.11คาสง Data Analysis บนแถบเครองมอ ขอมล

6) เลอกคาสง Data Analysis บนแถบเครองมอ ขอมล ซง จะปรากฏกลองโตตอบ Data

Analysis จากนนเลอก Descriptive Statistics ดงภาพท 4.12

ภาพท 4.12 การเลอกเครองมอ Descriptive Statistics ภายใต Analysis Tools

7) สงทตองระบบนกลองโตตอบ Descriptive Statistics มดงน

ภาพท 4.13 กลองโตตอบDescriptive Statistics

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 171

(1) Input

• Input Range: ระบชวงของขอมลทงหมด

• Grouped By: เปนการระบวาการบนทกขอมลแตละตวแปรจาแนกตามแถว

• Labels ใหใสเครองหมาย ในกลอง Labelsถาในกลอง Input Rangeไดระบ

ตาแหนงเซลลทประกอบดวยชอของตวแปร

(2) Output optionคอการแสดงผลลพธ โดยสามารถเลอกได ดงน

• เลอก Output Range: ถาตองการใหแสดงผลลพธในแผนงานปจจบน ควรเลอก

จากนนระบตาแหนงเซลลเรมตนทจะแสดงผลลพธ โดยเลอก และใ ช เมาสเลอกเซลลท

ตองการ

• เลอก New Worksheet Ply: จากนนระบชอแผนงานใหม ถาตองการใหแสดงผล

ลพธในแผนงานใหม พรอมกบระบชอแผนงานใหม

• เลอก New Workbook ถาตองการใหแสดงผลลพธในสมดงานใหม

• Summary statistics ใหใสเครองหมาย ในกลอง Summary statisticsเมอ

ตองการแสดงคาทในการอธบายลกษณะของขอมล เบองตน เชน คาการวดแนวโนมสสวนกลาง

และคาการวดการกระจาย เปนตน

• Confidence Level for Meanใหใสเครองหมาย ในกลองเมอตองการใหแสดง

ชวงความเชอมน (1−α)100% ของคาเฉลยประชากร

• Kth Largest: ใหใสเครองหมาย ในกลอง Kth Largest:และกาหนดลาดบของ

คาสงสด (K) เมอตองการแสดงคาสงสดในลาดบท K

• Kth Smallest:ใหใสเครองหมาย ในกลอง Kth Smallest:และกาหนดลาดบของ

คาตาสด (K) เมอตองการแสดงคาตาสดในลาดบท K

ตวอยางท 4.2 สมตวอยางนกศกษาทเรยนวชาการคด และการตดสนใจหองท 1 และหองท 2 จานวน

10 คนเทาๆ กน ปรากฏผลคะแนน ดงน

หอง 1 หอง 2

67 69 45 45

49 95 64 57

39 54 86 48

94 56 78 86

58 44 98 67

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 172

จากขอมลทกาหนดให จง ใชคาสง Data Analysis ในการวเคราะหขอมลเบองตน

ของคะแนนนกศกษาหอง 1 และหอง 2

วธทา 1) บนทกขอมล ดงภาพท 4.14

ภาพท 4.14 การบนทกขอมลของนกศกษาหอง 1 และหอง 2

2) เลอกคาสง Data Analysis บนแถบเครองมอ ขอมล ซง จะปรากฏกลองโตตอบ

Data Analysisจากนนเลอก Descriptive Statistics สงทตองระบบนกลอง โตตอบ Descriptive

Statistics มดงน

(1) Input

• Input Range: เลอก และ เลอก A1 คลกเมาสซายคางไว จากนนลาก

เมาสไปทเซลล B11

• Grouped By: เลอก Columns

• Labels ใหใสเครองหมาย ในกลอง Labels

(2) Output optionคอการแสดงผลลพธ โดยสามารถเลอกได ดงน

• เลอก Output Range: เลอก และเลอก C1

• Summary statistics ใหใสเครองหมาย

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 173

ภาพท 4.15 การระบคาตางๆ บนกลองโตตอบ Descriptive Statistics

3) เลอก OKจะไดผลลพธ และสามารถอธบายรายละเอยดพอสงเขป ดงน

ผลลพธ ความหมาย หอง1 หอง 2

Mean คาเฉลย 62.5 67.4

Standard Error ความคลาดเคลอนมาตรฐาน 6.08 6.00

Median มธยฐาน 57 65.5

Mode ฐานนยม #N/A 45

Standard Deviation สวนเบยงเบนมาตรฐานของตวอยาง 19.21 18.97

Sample Variance ความแปรปรวนของตวอยาง 369.17 360.04

Kurtosis ความโดง −0.23 −1.33

Skewness ความเบ 0.85 0.24

Range พสย 56 53

Minimum คาตาสด 39 45

Maximum คาสงสด 95 98

Sum ผลรวม 625 674

Count ขนาดตวอยาง 10 10

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 174

ในบทเรยนนไดกลาวถงเทคนควธและเครองมอในการตดสนใจ เพอชวยวเคราะหขอมลท

แสดงคาเปนจานวน หรอขอมลเชงปรมาณ ซงเปนสวนประกอบทสาคญทใชในการตดสนใจทม

คณภาพ โดยเฉพาะการตดสนใจดวยกระบวนการคดอยางมวจารณญาณ แตอยางไรกตามเนอหา

ในบทเรยนนกเปนเพยงการนาความรสวนหนงของการวเคราะหขอมลเบองตน และความรพนฐาน

เกยวกบการใชโปรแกรมไมโครซอฟตเอกซเซล (microsoft excel) มานาเสนอเทานน ดงนนจงควร

ศกษาหาความรในเรองการวเคราะหขอมลเบองตนเพมเตม เพอชวยใหการตดสนใจมความถกตอง

มากขน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 175

แบบฝกหด

1. จงหาคาเฉลยคะแนนลกษณะการคดของนกศกษาชนปท 1 โปรแกรมวทยาศาสตรทวไปจานวน

20 คน ทไดรบการคดเลอกใหเปนกลมตวอยางของนกศกษาคณะวทยาศาสตร มดงน

48 45 39 36 48 41 39 39 45 36

41 39 36 33 39 39 33 30 39 41

2. จงหาคาเฉลยของคะแนนสอบวชาการคดกบการพฒนาตน ของนกศกษาจานวน 60 คน โดย

วธการแจกแจงความถแบบจดกลม จานวน 9 ชน

23 60 79 32 57 74 52 70 82 36

80 77 81 95 41 65 92 85 55 76

52 10 64 75 78 25 80 98 81 67

41 71 83 54 64 72 88 62 74 43

60 78 89 76 84 48 84 90 15 79

34 67 17 82 69 74 63 80 85 69

3. จงหาความแปรปรวนและสวนเบยงเบนมาตรฐานของขอมลดงตอไปน ซงไดจากกลมตวอยาง

ชนคะแนน f

79-81

76-78

73-75

70-72

67-69

64-66

61-63

2

3

4

7

5

3

1

25

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 176

อ.อกนษฐ ศรภธร

การตดสนใจ คอ การเลอกทางเลอกทดและเหมาะสมทสดเพอใหบรรลจดประสงค จาก

สถานการณตาง ๆ ในชวตประจาวน เชน วนนจะกนขาวทไหน วนนจะเอารมกนฝนไปไหม

ซอโทรทศนยหออะไร ในสถานการณหนง ๆ ทางเลอกทวาดทสดของแตละคนอาจไมเหมอนกน

ทางเลอกทคนหนงคดวาดทสดอาจจะไมใชทางเลอกดทสดสาหรบอกคนกเปนได ดงนนการเลอก

ทางเลอกทคดวาดและเหมาะสมทสดของแตละคนนนยอมขนอยกบเกณฑ/ปจจยตาง ๆ ทเกยวของ

อกมากมายหลายอยาง อาจกลาวไดวาเปนวจารณญาณของแตละบคคลกวาได ทางเลอกดงกลาว

นนจะตองบรรลวตถประสงคซงมความสาคญเปนอยางยง ดงสถานการณตวอยางตอไปน

หลงสอบเสรจนกศกษานดกบเพอน ๆ ในชนเรยนไปกนสกทหางสรรพสนคาแหงหนง แตพอไป

ถงรานสกปรากฏวา มคนรอควยาวและคดวากวาจะถงควของนกศกษาจะตองเสยเวลารออก

ประมาณ 2 ชวโมง นกศกษาไดปรกษากบเพอน และตดสนใจเปลยนจากการรบประทานสกเปน

การรบประทานอาหารตามสงทศนยอาหารแทน จดประสงคทตงไวตงแตครงแรกคอ การ

รบประทานสกแตเปลยนเปนอาหารตามสงทศนยอาหาร ถงแมวานกศกษาจะรสกอมหลง

รบประทานอาหารตามสง แตถงอยางไรกตามนกศกษาและเพอน ๆ กยงไมหายอยากทจะ

รบประทานสกอยด

นอกจากนการตดสนใจยงพจารณาจากผลทคาดวาจะไดรบหรอไมไดรบ อาทเชน การขาย

ของชนหนงไดกาไร 20,000 บาท แตมโอกาสขายได 5% แตถาขายไดกาไร 5,000 บาท มโอกาสขาย

ได 80 % นกศกษาจะเลอกขายแบบใดด เมอเจอสถานการณดงกลาวเชอวาทกคนจาเปนตองคด

เพราะการตดสนใจดงกลาวเปนการตดสนใจในเชงธรกจ ทจะมองถงผลกาไร เพราะคงไมมใครท

ทาธรกจแลวไมตองการผลกาไร ไมวากาไรนนจะมากหรอนอยกตาม เปนตน

องคประกอบของการตดสนใจ

องคประกอบของการตดสนใจ เมอพจารณาโดยครอบคลมแลวสงทสาคญเปนอนดบแรก

คอ การรถงปญหาหรอเปาหมายเกยวกบเรองทคด เพราะทาใหการตดสนใจในแตละครงม

จดมงหมายในการคด สงทสาคญไมแพกนคอ การสรางเกณฑหรอปจจยทเกยวของในการ

ตดสนใจ เกณฑหรอปจจยจะเปนตวบงบอกถงความตองการของแตละบคคล ยงมเกณฑหรอปจจย

เทคนควธและเครองมอในการตดสนใจ

ตอนท 4.3 การประยกตใชทฤษฎการตดสนใจ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 177

มากเทาใด เรายงจะไดผลการตดสนใจทตรงกบความตองการหรอจดมงหมายของเรามากเทานน

เมอมการสรางเกณฑหรอปจจยขนแลว องคประกอบตวตอไปคอ การกาหนดทางเลอก และกอนท

จะพจารณาตดสนใจสงทขาดเสยไมไดคอ การคานงความเสยงและความไมแนนอน เพอความ

เขาใจมากขนใหพจารณาดงแผนภมท 1.

แผนภมท 1 แสดงองคประกอบของการตดสนใจ ทมา : (นทศน ฝกเจรญผล , 2546:4)

ลกษณะการตดสนใจ

จากความหมายและองคประกอบของการตดสนใจขางตน สามารถกาหนดลกษณะของการ

ตดสนใจได 2 ลกษณะคอ (นทศน ฝกเจรญผล , 2546:1)

1. การตดสนใจโดยอาศยเกณฑ/ปจจยเปนเหตผลในการตดสนใจ ซงประกอบดวยเกณฑ

การตดสนใจ 3 รปแบบ ดงน

1.1 เกณฑการกาหนดนาหนกเปนคะแนนเตมแตละเกณฑไมเทากน

1.2 เกณฑการกาหนดนาหนกเปนสดสวนของคะแนนเตม 100 หรอ 1

1.3 เกณฑการกาหนดเกณฑ "ตองม" กบ "ควรม"

2. การตดสนใจโดยพจารณาถงผลทคาดวาจะไดรบ/ไมไดรบจากการตดสนใจ ซงประกอบ

ดวยเกณฑการตดสนใจ 2 รปแบบดงน

องคประกอบ

การตดสนใจ

1.ปญหาหรอเปาหมาย2.เกณฑในการตดสนใจ

4.ความเสยง

ความไมแนนอน 3.ทางเลอก

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 178

2.1 การตดสนใจโดยใชขอสนเทศทมอยกอนแลว

2.1.1 เกณฑภาวะนาจะเปนสงสด (Maximum Likehood Criterion)

2.1.2 เกณฑผลตอบแทนคาดหวง (Expected Payoff Criterion)

2.1.3 เกณฑคาเหตการณคาดหวง(Expected Event Criterion)

2.1.4 เกณฑความสญเสยโอกาสคาดหวง (Expected Opportunity Loss Criterion)

2.2 การตดสนใจโดยไมใชขอสนเทศทมอยกอนแลว

2.2.1 เกณฑหามากจากนอย (Maximin Criterion )

2.2.2 เกณฑหามากจากมาก (Maximax Criterion )

2.2.3 เกณฑหานอยจากมาก (Minimax Criterion)

1. การตดสนใจโดยอาศยเกณฑ/ปจจย เปนเหตผลในการตดสนใจ

เกณฑ/ปจจยทเกยวของกบการตดสนใจ หมายถง ขอกาหนดทตองคานงถง เชน

คณลกษณะ/คณสมบตทสาคญ คณลกษณะ/คณสมบตทพงประสงค คณประโยชน ความเหมาะสม

ความสะดวกในการใช ผลทจะเกดในอนาคต ของประเดนทจะตดสนใจ ทควรนามาเปรยบเทยบ

หรอวนจฉยตวเลอกในการตดสนใจ (นทศน ฝกเจรญผล , 2546 : 7) เปนการนาเกณฑ/ปจจยท

เกยวของกบเรองทจะตดสนใจมาพจารณาวนจฉยเปรยบเทยบ เพอเปนเหตผลประกอบการตดสนใจ

ประกอบดวย 6 ขนตอนดงตอไปน

ขนตอนท 1 กาหนดวตถประสงคหรอเปาหมายการตดสนใจใหชดเจน

(พจารณาจากสถานการณทกาหนด)

ขนตอนท 2 กาหนดเกณฑ/ปจจย ทเกยวของกบเรองทตองการตดสนใจ

(เกณฑ/ปจจยทกาหนดขนนนจะตองสามารถนามาพจารณาเปรยบเปรยบ

กนไดในทกตวเลอก)

ขนตอนท 3 วนจฉยเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/ปจจยในการตดสนใจ

(แตละเกณฑ/ปจจยแตละขอทกาหนดขนนนจะมความสาคญไมเทากน)

ขนตอนท 4 กาหนดทางเลอก ศกษาขอมลของทางเลอกตามเกณฑ/ปจจยทกาหนด

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 179

ขนตอนท 5 วนจฉยเปรยบเทยบ พจารณาใหคะแนนทางเลอกภายใตเกณฑ/ปจจยทใช

ในการตดสนใจ

(เพอขจด ความลาเอยง ขอจากดในการพจารณาเปรยบเทยบนนจะตอง

พจารณาใหคะแนนในแนวนอน ของแตละเกณฑไปทละตวเลอก)

ขนตอนท 6 คานวณหาทางเลอกทดทสด

จากความหมายขางตน การกาหนดเกณฑ/ปจจยดงกลาว ตองรถงจดประสงคของการ

ตดสนใจ สามารถกาหนดไดวาการตดสนใจนนๆ เปนการตดสนใจในสวนทเปนสวนตว/

รายบคคลหรอสวนรวม/รายคณะ นอกจากน ลกษณะการคดทง 9 ลกษณะทกลาวมาในเนอหาบท

ตน ๆ กเปน สวนหนงทสนบสนนการกาหนดเกณฑ/ปจจย ดงตวอยางตอไปน

ตวอยางท 1 เกณฑ/ปจจย ทใชพจารณาหวหนาหอง (การตดสนใจสวนรวม/รายคณะ)

(นทศน ฝกเจรญผล,2546:9)

เกณฑพจารณา

หวหนาหอง

ความมมนษยสมพนธ

ความฉลาด

ความเปนผนา

ความรบผดชอบ

ความเสยสละ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 180

ตวอยางท 2 เกณฑ/ปจจย ในการซอรถยนต (การตดสนสวนตว/รายบคคล)

(นทศน ฝกเจรญผล,2546 :10)

จากทง 2 ตวอยาง เมอเทยบกบกระบวนการตดสนใจทอาศยเกณฑ/ปจจย จดอยในขนตอน

ท 1 คอ กาหนดวตถประสงคหรอเปาหมายการตดสนใจไดชดเจนวา ตวอยางท 1 มจดประสงคของ

การตดสนใจสวนรวม/รายคณะ คอ การพจารณาคดเลอกบคคลเพอทาหนาทหวหนาหอง และ

ตวอยางท 2 มจดประสงคของการตดสนใจสวนตว/รายบคคล คอ การเลอกซอรถยนต ทง 2

ตวอยางไดกาหนดเกณฑ/ปจจยทใชในการพจารณาอยางชดเจน ซงอยในขนตอนท 2 สาหรบ

เกณฑ/ปจจยในการพจารณาทไดกลาวมาแลวขางตนวา ตองสามารถเปรยบเทยบไดทกตวเลอกนน

ใหพจารณาขอความตอไปน การเลอกสถานททองเทยวมทางเลอกอยสองทางเลอกคอ เชยงใหมกบ

ภเกต ถากาหนดเกณฑ/ปจจยขนวา ธรรมชาตสวยงาม เกณฑนสามารถเปรยบเทยบไดทงสอง

ทางเลอก แตถากาหนดเกณฑ/ปจจยวา ตดทะเล เกณฑนไมสามารถนามาเปรยบเทยบไดอาจกลาว

ไดวาเปนเกณฑทลาเอยงใหเลอกทองเทยวทภเกตมากกวาเชยงใหม เปนตนและขนตอนท 3 วนจฉย

เปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/ปจจยในการตดสนใจ จะใชเกณฑในการตดสนใจ 3 รปแบบ

โดยพจารณาทละรปแบบดงตอไปน

ความสวยงาม

ความหรหรา

เชดชสถานภาพ

เกณฑพจารณาใน

การเลอกซอรถยนต

คานยม

สมรรถนะ

รายจายในอนาคตสวนรวม

ความสะดวกสบาย

ความเหมาะสมการประหยดนามน

เครองยนต การขบเคลอน การบงคบหยด ระบบความปลอดภย

คาอะไหล ในการซอมบารง

คาบารงรกษา

ความยากงายในการซอมบารง

ผลกระทบ

เศรษฐกจโดยรวม

ของประเทศ

การทาลายสงแวดลอม

ราคา

อาชพรายได

เงนออมทมอย

การใชงานตามวตถประสงค

วทย โทรทศน เทป

เครองปรบอากาศ

อาชพ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 181

0

2

4

6

8

10

A B C D

คะแนนเตม

เกณฑ

1.1 เกณฑการกาหนดนาหนกเปนคะแนนเตมแตละเกณฑไมเทากน

พจารณาจากกราฟแสดงความสมพนธระหวางเกณฑกบคะแนนเตมและตารางระหวาง

เกณฑกบตวเลอก ดงตอไปน

เกณฑ คะแนน ตวเลอก

X Y Z

A 5

B 10

C 8

D 2

รวม

จะเหนไดวามเกณฑทงหมด 4 เกณฑ คอ เกณฑ A , B , C และ D แตละเกณฑมคะแนน

เตม คอ 10 คะแนน จากนนพจาณาลาดบความสาคญ เกณฑทมความสาคญมากใหคะแนนมาก

เกณฑทมความสาคญนอยใหคะแนนนอยตามลาดบ เกณฑทมนาหนกมากทสด คอ เกณฑ B ม

คาสงสดไมเกน 10 รองลงมาคอเกณฑ C , A และ D มคาเทากบ 8 , 5 และ 2 ตามลาดบ เมอ

กาหนดคานาหนกของแตละเกณฑไดแลว มวธการนาไปสขนตอนการตดสนใจดงน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 182

ขนท 1 พจารณาตรกตรองใหคะแนนแตละตวเลอกตามเกณฑและคะแนนเตมของ

แตละเกณฑ(ในการใหคะแนนควรพจารณาเปรยบเทยบไปในแนวนอนทละเกณฑ

เพอขจดความลาเอยง)

ขนท 2 รวมคะแนนทไดของแตละตวเลอก (รวมคะแนนของแตละตวเลอกในแนวตง)

ขนท 3 พจารณาตดสนใจจากผลรวมตวเลอกใดมผลรวมมากทสดพจารณาเลอกตวเลอกนน

ตวอยางท 3 สถานการณทกาหนด : สมมตวามการเลอกตงหวหนาหอง

พจารณาตามขนตอนการตดสนใจไปทละขนตอนดงตอไปน

ขนตอนท 1 กาหนดวตถประสงคหรอเปาหมายการตดสนใจใหชดเจน(พจารณาจากสถานการณทกาหนด)

วตถประสงค คอ การพจารณาคดเลอกบคคลเพอใหทาหนาทหวหนาหอง

ขนตอนท 2 กาหนดเกณฑ/ปจจย ทเกยวของกบเรองทตองการตดสนใจ (เกณฑ/ปจจยท

กาหนดขนนนจะตองสามารถนามาพจารณาเปรยบเปรยบกนไดในทกตวเลอก)

การกาหนดเกณฑ/ปจจย พจารณาจากคณลกษณะของหวหนาหองจะตองประกอบดวย

คณลกษณะอยางไรบาง โดยไดสมมตขน 5 คณลกษณะดงตอไปน

1. ความมมนษยสมพนธ

2. ความเปนผนา

3. ความรบผดชอบ

4. ความเสยสละ

5. ความฉลาด

ขนตอนท 3 วนจฉยเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/ปจจยในการตดสนใจ

(แตละเกณฑ/ปจจยแตละขอทกาหนดขนนนจะมความสาคญไมเทากน)

วนจฉยเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/ปจจย พจารณาจากเกณฑทงหมดแลวใสลาดบ

ความสาคญของแตละเกณฑเปนตวเลขจาก 1 - 5 พจารณาแลวเกณฑใดสาคญมากคอ ลาดบท 1

กใหคะแนนมากแตไมเกน 10 สวนเกณฑทเหลอใหกาหนดคะแนนลดลนลงมาตามความเหมาะสม

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 183

เกณฑ/ปจจย ลาดบความสาคญ คะแนนเตม

1. ความมมนษยสมพนธ 3 6

2. ความเปนผนา 1 10

3. ความรบผดชอบ 1 10

4. ความเสยสละ 2 8

5. ความฉลาด 3 6

ขนตอนท 4 กาหนดทางเลอก ศกษาขอมลของทางเลอกตามเกณฑ/ปจจยทกาหนด

กาหนดตวเลอก จากสถานการณน สมมตตวเลอกขน 3 ตวเลอกดงตอไปน

ตวเลอก

เบอร 1. สมชาย

เบอร 2. สมศกด

เบอร 3. สมหญง

ขนตอนท 5 วนจฉยเปรยบเทยบ พจารณาใหคะแนนแตละทางเลอกภายใตเกณฑ/ปจจยทใชใน

การตดสนใจ (เพอขจดความลาเอยง ขอจากดในการพจารณาเปรยบเทยบนน

จะตองพจารณาใหคะแนนในแนวนอน ของแตละเกณฑไปทละตวเลอก)

วนจฉยเปรยบเทยบ พจารณาใหคะแนนแตละทางเลอกภายใตเกณฑ/ปจจย เรมจากการ

สรางตารางชวยประกอบการพจารณาตดสนใจโดยกาหนดใหคอลมนแรกเปนเกณฑ/ปจจย คอลมน

ถดไปกาหนดใหเปนทางเลอกแตละทางเลอก สมมตวาไดพจารณาตรกตรองคะแนนของผสมคร

แตละคนในแตละเกณฑ ตามคะแนนเตมไดดงน

เกณฑ คะแนน ตวเลอก

สมชาย สมศกด สมหญง

1. ความมมนษยสมพนธ 6 4 4 6

2. ความเปนผนา 10 9 7 6

3. ความรบผดชอบ 10 8 5 4

4. ความเสยสละ 8 3 6 5

5. ความฉลาด 6 5 4 4

รวม 29 26 25

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 184

ABCD

ขนตอนท 6 คานวณหาทางเลอกทดทสด

คานวณหาทางเลอกทดทสด โดยพจารณาขอมลจากตารางขนตอนท 5 โดยพจารณา

คอลมปทางเลอก คอลมปทางเลอกใดมผลรวมของคะแนนมากทสดเลอกทางเลอกนน

ดงนน ผลการตดสนใจ คอ เลอกสมชายเปนหวหนาหอง

1. 2 เกณฑการกาหนดนาหนกเปนสดสวนของจานวนเตม 100 หรอ 1

พจารณาจากกราฟวงกลมและตารางแสดงความสมพนธระหวางเกณฑกบตวเลอก

ดงตอไปน

1100รวม

.20

.40

.32

.08

20

40

32

8

A

B

C

D

1100 %

นาหนกเกณฑ

1100รวม

.20

.40

.32

.08

20

40

32

8

A

B

C

D

1100 %

นาหนกเกณฑ

D 8% A 20%

B 40%

C 32%

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 185

จากแผนภมและตารางจะเหนวา ตวอยางนมเกณฑ 4 เกณฑ แตละเกณฑมคานาหนกไม

เทากน (อาจมมากกวา 4 เกณฑ เกณฑทมความสาคญมากใหมากเกณฑทมความสาคญนอยใหนอย

คลายกบเกณฑการกาหนดนาหนกเปนคะแนนเตมแตละเกณฑไมเทากน แตมขอแตกตางกนใน

สวนททกเกณฑรวมกนจะตองมคาเทากบ 100) คอเกณฑ A , B , C และ D เมอพจารณาการแบง

สวนในกราฟวงกลม เกณฑ B มคานาหนกมากทสด คอ 40 โดยเมอเทยบกบสดสวนของจานวนเตม

100 คดเปน 40 % และเมอเทยบกบสดสวนของจานวนเตม 1 คอ .40 เกณฑ C , A และ D มคา

นาหนกคอ 32 , 20 และ 8 เมอเทยบกบสดสวนของจานวนเตม 100 คดเปน 32 % , 20 % และ 8%

และเทยบเปนสดสวนของจานวนเตม 1 คอ .32 , .20 และ .08 ตามลาดบ เมอกาหนดนาหนกเปน

สดสวนของคะแนนเตม 100 หรอ 1 เรยบรอยแลว มวธการนาไปสขนตอนการตดสนใจดงน

ขนท 1 พจารณาตรกตรองใหคะแนนแตละเกณฑดวยคะแนนเตม 10 (การพจารณาให

คะแนนในขนน ไมไดคานงถงคานาหนกคะแนนทกาหนดขนในแตละเกณฑ

ขางตน)

ขนท 2 คณคะแนนทไดกบคานาหนกสดสวนเตม 1

ขนท 3 รวมผลทไดจากขอ 2 ของแตละทางเลอก

ขนท 4 พจารณาตดสนใจจากผลรวม ตวเลอกใดมผลรวมมากทสดพจารณาเลอกตวเลอก

นน

ตวอยางท 4 สถานการณทกาหนด

: สมมตวามการเลอกตงหวหนาหอง

พจารณาตามขนตอนการตดสนใจไปทละขนตอนดงตอไปน

ขนตอนท 1 กาหนดวตถประสงคหรอเปาหมายการตดสนใจใหชดเจน (พจารณาจาก

สถานการณทกาหนด)

วตถประสงค คอ การพจารณาคดเลอกบคคลเพอใหทาหนาทหวหนาหอง

ขนตอนท 2 กาหนดเกณฑ/ปจจย ทเกยวของกบเรองทตองการตดสนใจ (เกณฑ/ปจจยท

กาหนด ขนนนจะตองสามารถนามาพจารณาเปรยบเปรยบกนไดในทกตวเลอก)

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 186

การกาหนดเกณฑ/ปจจย พจารณาจากคณลกษณะของหวหนาหองจะตองประกอบดวย

คณลกษณะอยางไรบาง โดยไดสมมตขน 5 คณลกษณะดงตอไปน

1. ความมมนษยสมพนธ

2. ความเปนผนา

3. ความรบผดชอบ

4. ความเสยสละ

5. ความฉลาด

ขนตอนท 3 วนจฉยเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/ปจจยในการตดสนใจ(แตละเกณฑ/

ปจจยแตละขอทกาหนดขนนนจะมความสาคญไมเทากน)

วนจฉยเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/ปจจย พจารณาจากเกณฑทงหมดแลวใสลาดบ

ความสาคญของแตละเกณฑเปนตวเลขจาก 1 - 5 พจารณาแลวเกณฑใดสาคญมากคอ ลาดบท 1

กใหคะแนนมากแตไมเกน 10 สวนเกณฑทเหลอใหกาหนดคะแนนลดลนลงมาตามความเหมาะสม

เกณฑ/ปจจย ลาดบความสาคญ คะแนนเตม 100 คะแนนเตม 1

1. ความมมนษยสมพนธ 3 15 .15

2. ความเปนผนา 1 25 .25

3. ความรบผดชอบ 1 25 .25

4. ความเสยสละ 2 20 .20

5. ความฉลาด 3 15 .15

ขนตอนท 4 กาหนดทางเลอก ศกษาขอมลของทางเลอกตามเกณฑ/ปจจยทกาหนด

กาหนดตวเลอก จากสถานการณน สมมตตวเลอกขน 3 ตวเลอกดงตอไปน

ตวเลอก

เบอร 1. กระทอน

เบอร 2. สมโอ

เบอร 3. มะเฟอง

ขนตอนท 5 วนจฉยเปรยบเทยบ พจารณาใหคะแนนแตละทางเลอกภายใตเกณฑ/ปจจยทใชใน

การตดสนใจ (เพอขจดความลาเอยง ขอจากดในการพจารณาเปรยบเทยบนน

จะตองพจารณาใหคะแนนในแนวนอน ของแตละเกณฑไปทละตวเลอก)

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 187

วนจฉยเปรยบเทยบ พจารณาใหคะแนนแตละทางเลอกภายใตเกณฑ/ปจจย เรมจากการ

สรางตารางเชนเดยวกบเกณฑการกาหนดนาหนกเปนคะแนนเตมแตละเกณฑไมเทากน สมมตวา

ไดพจารณาตรกตรองใหคะแนนของผสมคร แตละคนในแตละเกณฑ จากคะแนนเตม 10 คะแนน

ดงน

เกณฑ สดสวน คะแนน ตวเลอก

100 1 กระทอน สมโอ มะเฟอง

1. ความมมนษยสมพนธ 15 0.15 10 7 10 9

2. ความเปนผนา 25 0.25 10 8 6 9

3. ความรบผดชอบ 25 0.25 10 10 8 8

4. ความเสยสละ 20 0.20 10 8 5 7

5. ความฉลาด 15 0.15 10 6 9 10

คดคาคะแนนจรง = คะแนนทให x สดสวนนาหนกคะแนนเตม 1

เกณฑ สดสวน คะแนน ตวเลอก

100 1 กระทอน สมโอ มะเฟอง

1. ความมมนษยสมพนธ 15 0.15 10 1.05* 1.5 1.35

2. ความเปนผนา 25 0.25 10 2.0* 1.5 2.25

3. ความรบผดชอบ 25 0.25 10 2.5 2.0 2.0

4. ความเสยสละ 20 0.20 10 1.6 1.0 1.4

5. ความฉลาด 15 0.15 10 0.9 1.35 1.5

รวมคะแนนจรง 8.05 7.35 8.50

หมายเหต *1.05 มาจาก 7x 0.15 *2.0 มาจาก 8 x 0.25

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 188

ขนตอนท 6 หาทางเลอกทดทสด

คานวณหาทางเลอกทดทสด โดยพจารณาขอมลจากตารางขนตอนท 5 โดยพจารณา

คอลมปทางเลอก คอลมปทางเลอกใดมผลรวมของคะแนนมากทสดเลอกทางเลอกนน

ผลรวมของคะแนนจรง กระทอน = 8.05 สมโอ = 7.35 มะเฟอง = 8.50

ดงนน ผลการตดสนใจ คอ เลอกมะเฟองเปนหวหนาหอง

1.3 เกณฑการกาหนดเกณฑ "ตองม" กบ "ควรม"

การกาหนดเกณฑ "ตองม" จะใชเกณฑผานหรอไมผาน

การกาหนดเกณฑ "ควรม" จะใชการกาหนดนาหนกคะแนนเตมแตละเกณฑไมเทากน

ตวอยางท 5 สถานการณทกาหนด

: สมมตวามการเลอกตงหวหนาหอง

พจารณาตามขนตอนการตดสนใจไปทละขนตอนดงตอไปน

ขนตอนท 1 กาหนดวตถประสงคหรอเปาหมายการตดสนใจใหชดเจน (พจารณาจาก

สถานการณทกาหนด)

วตถประสงค คอ การพจารณาคดเลอกบคคลเพอใหทาหนาทหวหนาหอง

ขนตอนท 2 กาหนดเกณฑ/ปจจย ทเกยวของกบเรองทตองการตดสนใจ (เกณฑ/ปจจยท

กาหนดขนนนจะตองสามารถนามาพจารณาเปรยบเปรยบกนไดในทกตวเลอก)

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 189

การกาหนดเกณฑ/ปจจย พจารณาจากคณลกษณะของหวหนาหองจะตองประกอบดวย

คณลกษณะอยางไรบาง โดยไดสมมตขน 5 คณลกษณะดงตอไปน

1. ความมมนษยสมพนธ

2. ความเปนผนา

3. ความรบผดชอบ

4. ความเสยสละ

5. ความฉลาด

ขนตอนท 3 วนจฉยเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/ปจจยในการตดสนใจ(แตละเกณฑ/

ปจจยแตละขอทกาหนดขนนนจะมความสาคญไมเทากน)

วนจฉยเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/ปจจย เกณฑนจะพจารณาเกณฑทงหมดวา

เกณฑใดขาดไมไดและเกณฑใดบางทจะมหรอไมมกได ดงน

เกณฑ "ตองม" หาไดจากการพจารณาเปรยบเทยบความสาคญของคณสมบตทง 5 ขอ แลว

เลอกมาวามกขอทเปนคณสมบตของหวหนาหองทขาดไมไดและมความสาคญอยางยงทตองม

สมมตวาเลอกมาแลว 2 ขอไดแก

1. ความเปนผนา

2. ความเสยสละ

เกณฑ "ควรม" และกาหนดนาหนก หาไดจากการพจารณาเปรยบเทยบคณลกษณะท

เหลออยอก 3 ขอ แลวใชการกาหนดนาหนกเชนเดยวกบการกาหนดนาหนกเปนคะแนนเตมแตละ

เกณฑไมเทากน

เกณฑ/ปจจย ลาดบความสาคญ คะแนนเตม

1. ความมมนษยสมพนธ 2 8

2. ความรบผดชอบ 1 10

3. ความฉลาด 3 6

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 190

ขนตอนท 4 กาหนดทางเลอก ศกษาขอมลของทางเลอกตามเกณฑ/ปจจยทกาหนด

กาหนดตวเลอก จากสถานการณน สมมตตวเลอกขน 3 ตวเลอกดงตอไปน

ตวเลอก

เบอร 1. กหลาบ

เบอร 2. ทานตะวน

เบอร 3. มะล

เบอร 4. ดาวเรอง

ขนตอนท 5 วนจฉยเปรยบเทยบ พจารณาใหคะแนนแตละทางเลอกภายใตเกณฑ/ปจจยทใชใน

การตดสนใจ (เพอขจดความลาเอยง ขอจากดในการพจารณาเปรยบเทยบนน

จะตองพจารณาใหคะแนนในแนวนอน ของแตละเกณฑไปทละตวเลอก)

วนจฉยเปรยบเทยบ พจารณาใหคะแนนแตละทางเลอกภายใตเกณฑ/ปจจย เรมจากการ

สรางตาราง พจารณาการกาหนดเกณฑ "ตองม" จะใชเกณฑผานหรอไมผานสวนการกาหนดเกณฑ

"ควรม" จะใชการกาหนดนาหนกคะแนนเตมแตละเกณฑไมเทากน พจารณาตรกตรอง สมมตวา

พจารณาตรกตรองแลวไดผลดงน พจารณาตรกตรอง สมมตวาพจารณาตรกตรองแลวไดผลดงน

เกณฑ ลาดบ คะแนน ตวเลอก

กหลาบ ทานตะวน มะล ดาวเรอง

ตองม

1. ความเปนผนา - - ผาน ไมผาน ผาน ผาน

2. ความเสยสละ - - ผาน ผาน ไมผาน ผาน

ควรม

1. ความมมนษยสมพนธ 2 8 6 7 7 6

2. ความรบผดชอบ 1 10 8 10 9 6

3. ความฉลาด 3 6 4 6 5 5

รวม 18

ผาน

23

ไมผาน

21

ไมผาน

17

ผาน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 191

ขนตอนท 6 หาทางเลอกทดทสด

คานวณหาทางเลอกทดทสด โดยพจารณาขอมลจากตารางขนตอนท 5 โดยพจารณาคอลมป

ทางเลอก คอลมปทางเลอกใดมผลรวมของคะแนนมากทสดและผานเกณฑเลอกทางเลอกนน

ดงนน ผลการตดสนใจ คอ เลอกกหลาบเปนหวหนาหอง

2. การตดสนใจโดยพจารณาถงผลทคาดวาจะไดรบ/ไมไดรบ

การตดสนใจโดยพจารณาถงผลทคาดวาจะไดรบ/ไมไดรบ เมอพจารณาเกณฑรปแบบการ

ตดสนใจดงกลาวแลว สามารถแบงรปแบบของการตดสนใจออกเปน 2 รปแบบ คอ การตดสนใจ

โดยการใชขอมล/ขอสนเทศทมอย ซงหมายถง ขอมลขาวสาร คาสถตทเกบรวบรวมไวหรอแมแต

ประสบการณสวนตวทเกดขนซ า ๆ ในสวนนจะใชคาความนาจะเปน มาอางองและสนบสนนการ

ตดสนใจ กบการตดสนใจโดยไมใชขอมล/ไมใชขอสนเทศ ซงหมายถง การไมใชคาความนาจะเปน

นนเอง ดงนน เนอหาของการตดสนใจในสวนน ผเรยนจาเปนตองมความรพนฐานในเรองความ

นาจะเปน (Probability) และตารางประกอบการตดสนใจ (Decision Table)

ความนาจะเปน

ความนาจะเปน คอ ตวเลขทใชบอกโอกาสของการเกดเหตการณทสนใจวามโอกาสเกดขน

มากนอยเพยงใด เชน ในการโยนเหรยญ 1 เหรยญ โอกาสทจะเกด คอ ไมขนหวกขนกอย อยางใด

อยางหนงเทานน ดงนน ในการโยนเหรยญปกต 1 ครง ความนาจะเปนทเหรยญจะขนหวเทากบ

ครงหนงหรอ 0.5 และความนาจะเปนทเหรยญจะขนกอยเทากบครงหนงหรอ 0.5 เชนกน จาก

เหตการณ 1 เหตการณ คอ การโยนเหรยญ ประกอบดวย 2 สภาวการณ คอ โอกาสทเหรยญจะขน

หวและโอกาสทเหรยญจะขนกอย เมอรวมทงสองสภาวการณเขาดวยกนแลวคาความนาจะเปนจะม

คาเทากบ 1 ลองพจารณาจากตวอยางดงตอไปน

ตวอยางท 1 ในการทอดลกเตา 1 ลก จะขนแตมเปน 1 2 3 4 5 6

ความนาจะเปนทลกเตาจะขนแตมเปน 1 = 1/6 = 0.166

ความนาจะเปนทลกเตาจะขนแตมเปน 5 = 1/6 = 0.166

ความนาจะเปนทลกเตาจะขนแตมมากกวา 4 = 2/6 = 1/3 = 0.33

ความนาจะเปนทลกเตาจะขนแตมเปนเลขค = 3/6 = 1/2 = 0.5

ความนาจะเปนทลกเตาจะขนแตมนอยกวา 5 = 4/6 = 2/3 = 0.66

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 192

ตวอยางท 2 ทอดลกเตา 1 ลก 2 ครง ไดแตมรวมไมเกน 4 , 5 - 8 และมากกวา 8 พจารณา

ขอมลและกาหนดให

A1 : แตมรวมไมเกน 4 คอ 2, 3, 4

A2 : แตมรวมระหวาง 5 – 8 คอ 5, 6, 7, 8

A3 : แตมรวมเกน 8 คอ 9, 10, 11, 12

ผลทจะเกดในการทอดลกเตา 1 ลก 2 ครง มดงน

A1 : (1,1), (1,2,), (1,3), (3,1), (2,1), (2,2) = 6/36 ≈ 0.17

A2 : (1,4), (4,1), (2,3), (3,2), (1,5), (5,1), (2,4), (4,2), (3,3), (1,6),

(6,1), (2,5), (5,2), (3,4), (4,3), (4,4), (2,6), (6,2), (3,5), (5,3) = 20/36 ≈ 0.55

A3 : (4,5), (5,4), (3,6), (6,3), (5,5), (6,4), (4,6), (6,5), (5,6), (6,6) = 10/36 ≈ 0.28

ตวอยางท 3 นกวชาการ , ผร ไดคาดคะเนคาความนาจะเปนของสภาพเศรษฐกจในปหนาเปนดงน

สภาพเศรษฐกจ ความนาจะเปน

รงเรอง 0.2

ปานกลาง 0.5

ซบเซา 0.3

ตวอยางท 4 เจาของรานขายขนม ไดบนทกการขายขนม มาเปนเวลา 100 วน ไดพบการแจก

แจงการขาย ดงตาราง และเจาของไดใชขอมลนเปนตวชคาความนาจะเปน ดงรายละเอยดในตาราง

จานวนขนมทขายได (ชน) จานวนวน ความนาจะเปน

200 20 0.20

300 40 0.40

400 25 0.25

500 15 0.15

รวม 100 1.00

จากตวอยางขางตน เปนหลกการคดหาคาความนาจะเปนอยางงาย ทนกศกษาสามารถ

นามาประยกตใชในชวตประจาวนไดโดยไมยากนก การอางองหรอสนบสนนขอสรปโดยทวไป

ถามขอมลหรอหลกฐานโดยเฉพาะขอมลทเปนตวเลขทมทมาจากความเปนจรงหรอประสบการณท

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 193

มการรวมรวบอยางมระบบแลว จะทาใหการตดสนใขของนกศกษามความมนใจและมแนวโนมทม

โอกาสถกตองและเปนไปไดมากขน

ตารางประกอบการตดสนใจ

ตารางประกอบการตดสนใจ คอ ตารางทแสดงผลลพธ ( outcome) ของแตละทางเลอก

(action) ในแตละสภาวการณ (state of nature) ซงมความสมพนธกบปจจยทเกยวของกบการทาการ

ตดสนใจ แบงออกเปน 2 แบบ คอ ตารางกาไรและตารางเสยโอกาส โดยคานงถงขอจากดทเปน

ปจจยทเกยวของกบการทาการตดสนใจ ประกอบปจจยลาดบแรกคอ ตวผทาการตดสนใจเอง วาม

ความรความเขาใจ มขอมลมากนอยเพยงใด เพราะการตดสนใจมทงใชขอมล/ขอสนเทศทมอย

และไมใชขอมล/ไมใชขอสนเทศ ลาดบทสอง คอ ทางเลอกแตละทางเลอกทนามาใชประกอบการ

พจารณาหาทางเลอกทเหมาะทสด ลาดบทสาม คอ เหตการณ/สภาวการณทางธรรมชาต ซงใน 1

เหตการณอาจมหลายสภาวการณ การกาหนดสภาวการณใด ๆ ในแตละเหตการณจะตองครบและม

ความครอบคลม ลาดบสดทาย คอ ผลลพธ ทประกอบดวยผลลพธ 2 ดาน คอ กาไรและขาดทน

การพจารณาในลาดบสดทายนมความสาคญและจาเปนอยางยงทตองคดหาผลลพธถาไดกาไรแลว

กาไรทมากและนอยทสดมคาเทาใดและถาขาดทนหรอศนยเสย จะเสยมากและนอยทสดเทาใด

เพราะการตดสนใจในสวนนเนอหาจะเปนการตดสนใจในเชงธรกจ ลองพจารณาแผนภมตอไปน

แผนภมท 1. แสดงปจจยทเกยวของกบการทาการตดสนใจ ทมา : (นทศน ฝกเจรญผล,2546:47)

ตารางประกอบการตดสนใจประกอบดวย

1. ตารางกาไร ( Profit Table) / ตารางแสดงผลประโยชน

2. ตารางคาความสญเสยโอกาส ( Opportunity Loss Table)

ปจจยทเกยวของกบปจจยทเกยวของกบ

การทาการตดสนใจการทาการตดสนใจ

ผทาการตดสนใจ

(Decision Maker)ทางเลอก (Action)

เหตการณ/ สภาวการณทางธรรมชาต

(Event/State of Nature)

ผลลพธ (Outcome)

กาไร/ผลประโยชน

(Profit)

ความสญเสย

(Loss)

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 194

1. การสรางตารางกาไร / ตารางแสดงผลประโยชน

ตารางกาไรประกอบดวย 2 สวนทสาคญคอ ตารางในคอลมนแรกคอ สภาวการณตางๆ

และตารางคอลมนถดไปคอ ทางเลอกแตละทางเลอกหรอผลประโยชนทไดรบ ผเขยนขอยกตวอยาง

ตารางกาไรทแสดงขนตอนการตดสนใจถงขนตอนท 5 สนสดแคการไดมาซงตารางกาไรเทานนแต

ยงไมถงขนตอนท 6 ซงเปนขนตอนสรปผลการตดสน คอ การหาทางเลอกทดทสด เพอใหเกด

กระบวนการคดของการไดมาซงคาตอบในสวนของเนอหาการตดสนใจเปนในทศทางเดยวกน

ทงหมด ลองพจารณาตวอยางตอไปน

ตวอยางท 5 สถานการณ : จะเลอกลงทนแบบไหนด

ขนตอนท 1 กาหนดวตถประสงคหรอเปาหมายการตดสนใจใหชดเจน

(พจารณาจากสถานการณทกาหนด)

วตถประสงค คอ ตองการลงทน ประกอบดวยการลงทน 4 รปแบบ คอ

1. คาขาย

2. ฝากธนาคาร

3. ซอหน

4. ซอทอง

ขนตอนท 2 กาหนดเกณฑ/ปจจย ทเกยวของกบเรองทตองการตดสนใจ (เกณฑ/ปจจยท

กาหนดขนนนจะตองสามารถนามาพจารณาเปรยบเปรยบกนไดในทกตวเลอก)

การกาหนดเกณฑ/ปจจย พจารณาจากสภาพเศรษฐกจ สามารถแบงออกได 3 สภาวการณ

ดงตอไปน

สภาพเศรษฐกจเปน

1. รงเรอง

2. ปานกลาง

3. ซบเซา

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 195

ขนตอนท 3 วนจฉยเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/ปจจยในการตดสนใจ(แตละเกณฑ/

ปจจยแตละขอทกาหนดขนนนจะมความสาคญไมเทากน)

วนจฉยเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/ปจจย สถานการณนเกณฑ/ปจจยทง 3

สภาวการณขางตนมความสาคญเทากน ในขนนจงไมสามารถเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/

ปจจยดงกลาวได

ขนตอนท 4 กาหนดทางเลอก ศกษาขอมลของทางเลอกตามเกณฑ/ปจจยทกาหนด

กาหนดตวเลอก จากสถานการณนตวเลอกทใชกคอ รปแบบการลงทนทง 4 รปแบบนนเอง

ขนตอนท 5 วนจฉยเปรยบเทยบ พจารณาใหคะแนนแตละทางเลอกภายใตเกณฑ/ปจจยทใชใน

การตดสนใจ (เพอขจดความลาเอยง ขอจากดในการพจารณาเปรยบเทยบนน

จะตองพจารณาใหคะแนนในแนวนอน ของแตละเกณฑไปทละตวเลอก)

วนจฉยเปรยบเทยบพจารณาแตละทางเลอกภายใตเกณฑ/ปจจย โดยสมมตผลตอบแทน

การลงทนในแตละสภาพเศรษฐกจคดเปนรอยละเปนดงน

สภาพเศรษฐกจ ผลประโยชนในแตละทางเลอก (%)

คาขาย

(A1)

ฝากธนาคาร

(A2)

ซอหน

(A3)

ซอทอง

(A4)

รงเรอง (S1) 20 5 40 -20

ปานกลาง (S2) 15 4 4 0

ซบเซา (S3) 10 3 -10 15

เมอพจารณาในขนตอนท 5 เปนการสมมตผลตอบแทนของการลงทนในแตละสภาพ

เศรษฐกจ ซงตารางแสดงผลกาไร/ผลประโยชนในแตละทางเลอกดานบนน จะนาไปใชประกอบ

การตดสนในเนอหาทจะเรยนในสวนตอไป

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 196

ตวอยางท 6 สถานการณทกาหนด : จะซอขนมเขามาจาหนายในราน วนละกชน ?

ขนมมราคาทนชนละ 3 บาท ขายในราคา 5บาท ถาสงมาแลวขายไมหมดใน 1 วน สามารถ

คนได แตคนในอตราดงน 100 ชนแรก คนใหชนละ 2 บาท ชนตอ ๆ ไปคนใหชนละ 1 บาท

เจาของรานพบวาในการขายนน แตละวนขายไดไมแนนอนอาจเปน 200 ,300,400 หรอ 500

ชน เจาของรานควรสงขนมมาขาย 100,200,300,400 หรอ 500ชนด จงสรางตารางแสดงผลกาไร

ขนตอนท 1 กาหนดวตถประสงคหรอเปาหมายการตดสนใจใหชดเจน (พจารณาจาก

สถานการณทกาหนด)

วตถประสงค คอ ตองการซอขนมมาขาย ประกอบดวย 5 รปแบบ คอ

1. 100 ชน

2. 200 ชน

3. 300 ชน

4. 400 ชน

5. 500 ชน

ขนตอนท 2 กาหนดเกณฑ/ปจจย ทเกยวของกบเรองทตองการตดสนใจ (เกณฑ/ปจจยท

กาหนด ขนนนจะตองสามารถนามาพจารณาเปรยบเปรยบกนไดในทกตวเลอก)

การกาหนดเกณฑ/ปจจย พจารณาจากสภาพการขายในแตละวน สามารถแบงออกได 4

สภาวการณดงตอไปน

สภาพการขายเปน

1. 200 ชน

2. 300 ชน

3. 400 ชน

4. 500 ชน

ขนตอนท 3 วนจฉยเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/ปจจยในการตดสนใจ(แตละเกณฑ/

ปจจยแตละขอทกาหนดขนนนจะมความสาคญไมเทากน)

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 197

วนจฉยเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/ปจจย สถานการณนเกณฑ/ปจจยทง 4

สภาพการขายขางตนมความสาคญเทากน ในขนนจงไมสามารถเปรยบเทยบความสาคญของเกณฑ/

ปจจยดงกลาวได

ขนตอนท 4 กาหนดทางเลอก ศกษาขอมลของทางเลอกตามเกณฑ/ปจจยทกาหนด

กาหนดตวเลอก จากสถานการณนตวเลอกทใชก คอ ความตองการสงขนมมาขายทง 5

นนเอง

ขนตอนท 5 วนจฉยเปรยบเทยบ พจารณาใหคะแนนแตละทางเลอกภายใตเกณฑ/ปจจยทใชใน

การตดสนใจ (เพอขจดความลาเอยง ขอจากดในการพจารณาเปรยบเทยบนน

จะตองพจารณาใหคะแนนในแนวนอน ของแตละเกณฑไปทละตวเลอก)

วนจฉยเปรยบเทยบพจารณาแตละทางเลอกภายใตเกณฑ/ปจจย โดยการสรางตารางกาไร

โดยกาหนดใหคอลมนแรกเปนสภาวการณตางๆ และคอลมนถดไปเปน ผลตอบแทนของแตละ

ทางเลอก

จานวนขนมทขายได

(ชน)

ผลกาไร ทไดจากการสงขนมแตละทางเลอก (บาท)

100 ชน 200 ชน 300 ชน 400 ชน 500 ชน

200

300

400

500

ลงผลกาไรในตารางจากการคานวณโดยพจารณาจากขอจากดทกาหนดไวในโจทย ไปทละ

ชอง ซงสามารถลงผลกาไรในแตละชองดงตารางตอไปน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 198

จานวนขนมทขายได

(ชน)

ผลกาไร ทไดจากการสงขนมแตละทางเลอก (บาท)

100 ชน 200 ชน 300 ชน 400 ชน 500 ชน

200 200 400 300 100 -100

300 200 400 600 500 300

400 200 400 600 800 700

500 200 400 600 800 1000

เมอพจารณาตารางทง 2 ตารางขางตน ซงไดมาถงผลตอบแทนในแตละทางเลอกทไดรบทง

ผลตอบแทนสงสดและผลตอบแทนตาสด และจะใชตารางดงกลาวไปใชประกอบการตดสนใน

เนอหาทจะเรยนในสวนตอไปเชนกน

2. การสรางตารางคาสญเสยโอกาส

ตารางเสยโอกาส คอ ตารางทแสดงคาความสญเสยในสงทควรไดเนองจากไมเลอกทางเลอก

ทดทสดหรอคาความสญเสยในสงทไมควรจะเสย ทเกดขนเนองจากไมเลอกทางเลอกทด ทสด

การคดคาสญเสยโอกาส คดจากตารางกาไร (แปลงมาจากตารางกาไร) โดยพจารณาวาใน

แตละสภาวการณ ถาไมเลอกทางเลอกทใหผลตอบแทนสงสดไปเลอกทางเลอกอนแทนจะสญเสย

ไปเทาใด ซงคาสญเสยโอกาสสามารถหาไดโดย ผลตางระหวางผลตอบแทนทดทสด (ผลตอบแทน

ทมคามากทสด) กบ ผลตอบแทนของการเลอกกระทานนๆ

คาความสญเสยโอกาส (ในแตละสภาวการณ)

= ผลตอบแทนทดทสด - ผลตอบแทนของการเลอกกระทานน ๆ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 199

ตวอยางท 7 การเปลยนตารางกาไรเปนตารางคาสญเสยโอกาส

ตารางกาไร

สภาพเศรษฐกจ ผลประโยชนในแตละทางเลอก (%)

คาขาย

(A1)

ฝากธนาคาร

(A2)

ซอหน

(A3)

ซอทอง

(A4)

รงเรอง (S1) 20 5 40 -20

ปานกลาง (S2) 15 4 4 0

ซบเซา (S3) 10 3 -10 15

ตารางคาสญเสยโอกาส

สภาพเศรษฐกจ คาสญเสยโอกาสในแตละทางเลอก (%)

คาขาย

(A1)

ฝากธนาคาร

(A2)

ซอหน

(A3)

ซอทอง

(A4)

รงเรอง (S1) 20* 35** 0 60

ปานกลาง (S2) 0 11 11 15

ซบเซา (S3) 5 12 25 0

หมายเหต * 40-20 = 20 ** 40-5 = 35

จากตวอยางท 5 ทายตารางคาสญเสยโอกาสไดแสดงวธการคดไว เพอใหนกศกษามเขาใจ

มากขน ลองพจารณาขอความในสวนน

จากทกลาวมาแลวขางตนวา ตารางคาสญเสยโอกาสนนตองแปลงมาจากตารางกาไร ถา

นกศกษาสามารถคานวณหาคาตารางกาไรได การสรางตารางคาสญเสยโอกาสนนกหาไดไมยาก

เรมจากการพจารณาตารงตาไรในคอลมนสภาพเศรษฐกจ อาทเชน ถาสภาพเศรษฐกจรงเรอง ให

พจารณาไปในแนวนอนเปรยบเทยบกนทง 4 ทางเลอกดงน ทางเลอกคาขายไดกาไร 20 %

ฝากธนาคารไดกาไร 5% ซอหนไดกาไร 40% และซอทองไมไดกาไรแตกลบตดลบ 20% ทางเลอก

ทมากทสดคอ ทางเลอกซอหนคอ ไดกาไร 40 % ถานกศกษาเลอกทางเลอกน นกศกษาจะไม

สญเสยโอกาส ดงนนในตารางสญเสยโอกาสชองซอหน ของสภาพเศรษฐกจรงเรองจงมคาเทากบ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 200

0 แตถานกศกษาเลอกทางเลอกคาขาย แทนทจะเลอกซอหนทไดกาไร 40% แตกลบไดกาไรแค 20 %

ใหนาทางเลอกทงสองมาลบกน ได 20 % ถอวาสญเสยโอกาสไป 20 % หรอถาเลอกฝากธนาคาร

แทนทจะไดกาไร 40% กไดแค 5% ถอวาสญเสยโอกาสไป 35% ในทานองเดยวกน ถาเลอกซอทอง

แทนทจะไดกาไร 40% กไมไดซ ายงตองมาตดลบอก 20 % ทาใหสญเสยโอกาสรวมถง 60 % ตาราง

สญเสยโอกาสในชองอน ๆ กคดเชนเดยวกน ขอสงเกตอกประการหนงคอ ตารางสญเสยโอกาสจะ

ไมตดลบเพราะตดลบอยแลว นอกเสยจากเลอกทางเลอกทใหผลตอบแทนสงสดจะไมสญเสย

โอกาสคอ มคาเทากบ 0

2.1 การตดสนใจโดยใชขอสนเทศทมอย กอนแลว

การตดสนใจโดยใชขอสนเทศทมอยแลว คอ การตดสนใจทใชคาความนาจะเปนของ

เหตการณนนมาชวยในการตดสนใจ ซงความนาจะเปนทวานมาจากผร นกวชาการและขอมลเดม

หมายเหต ถาทราบเหตการณเกดแนนอน การตดสนใจเรยกวา การตดสนใจภายใต

ความแนนอน แตถาไมทราบแนนอนตองใชคาความนาจะเปนมาชวยในการตดสนใจ

การตดสนใจโดยใชขอสนเทศทมอยกอนแลว

1. เกณฑภาวะนาจะเปนสงสด (Maximum Likehood Criterion)

2. เกณฑผลตอบแทนคาดหวง (Expected Payoff Criterion)

3. เกณฑคาเหตการณคาดหวง(Expected Event Criterion)

4. เกณฑความสญเสยโอกาสคาดหวง (Expected Opportunity Loss Criterion)

จากเกณฑการตดสนทง 4 เกณฑขางตน อาจสรปไดวา ทกเกณฑจะใชคาความนาจะเปนมา

ชวยประกอบการตดสนใจ โดยจะแทรกลงไปเปนคอลมนท 2 ของตารางกาไรและตารางสญเสย

โอกาส และเกณฑท 1- 3 จะใชเฉพาะตารางกาไรสวนเกณฑท 4 จะใชเฉพาะตารางสญเสยโอกาส

ประกอบการตดสนใจ

ผร , นกวชาการ,

ขอมลเดม

ความนาจะเปน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 201

2.1.1 เกณฑภาวะนาจะเปนสงสด ( Maximum Likehood Criterion) ใชตารางกาไร

ประกอบการตดสนใจ มขนตอนนาไปสการตดสนใจ 2 ขนตอนดงน

ขนท 1 พจารณาคอลมนท 2 คอลมนความนาจะเปน พจารณาในแนวตงแลว เลอก

สภาวการณทมความนาจะเปนสงสด

ขนท 2 จากสภาวการณทเลอกในขอ 1 พจารณาไปในแนวนอนเปรยบเทยบกนในทก

ทางเลอกแลวเลอกทางเลอกทใหผลตอบแทนสงสด

ตวอยางท 8 ตาราง แสดงคาความนาจะเปนและผลประโยชนในการลงทน

สภาพ

เศรษฐกจ

คาความ

นาจะเปน

ผลประโยชนในแตละทางเลอก (%)

คาขาย

(A1)

ฝากธนาคาร

(A2)

ซอหน

(A3)

ซอทอง

(A4)

รงเรอง (S1) 0.2 20 5 40 -20

ปานกลาง (S2) 0.5 15 4 4 0

ซบเซา (S3) 0.3 10 3 -10 15

ผลการตดสนใจ เลอกลงทนคาขาย

ตวอยางท 9 ตาราง แสดงคาความนาจะเปนและผลกาไรทไดจากการขายขนม

จานวนขนมท

ขายได (ชน)

คาความนาจะ

เปน

ผลกาไร ทไดจากการสงขนมแตละทางเลอก (บาท)

100 ชน 200 ชน 300 ชน 400 ชน 500 ชน

200 0.20 200 400 300 100 -100

300 0.40 200 400 600 500 300

400 0.25 200 400 600 800 700

500 0.15 200 400 600 800 1000

ผลการตดสนใจ เลอกสงขนมมาขาย 300 ชน

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 202

2.1.2 เกณฑผลตอบแทนคาดหวง ( Expected Payoff Criterion) ใชตารางกาไร

ประกอบการตดสนใจ มขนตอนนาไปสการตดสนใจ 2 ขนตอนดงน

ขนท 1 หาคาผลตอบแทนคาดหวงของแตละทางเลอก ดงน

คาผลตอบแทนคาดหวงแตละทางเลอก = ผลรวมของผลคณระหวางผลตอบแทนกบ

คาความนาจะเปนของทกสภาวการณ

ในทางเลอกนน

ขนท 2 เลอกทางเลอกทมผลตอบแทนสงสด

ตวอยางท 10 ตาราง แสดงคาความนาจะเปนและผลประโยชนในการลงทน

สภาพ

เศรษฐกจ

คาความ

นาจะเปน

ผลประโยชนในแตละทางเลอก (%)

คาขาย

(A1)

ฝากธนาคาร

(A2)

ซอหน

(A3)

ซอทอง

(A4)

รงเรอง (S1) 0.2 20 5 40 -20

ปานกลาง (S2) 0.5 15 4 4 0

ซบเซา (S3) 0.3 10 3 -10 15

คาผลตอบแทนคาดหวงของคาขาย = 20(0.2)+15(0.5)+10(0.3) = 14.5

คาผลตอบแทนคาดหวงของฝากธนาคาร = 5(0.2)+4(0.5)+3(0.3) = 3.9

คาผลตอบแทนคาดหวงของซอหน = 40(0.2)+4(0.5)+(-10)(0.3) = 7.0

คาผลตอบแทนคาดหวงของซอทอง = (-20)(0.2)+0(0.5)+15(0.3) = 0.5

ผลการตดสนใจ เลอก คาขาย

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 203

ตวอยางท 11 ตาราง แสดงคาความนาจะเปนและผลกาไรทไดจากการขายขนม

จานวนขนมท

ขายได (ชน)

คาความนาจะ

เปน

ผลกาไร ทไดจากการสงขนมแตละทางเลอก (บาท)

100 ชน 200 ชน 300 ชน 400 ชน 500 ชน

200 0.20 200 400 300 100 -100

300 0.40 200 400 600 500 300

400 0.25 200 400 600 800 700

500 0.15 200 400 600 800 1000

คาตอบแทนคาดหวงของสง 100 ชน = 200( .20)+200( .40)+200( .25)+200( .15) = 200

คาตอบแทนคาดหวงของสง 200 ชน = 400( .20)+400( .40)+400( .25)+400( .15) = 400

คาตอบแทนคาดหวงของสง 300 ชน = 300( .20)+600( .40)+600( .25)+600( .15) = 540

คาตอบแทนคาดหวงของสง 400 ชน = 100( .20)+500( .40)+800( .25)+800( .15) = 540

คาตอบแทนคาดหวงของสง 500 ชน = (-100)( .20)+300( .40)+700( .25)+1000( .15) = 425

คดคาคาดหวงของทกคาทางเลอกแลวพจารณาคาตอบแทนคาดหวงสงสด

ผลการตดสนใจ เลอกสงขนมมาขาย 300 หรอ 400 ชน

2.1.3 เกณฑคาเหตการณคาดหวง(Expected Event Criterion)

คาเหตการณคาดหวงของการตดสนใจ = ผลรวมของผลคณของสภาวการณกบคาความ

นาจะเปน ของแตละสภาวการณในการตดสนใจ

ในเรองนน ๆ

หมายเหต ใชไดกบการตดสนใจทสภาวการณเปนเชงปรมาณหรอตวเลข ผลการตดสนหาไดจาก

การเลอกทางเลอกทใกลเคยงกบคาเหตการณทคาดหวง

ตวอยางท 12 จากตารางในตวอยางท 11 การตดสนใจเลอกขายขนม

คาเหตการณทคาดหวง = 200( .20)+300( .40)+400( .25)+500( .15) = 335

ผล ตดสนใจ เลอกสงขนมมาขาย 300 ชน (เพราะคา 335 ใกลเคยงกบ 300 มากทสด)

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 204

2.1.4 เกณฑความสญเสยโอกาสคาดหวง ( Expected Opportunity Loss Criterion) ใช

ตารางเสยโอกาสประกอบการตดสนใจ มขนตอนนาไปสการตดสนใจ 2 ขนตอนดงน

ขนท 1 หาคาความสญเสยโอกาสคาดหวงของแตละทางเลอก

คาความสญเสยโอกาสแตละทางเลอก = ผลรวมของผลคณระหวางผลการสญเสยโอกาส

กบคาความนาจะเปนของทกสภาวการณของ

ทางเลอกนน

ขนท 2 เลอกทางเลอกทมความสญเสยโอกาส ตาสด

ตวอยางท 13 ตาราง แสดงคาความนาจะเปนและคาสญเสยโอกาสในการลงทน

สภาพ

เศรษฐกจ

คาความ

นาจะเปน

คาสญเสยโอกาสในแตละทางเลอก (%)

คาขาย

(A1)

ฝากธนาคาร

(A2)

ซอหน

(A3)

ซอทอง

(A4)

รงเรอง (S1) 0.2 20 35 0 60

ปานกลาง (S2) 0.5 0 11 11 15

ซบเซา (S3) 0.3 5 12 25 0

คาความสญเสยโอกาสคาดหวงของคาขาย = 20(0.2)+0(0.5)+5(0.3) = 8.5

คาความสญเสยโอกาสคาดหวงของฝากธนาคาร = 35(0.2)+11(0.5)+12(0.3) = 16.1

คาความสญเสยโอกาสคาดหวงของซอหน = 0(0.2)+11(0.5)+25(0.3) = 13

คาความสญเสยโอกาสคาดหวงของซอทอง = 60(0.2)+15(0.5)+0(0.3) = 19.5

ผลตดสนใจ เลอก คาขาย

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 205

2.2 การตดสนใจโดยไมใชขอสนเทศทมอย

การตดสนใจโดยไมใชขอสนเทศทมอย คอ ตดสนใจโดยไมใชคาความนาจะเปน ตดสนใจ

โดยใชตารางกาไร/ผลประโยชนหรอตารางคาการสญเสยโอกาส

การตดสนใจโดยไมใชขอสนเทศทมอยกอนแลว

1. เกณฑหามากจากนอย (Maximin Criterion )

2. เกณฑหามากจากมาก (Maximax Criterion )

3. เกณฑหานอยจากมาก (Minimax Criterion)

เกณฑทใชในการพจารณาตดสนใจทง 3 เกณฑ โดยเกณฑท 1 – 2 จะใชตารางกาไรและ

เกณฑท 2 จะใชตารางสญเสยโอกาส ซงแตละเกณฑสามารถบอกลกษณะนสยของผตดสนใจได

ประกอบดวยเกณฑดงตอไปน

2.2. 1 เกณฑหามากจากนอย (Maximin Criterion ) ใชตารางกาไร/ผลประโยชน

ประกอบการตดสนใจ บคคลทเลอกการตดสนใจแบบนจะมลกษณะนสย คอ ไดนอยดกวาไมไดเลย

ระแวดระวง อาจกลาวไดวาเปนคนทมองโลกในแงรายในเชงธรกจ โดยมวธการคด คอ ให

พจารณาคอลมนทางเลอกแตละทางเลอก (พจารณาในแนวตง) หาคานอยทสดของแตละทางเลอก

กอนแลวนาคาทนอยทสดของแตละทางเลอกมาเปรยบเทยบกนแลวเลอกทางเลอกทมคามากทสด

จากทกทางเลอก

ตวอยางท 14 วธการหาผลตอบแทนโดยเกณฑหามากจากนอย

สภาพ

เศรษฐกจ

ผลประโยชนในแตละทางเลอก (%)

คาขาย

(A1)

ฝากธนาคาร

(A2)

ซอหน

(A3)

ซอทอง

(A4)

รงเรอง (S1) 20 5 40 30

ปานกลาง (S2) 15 4 4 20

ซบเซา (S3) 10 3 -10 15

การตดสนใจ เกณฑ หามากจากนอย เลอกลงทนโดย การซอทอง

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 206

2. 2.2 เกณฑหามากจากมาก (Maximax Criterion ) ใชตารางกาไร/ผลประโยชน

ประกอบการตดสนใจ บคคลทเลอกการตดสนใจแบบนจะม ลกษณะนสย คอ หวงวาจะโชคด อาจ

กลาวไดวาเปนผทมองโลกในแงดในเชงธรกจ โดยมวธการคด คอ ใหพจารณาคอลมนทางเลอกแต

ละทางเลอก (พจารณาในแนวตง) หาคามากทสดของแตละทางเลอกกอนแลวนาคาทมากทสดของ

แตละทางเลอกมาเปรยบเทยบกนแลวเลอกทางเลอกทมคามากทสดจากทกทางเลอก

ตวอยางท 15 วธการหาผลตอบแทนโดยเกณฑหามากจากมาก

สภาพ

เศรษฐกจ

ผลประโยชนในแตละทางเลอก (%)

คาขาย

(A1)

ฝากธนาคาร

(A2)

ซอหน

(A3)

ซอทอง

(A4)

รงเรอง (S1) 20 5 40 30

ปานกลาง (S2) 15 4 4 20

ซบเซา (S3) 10 3 -10 15

การตดสนใจ เกณฑ หามากจากมาก เลอกลงทนโดย ซอหน

2.2.3 เกณฑหานอยจากมาก (Minimax Criterion) ใชตารางคาการสญเสยโอกาส บคคลท

เลอกการตดสนใจแบบนจะม ลกษณะนสย คอ เลอกทสญเสยนอยทสดจากกลมทสญเสยมากทสด

อาจกลาวไดวาในเมอจะเสยกขอใหเสยนอยทสด โดยมวธการคด คอ ใหพจารณาคอลมนทางเลอก

แตละทางเลอก (พจารณาในแนวตง) หาคามากทสดของแตละทางเลอกกอนแลวนาคาทมากทสด

ของแตละทางเลอกมาเปรยบเทยบกนแลวเลอกทางเลอกทมคานอยทสดจากทกทางเลอก

ตวอยางท 16 วธการหาคาความสญเสยโดยเกณฑหานอยจากมาก

สภาพ

เศรษฐกจ

คาสญเสยโอกาสในแตละทางเลอก (%)

คาขาย

(A1)

ฝากธนาคาร

(A2)

ซอหน

(A3)

ซอทอง

(A4)

รงเรอง (S1) 20 35 0 60

ปานกลาง (S2) 0 11 11 15

ซบเซา (S3) 5 12 25 0

การตดสนใจ เกณฑหานอยจากมาก เลอก คาขาย

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 207

แบบฝกหด

การตดสนใจโดยใชเกณฑหรอปจจย

1. ใหนกศกษาพจารณาสถานการณดงตอไปน

1.1 การเลอกคครอง

1.2 การเลอกซอรถยนต

1.3 การเลอกโทรศพทมอถอ

1.4 การเลอกซอทว

1.5 การเลอกโรงเรยนใหนอง/ลก

จากสถานการณขางตน ใหนกศกษาใชการตดสนใจโดยใชเกณฑหรอปจจย จะใชเกณฑ

ใดกไดจาก 3 เกณฑ โดยในแตละสถานการณใหสรางเกณฑ/ปจจย/สภาวการณขนมาอยางละ 5 ขอ

และกาหนดตวเลอกเองอยางนอย 3 ตวเลอก

การตดสนโดยพจารณาถงผลทคาดวาจะไดรบ/ไมไดรบ

2. นายกวกาลงคดจะลงทนทารานอาหาร รานเบเกอร รานขนมไทยหรอรานไอศกรมอยางใดอยาง

หนง ผลตอบแทนทไดจะขนอยกบความนยมของลกคา ซงคาดวาจะเปนดงน

ความนยม

ของลกคา

ผลตอบแทน (บาท) เดอน

รานอาหาร รานเบเกอร รานขนมไทย รานไอศกรม

มาก

ปานกลาง

นอย

50,000

30,000

12,000

60,000

35,000

-10,000

40,000

20,000

-5,000

45,000

25,000

8,000

จงสรางตารางเสยโอกาสและหาทางเลอกทดทสดโดยใชเกณฑการตดสนใจโดยไมใช

ขอสนเทศ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 208

3. รานคาแหงหนงสงนตยสารรายเดอนมาจาหนาย ตนทนฉบบละ 30 บาท ขายในราคาฉบบละ 50

บาท แตถาขายไมไดเดอนนนจะสงคนไมได และนตยสารจะลาสมยขายไมไดอก ทางรานเคยทา

สถตการจาหนายและความนาจะเปนทจาหนายไดตอเดอนไวดงน

จานวนทขายได (ฉบบ) 0 1 2 3 4 5

ความนาจะเปน 0.03 0.17 0.20 0.28 0.22 0.10

จากขอมลทกาหนดให

ก. จงสรางตารางผลตอบแทน ตารางเสยโอกาส

ข. ตดสนใจโดยใชเกณฑการพจารณาผลทคาดวาจะไดรบ/ไมไดรบ ทง 7 เกณฑ

4. หางสรรพสนคาแหงหนงสงชดนอนมาจาหนาย ตนทนชดละ 400 บาท ขายชดละ 600 บาท ถา

ขายไมหมดใน 1 ป ตองลดราคาเหลอชดละ 300 บาท จากขอมลการขายในปกอน ๆ ปรากฏวา

โอกาสททางหางจะขายชดนอนได 100 ชด 300 ชด 400 ชดและ 500 ชด ตอป เปน 0.10 , 0.35 , 0.50

และ0.05 ตามลาดบ

ก. จงสรางตารางผลตอบแทน ตารางเสยโอกาส

ข. ตดสนใจโดยใชเกณฑการพจารณาผลทคาดวาจะไดรบ/ไมไดรบ ทง 7 เกณฑ

5. รานขายรองเทาแหงหนงจะสงรองเทามาขายไมเกนเดอนละ 5 ค เทานน ตนทนของรองเทากฬาค

ละ 300 บาท ขายในราคาคละ 450 บาท แตถาขายไมหมดภายใน 1 เดอน ตองลดราคาเหลอคละ

250 บาท จงจะขายได ถาขอมลการขายในรอบ 20 เดอนทผานมา ทางรานขายรองเทาไดดงน

จานวนรองเทาทขาย

ไดแตละเดอน

จานวนเดอน

0

1

2

3

4

5

1

2

4

7

5

1

เจาของรานควรจะสงรองเทามาขายกคจงจะไดกาไรสงสด

ก. จงสรางตารางผลตอบแทน ตารางเสยโอกาส

ข. ตดสนใจโดยใชเกณฑการพจารณาผลทคาดวาจะไดรบ/ไมไดรบ ทง 7 เกณฑ

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 209

6. พจารณาตารางดงตอไปน

สภาพเศรษฐกจ คาความ

นาจะเปน

ตารางผลตอบแทน

คาขาย ฝาก

ธนาคาร

ซอหน ซอทอง

รงเรอง

ปานกลาง

ซบเซา

0.2

0.5

0.3

40

30

10

10

8

6

40

4

-20

-20

0

15

จงหา

2.1 เกณฑภาวะนาจะเปนสงสด

2.2 เกณฑผลตอบแทนคาดหวง

2.3 เกณฑคาเหตการณคาดหวง

2.4 เกณฑการเสยโอกาสคาดหวง

2.5 เกณฑหามากจากนอย

2.6 เกณฑหามากจากมาก

2.7 เกณฑหานอยจากมาก

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 210

บรรณานกรม

กลยา วานชยบญชา. (2540) “หลกสถต” กรงเทพมหานคร : โรงพมพจฬาลงกรณมหาวทยาลย.

คณาจารยคณตศาสตร สาขาวทยาลยทวารวด.(2534) . “เอกสารประกอบการสอน

คณตศาสตรทวไป” วทยาลยครนครปฐม: ศนยคอมพวเตอรวทยาลยครนครปฐม.

นทศน ฝกเจรญผล. (2546) “เอกสารประกอบการสอนในสวนการตดสนใจ ” : คณะวทยาศาสตร

และเทคโนโลย สถาบนราชภฏนครปฐม.

บญม แทนแกว. (2536).“ ตรรกวทยาทวไป” สหวทยาลยรตนโกสนทรบานสมเดจเจาพระยา.

กรงเทพมหานคร : โรงพมพโอ.เอส.พรนตง เฮาส.

พรรณ ลกจวฒนะ.(2540) “เอกสารประกอบการสอนสถตเพอการวจย” คณะครศาสตรอตสาห

กรรม สถาบนเทคโนโลยพระจอมเหลาเจาคณทหารลาดกระบง.

ยดา รกไทยและธนกาน มาฆะศรานนท. (2545) “เทคนคการแกปญหาและตดสนใจ ”

กรงเทพมหานคร : บรษท เอกซเปอรเนท จากด.

สภาสถาบนราชภฏ , สานกงาน . (ม.ป.ป.) “การคดและการตดสนใจ” นครปฐม : เพชรเกษม

การพมพ.

สมศกด สนธระเวชญ. (2543) “ Mind mapping กบคณภาพการศกษา” กรงเทพมหานคร

ศ.ดร. เกรยงศกด เจรญวงศศกด. (2545) “ หนงสอชด ผชนะ 10 คด ” กรงเทพมหานคร :

พมพทบรษท ซคเซส มเดย จากด. สถาบนอนาคตศกษาเพอการพฒนา (ไอเอฟด).

คาหมาน คนไค. (2545) “ แบบฝกกจกรรมการคด ภาคปฏบต ” กรงเทพมหานคร :

พมพทบรษทเดอะมาสเตอร กรป แมเนจเมนท. สถาบนพฒนาคณภาพวชาการ(พว.).

ทศนา แขมมณและคณะ.(2544) “ วทยาการดานการคด ” กรงเทพมหานคร : พมพทบรษท

เดอะมาสเตอร กรป แมเนจเมนท. สถาบนพฒนาคณภาพวชาการ(พว.).

ทว ลกษมวฒนา แปลจาก Kurt Hanks และ Jay Parry. (2545) “ คดแบบ Genius ”

กรงเทพมหานคร: สานกพมพ Be Bright Books บรษท เอกซเปอรเนท จากด.

ธญญา ผลอนนต. (แปล) Tony Busan(เขยน)(2542) “ ใชหวคด ” กรงเทพมหานคร :สานกพมพ

ขวญขาว. บรษท บซานเซนเตอร (ประเทศไทย) จากด.

ธญญา ผลอนนต.(แปล) Tony Busan(เขยน)(2542) “ ใชหวลย ” กรงเทพมหานคร :สานกพมพ

ขวญขาว. บรษท บซานเซนเตอร(ประเทศไทย) จากด.

ธญญา ผลอนนต.(แปล) Tony Busan(เขยน)(2542) “ แบบฝกคด พชต Mind Map”

กรงเทพมหานคร :สานกพมพขวญขาว. บรษท บซานเซนเตอร (ประเทศไทย) จากด.

เอกสารประกอบการสอนรายวชาการคดและการตดสนใจ 211

บรรณานกรม (ตอ)

บณฑต ประดษฐานวงษ.(แปลจาก Shichiro Ikezawa).(2545) “ การพฒนาความคดสรางสรรค”

กรงเทพมหานคร : สมาคมสงเสรมเทคโนโลย(ไทย-ญปน).

ฝายวชาการเอกซเปอรเนท.(2544) “ เทคนคการคดและจาอยางเปนระบบ (Systematic Thinking

& Mind Mapping) ” กรงเทพมหานคร : พมพทบรษท ดานสทธาการพมพ จากด.

พลตรหลวงวจตรวาทการ.(2544) “ กาลงความคด ” กรงเทพมหานคร : พมพทโรงพมพเดอนตลา

จากด. บรษทสรางสรรคบคส จากด.

ยดา รกไทย.(2543) “ คนฉลาดคด ” กรงเทพมหานคร : บรษท เอกซเปอรเนท จากด.

ผศ.ดร.วรวรรณ เหมชะญาต และ ดร. อาชา ตลานนท แปลจาก Allen D.Bragdon และ David

Gamon, Ph.D.(2546). สมองฟตตองฟตสมอง ” กรงเทพมหานคร : สานกพมพดอกหญา.

วรวธ มาฆะศรานนท, ณฐพงศ เกศมารษ.(2544) “ หวใจนกคด (Systems Thinking) ”

กรงเทพมหานคร : บรษท เอกซเปอรเนท จากด.

รศ.ดร.อาร พนธมณ.(2546) “ฝกใหคดเปน คดอยางสรางสรรค” กรงเทพมหานคร :

สานกพมพใยไหม.

top related